'ยิ่งชีพ' ชี้ ครม.ไม่ยืนยันร่างรัฐธรรมนูญเดิมถือว่าผิดหลักการและขัดผลประชามติ แต่ในขณะเดียวกันร่างดังกล่าวยังมีข้อบกพร่อง ดังนั้นรัฐบาลจึงควรเร่งวางแผนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้ชัดเจนว่าจะแล้วเสร็จภายในเมื่อใด
เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการไอลอว์ (iLaw) เปิดเผยกับสำนักข่าว Next News กรณีคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติไม่นำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับค้างพิจารณากลับมาดำเนินการต่อ โดยระบุว่า ในทางหลักการถือเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เนื่องจากประชาชนได้ให้ความเห็นชอบผ่านการลงประชามติไปแล้ว รัฐบาลใหม่ควรเร่งดำเนินการในทันที
อย่างไรก็ตาม นายยิ่งชีพ ระบุว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวมีที่มาที่ไม่สมบูรณ์ ซึ่งเกิดจากการทำบันทึกข้อตกลง (MOA) ระหว่างพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทยเพื่อสนับสนุนให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ส่งผลให้เกิดช่องโหว่สำคัญในร่างฉบับนี้ ประกอบด้วย 3 ประเด็นหลัก ได้แก่
1. สภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ขาดการมีส่วนร่วมจากประชาชน : เนื่องจากผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ใช้สูตร '20 หยิบ 1' ที่เปิดทางให้ สส. และ สว. ในสภาฯ เป็นผู้คัดเลือกได้โดยตรง ทั้งที่ สว. ชุดปัจจุบันไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง จึงไม่ควรมีอำนาจในการคัดเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญแทนประชาชน
2. การตีกรอบเนื้อหาล่วงหน้า : ร่างฉบับนี้มีการกำหนดแนวทางเนื้อหาของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไว้ล่วงหน้า ทั้งที่กระบวนการสรรหาผู้ร่างฯ ยังไม่เกิดขึ้น ซึ่งถือเป็นการจำกัดขอบเขตการยกร่างที่เร็วเกินไป สิ่งนี้คล้ายกับรัฐธรรมนูญชั่วคราวในยุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อปี 2557
3. การให้อำนาจ สว. เกินขอบเขต : ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องได้รับความเห็นชอบจาก สว. ชุดนี้ถึง 1 ใน 3 ซึ่งกระบวนการดังกล่าวเป็นการมอบอำนาจให้ สว. มากจนเกินไป
ดังนั้น หากนำร่างฉบับเดิมกลับมาพิจารณา ปัญหาเชิงโครงสร้างเหล่านี้ก็จะยังคงดำรงอยู่ ซึ่งการที่ ครม.ไม่นำร่างเดิมกลับมาพิจารณา แม้ในทางหลักการจะเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง แต่ในทางปฏิบัติก็นับเป็นการเปิดโอกาสให้ที่มาของผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ยังสามารถจินตนาการและนำเสนอรูปแบบที่เปิดกว้างได้มากกว่าการถูกตีกรอบไว้แบบเดิม
"ร่างรัฐธรรมนูญที่พิกลพิการ ซึ่งมีที่มาจากการทำ MOA ระหว่างพรรคส้มและพรรคน้ำเงินในตอนนั้น มันผิดฝาผิดตัวจนหาทางออกไม่ได้ การเอาทิ้งไปจึงเป็นทางหนึ่ง แต่สิ่งที่เราต้องทวงถามไม่ใช่การนำร่างเดิมกลับมา แต่ควรถามว่ารัฐบาลจะมีแนวทางอย่างไรต่อ จะจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้เสร็จสิ้นภายใน 4 ปีได้หรือไม่ ซึ่งการที่รัฐบาลยังนิ่งเฉย ไม่ดำเนินการใดๆ จึงแสดงให้เห็นถึงเจตนาที่จะไม่ปฏิบัติตามผลประชามติที่เกิดขึ้น" นายยิ่งชีพ กล่าว
ผู้อำนวยการไอลอว์ยังชี้ให้เห็นด้วยว่า การทำประชามติที่ผ่านมาก็ไม่ถือเป็นการนับหนึ่งในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เนื่องจากในทางกฎหมายและทางการเมืองมองว่าไม่มีความจำเป็น แต่กลับเป็นเงื่อนไขที่เกิดขึ้นจากคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญ ส่งผลให้สถานะของการแก้ไขรัฐธรรมนูญย่ำอยู่กับที่มาตั้งแต่ปี 2560 ซึ่งกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ควรจะเริ่มต้นจากการแก้ไขมาตรา 256 เพื่อปลดล็อคให้การแก้รัฐธรรมนูญง่ายขึ้น แต่การที่ต้องเดินตามคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ นอกจากจะทำให้กระบวนการล่าช้าแล้ว ยังถือเป็นการสูญเสียทั้งงบประมาณและเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์อีกด้วย
นายยิ่งชีพย้ำว่า สิ่งที่รัฐบาลควรดำเนินการคือการประกาศโรดแมปที่ชัดเจนว่า กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะมีขั้นตอนอย่างไร และอยู่ภายใต้กรอบระยะเวลาเท่าใด โดยควรกำหนดเป้าหมายให้แล้วเสร็จภายใน 2-3 ปี และต้องขับเคลื่อนควบคู่ไปกับการแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชน
สำหรับที่มาของ สสร.นั้น นายยิ่งชีพเห็นว่า ต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจผ่านกระบวนการรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง อาทิ การเลือกตั้งโดยอ้อมที่ให้ประชาชนเลือกตัวแทนชุดหนึ่ง เพื่อให้รัฐสภาดำเนินการคัดเลือกตามแนวทางที่ออกแบบไว้ พร้อมทิ้งท้ายว่าหากกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ขาดการมีส่วนร่วมหรือการตัดสินใจจากประชาชนอย่างสิ้นเชิง จะส่งผลให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้กลายเป็นเรื่องไกลตัวและทำให้ภาคประชาชนรู้สึกไม่อยากเข้ามามีส่วนร่วม
เครดิตภาพ : เพจ Yingcheep Atchanont




