“อนุทิน-ฮุน มาเนต” หารือ 3 ฝ่ายกลางเวทีอาเซียน โดยมีฟิลิปปินส์เป็นตัวกลาง เห็นพ้องลดตึงเครียดชายแดน เดินหน้าเจรจาและขยายทีมผู้สังเกตการณ์อาเซียนอีก 3 เดือน
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าหารือร่วมกับสมเด็จมหาบวรธิบดี ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา โดยมีนายเฟอร์ดินานด์ มาร์โคส จูเนียร์ ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ในฐานะประธานอาเซียน ทำหน้าที่เป็นตัวกลาง ระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 ที่เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อวันที่ 7-8 พฤษภาคม 2569 เพื่อคลี่คลายความตึงเครียดบริเวณชายแดนและพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทยกับกัมพูชา
การหารือดังกล่าวจัดขึ้นที่โรงแรม Shangri-La Mactan โดยทั้งสามฝ่ายเห็นพ้องเดินหน้าลดความตึงเครียด ผ่านการสื่อสารโดยตรง การใช้ความอดกลั้น และการหลีกเลี่ยงการกระทำที่อาจทำให้สถานการณ์บานปลาย
นายอนุทิน ชาญวีรกูล เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า ไทยและกัมพูชาตกลงมอบหมายให้รัฐมนตรีต่างประเทศของทั้งสองประเทศร่วมกันจัดทำมาตรการสร้างความเชื่อมั่น หรือ Confidence-Building Measures ในทางปฏิบัติ โดยเริ่มจากประเด็นที่สามารถดำเนินการได้ทันที พร้อมย้ำว่าไทยและกัมพูชาเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่จำเป็นต้องเดินหน้าไปด้วยกัน และต้องเพิ่มการสื่อสารในทุกระดับเพื่อลดช่องว่างระหว่างกัน
นายกรัฐมนตรีไทยยังระบุว่า ฝ่ายไทยได้ชี้แจงเหตุผลการยกเลิก MOU 44 ซึ่งเป็นข้อตกลงสำรวจพลังงานร่วมในอ่าวไทยให้กัมพูชารับทราบอย่างชัดเจน พร้อมยืนยันว่าทั้งสองฝ่ายจะยึดกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล หรือ UNCLOS เป็นแนวทางในการหารือต่อไป
ด้านประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ระบุว่า การประชุมครั้งนี้ช่วยให้เกิด “ข้อตกลงบางประการ” และ “ทางเดินข้างหน้า” ขณะที่ผู้นำทั้งสามได้จับมือร่วมกันต่อหน้าสื่อมวลชนหลังเสร็จสิ้นการหารือ
นอกจากนี้ ไทยและกัมพูชายังเห็นชอบให้รัฐมนตรีต่างประเทศทั้งสองประเทศเดินหน้าเจรจาโดยตรงอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการปะทะซ้ำ รวมถึงขยายบทบาทของกลไกผู้สังเกตการณ์อาเซียน หรือ ASEAN Observer Team ออกไปอีก 3 เดือน จนถึงเดือนกรกฎาคม 2569
วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ที่ศูนย์การประชุมมักตัน สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ นายอนุทิน พร้อมภริยา ยังได้เข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 และกล่าวถ้อยแถลงในการประชุมแบบเต็มคณะ (Plenary) ยืนยันความมุ่งมั่นของไทยในการผลักดันให้อาเซียนเป็นเสาหลักแห่งสันติภาพและความรุ่งเรือง ท่ามกลางโลกที่กำลังเผชิญความผันผวนรุนแรง ภายใต้หัวข้อ “Navigating Our Future, Together”
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีได้เสนอ 3 แนวทางหลักเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของภูมิภาค ประกอบด้วย ความมั่นคงทางพลังงาน โดยเสนอเร่งรัดโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน หรือ ASEAN Power Grid ใช้ประโยชน์จากความตกลงด้านปิโตรเลียม และส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนเพื่อลดความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทาน
ด้านความมั่นคงทางอาหาร ไทยเสนอให้ขยายรูปแบบความตกลงการค้าข้าวระหว่างไทย-สิงคโปร์ ไปยังสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็นอื่นๆ เพื่อลดผลกระทบจากต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น พร้อมย้ำว่าไทยพร้อมทำหน้าที่เป็นหนึ่งในฐานผู้ผลิตอาหารสำคัญของโลก
ส่วนการคุ้มครองพลเมือง นายกรัฐมนตรีได้ยกตัวอย่างความสำเร็จในการประสานอพยพคนไทยหลายพันคนจากวิกฤตในตะวันออกกลาง เพื่อสะท้อนถึงคุณค่าของความร่วมมือในกรอบอาเซียน
ขณะเดียวกัน ที่ประชุมยังเห็นชอบ “พิธีสารเซบู” เพื่อแก้ไขกฎบัตรอาเซียน รองรับการเข้าเป็นสมาชิกของติมอร์-เลสเต รวมถึงร่วมรับรองแถลงการณ์และปฏิญญาอีก 4 ฉบับ ครอบคลุมด้านความร่วมมือทางทะเล การรับมือผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง การจัดการภัยพิบัติภายใต้กรอบ ASPECT และการเสริมพลังเยาวชนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล
การประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48
ฮุน มาเนต - เฟอร์ดินานด์ มาร์โคส จูเนียร์ - อนุทิน ชาญวีรกูล

หารือ 3 ฝ่าย




