นายกฯ แถลงผลประชุมอาเซียนครั้งที่ 48 ยืนยันไทยไม่เสียอะไร มีแต่ได้ประโยชน์-โอกาสมหาศาล เผยเวทีนี้เสริมสร้างความเชื่อมั่นไทยบนเวทีโลก พร้อมสร้างภาพลักษณ์ไทยเป็นผู้ผลักดันสันติภาพ-ความมั่นคงทางอาหารของภูมิภาค
สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เปิดเผยผลการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 48 ณ เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ ยืนยันว่าการเข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ ประเทศไทยไม่เพียงแต่ไม่เสียผลประโยชน์ใดๆ แต่ยังได้รับประโยชน์และโอกาสมากมาย รวมถึงการเสริมสร้างความเชื่อมั่นในเวทีภูมิภาคและระดับโลก พร้อมย้ำบทบาทของไทยในการเป็นแกนนำด้านสันติภาพและศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารของอาเซียน
ไทยย้ำจุดยืนส่งเสริมสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค
นายอนุทิน กล่าวว่าในการประชุมทั้งในรูปแบบเต็มคณะและแบบไม่เป็นทางการ ประเทศไทยได้เน้นย้ำเจตนารมณ์ในการแก้ไขความขัดแย้งด้วยแนวทางแห่งสันติภาพ ยึดมั่นในกติกาสากลและประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ พร้อมกันนี้ยังได้เสนอความร่วมมือเชิงรุกกับประเทศสมาชิกเพื่อรับมือกับความผันผวนของโลกในปัจจุบัน มุ่งผลักดันให้อาเซียนมีความเข้มแข็ง มีเอกภาพ และมีบทบาทที่โดดเด่นมากยิ่งขึ้นบนเวทีระหว่างประเทศ ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างโอกาสให้กับประชาชนในภูมิภาค
หารือทวิภาคีไทย-กัมพูชา ยึดข้อตกลงหยุดยิงเดิม
นายกรัฐมนตรีได้ชี้แจงว่า ก่อนการประชุมจะเริ่มต้นขึ้น ประธานาธิบดีเฟอร์ดินันด์ มาร์กอส จูเนียร์ แห่งฟิลิปปินส์ ในฐานะประธานอาเซียน ได้จัดการหารือพิเศษระหว่างผู้นำไทยและกัมพูชา เพื่อสร้างบรรยากาศที่ดีในการประชุม โดยการหารือดังกล่าวเป็นไปบนพื้นฐานของข้อตกลงหยุดยิง (Joint Statement) ที่ได้ลงนามไปเมื่อปลายปีที่แล้ว ยืนยันอย่างชัดเจนว่าไม่มีการหยิบยกประเด็นเรื่องการปักปันเขตแดน หรือการเปิดด่านพรมแดนใหม่เข้ามาพูดคุย แต่เป็นการยึดถือการดำเนินการในกรอบของคณะกรรมการร่วม JBC/GBC เพื่อรักษาบรรยากาศที่ดีในการประชุมกลุ่มอาเซียนต่อไป
สานสัมพันธ์กับ ADB และขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
นายอนุทิน ยังได้มีการพบปะกับประธานธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ซึ่งยังคงแสดงความเชื่อมั่นอย่างสูงต่อศักยภาพของประเทศไทย และได้มีการนัดหมายเพื่อหารือเพิ่มเติมเกี่ยวกับการสนับสนุนโครงการพัฒนาต่างๆ ของไทยในโอกาสที่ประธาน ADB จะเดินทางเยือนประเทศไทยในอนาคต
โดยนายกรัฐมนตรีได้ยืนยันความพร้อมของประเทศไทยในการทำงานร่วมกับประเทศสมาชิกทุกประเทศ เพื่อให้อาเซียนเป็นเสาหลักแห่งสันติภาพ เสถียรภาพ และความรุ่งเรืองของภูมิภาค โดยได้เสนอให้เร่งเสริมสร้างความร่วมมือเชิงปฏิบัติการด้านความมั่นคงทางพลังงาน อาทิ การผลักดันโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid) การใช้กลไกความมั่นคงด้านปิโตรเลียม รวมถึงการส่งเสริมการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนเพื่อสร้างเสถียรภาพด้านพลังงานในระยะยาว ประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมากจากทุกประเทศคือ "ความมั่นคงทางอาหาร" (Food Security)
ไทยพร้อมเป็นศูนย์กลางอาหารในยามวิกฤต
นายอนุทิน ได้สร้างความมั่นใจต่อประเทศสมาชิกอาเซียนว่า ไทยพร้อมใช้ศักยภาพในฐานะผู้ผลิตอาหารรายสำคัญของโลก ให้การสนับสนุนความมั่นคงด้านอาหารของภูมิภาคอย่างเต็มที่ พร้อมเสนอให้ต่อยอดความร่วมมือที่มีอยู่แล้ว เช่น ข้อตกลงความมั่นคงทางอาหารกับสิงคโปร์ โดยได้เน้นย้ำว่าในสถานการณ์วิกฤต อาหารมีความสำคัญยิ่งกว่าพลังงาน และไทยพร้อมเป็นฐานในการสนับสนุนด้านอาหารให้กับมวลหมู่ภาคีสมาชิก
เสริมสร้างความร่วมมือในยามวิกฤตและรักษาบทบาทอาเซียนในเวทีโลก
นายกรัฐมนตรีระบุว่าได้เห็นปฏิกิริยาตอบสนองที่เป็นเชิงบวกต่อข้อเสนอเรื่องความมั่นคงทางอาหาร พร้อมแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการที่ประชาคมอาเซียนจะร่วมกันดูแลและช่วยเหลือประชาชนของประเทศสมาชิกในยามวิกฤต ดังเช่นกรณีการอำนวยความสะดวกในการอพยพผู้คนจากพื้นที่ขัดแย้ง ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ที่ดีในการสร้างความเป็นปึกแผ่นในภูมิภาคของเรา ด้านยุทธศาสตร์ ไทยได้นำเสนอการเสริมสร้างความเป็นภูมิภาคนิยมเพื่อเพิ่มเอกภาพและประสิทธิภาพในการตัดสินใจร่วมกัน การเสริมสร้างความยืดหยุ่นในการฟื้นตัวจากวิกฤต และการรักษาความสำคัญของอาเซียนในเวทีโลก โดยการทำงานร่วมกับประเทศหุ้นส่วนเพื่อสนับสนุนระบบพหุภาคีและระเบียบระหว่างประเทศที่ตั้งอยู่บนกติกา
ผลการหารือทวิภาคีกับผู้นำสี่ประเทศสำคัญ
นายอนุทิน ยังได้มีการหารือทวิภาคีกับผู้นำจาก 4 ประเทศ ได้แก่ เวียดนาม มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ ซึ่งล้วนเป็นคู่ค้าและประเทศสำคัญในภูมิภาค โดยผู้นำจากประเทศลาวและเมียนมาไม่จำเป็นต้องมีการหารือทวิภาคี เนื่องจากมีการเยือนและหารือกันมาโดยตลอด
กระชับสัมพันธ์เศรษฐกิจกับเวียดนามและสิงคโปร์
นายกรัฐมนตรีได้พบกับนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของเวียดนาม และเห็นพ้องต้องกันในการผลักดันมูลค่าการค้าให้บรรลุเป้าหมาย 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ รวมถึงความร่วมมือด้านการลงทุน การเชื่อมโยงการบิน และการพัฒนาอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง สำหรับสิงคโปร์ มีการหารือเพื่อ "ผสานความเข้มแข็ง" (synergize our strength) ร่วมกันในการเพิ่มอำนาจต่อรองและยกระดับบทบาทของภูมิภาคในเวทีโลก สิงคโปร์แสดงความพร้อมที่จะเข้ามาลงทุนเพิ่มในด้านพลังงาน โครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน อุตสาหกรรมอากาศยาน และ Data Center โดยจะใช้ศักยภาพด้านพื้นที่และทรัพยากรของไทยในการแสวงหาความร่วมมือ
มาเลเซียหนุนสันติสุขชายแดนใต้ ฟิลิปปินส์ชื่นชมบทบาทไทย
นายอนุทิน เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม จากมาเลเซีย ได้พูดคุยถึงเรื่องความสงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ขอให้มีการช่วยกันสร้างความสงบ ไม่สนับสนุนการก่อการร้ายในทุกรูปแบบ และเสนอให้มีการประชุมร่วมมือหารือด้านความมั่นคงเพิ่มมากขึ้น พร้อมทั้งเชิญนายกรัฐมนตรีไทยเยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการโดยเร็ว เพื่อติดตามโครงการสะพานข้ามแม่น้ำโกรก และส่งเสริมการค้าเศรษฐกิจชายแดน การหารือกับประธานาธิบดีฟิลิปปินส์เป็นไปในเชิงบวกในแทบทุกประเด็น ฟิลิปปินส์ยังคงแสดงความจำนงในการขอซื้อน้ำมันเครื่องบินจากประเทศไทย และขอบคุณกลุ่มบริษัทข้ามชาติจากไทยที่เข้าไปลงทุนด้านอาหาร พลังงาน อุตสาหกรรม และการเงินในฟิลิปปินส์
นายกรัฐมนตรียังกล่าวว่า ฟิลิปปินส์ยังชื่นชมประเทศไทยอย่างมากในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะการส่งตัวเหยื่อสแกมเมอร์กลับประเทศกว่า 1,000 คน และแสดงความเชื่อมั่นว่าไทยจะเป็นประเทศหลักในการสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับอาเซียนและภูมิภาคที่กว้างไกลออกไป โดยรวมแล้ว การเข้าร่วมประชุมอาเซียนครั้งที่ 48 ของประเทศไทยในครั้งนี้ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างงดงาม นำมาซึ่งประโยชน์ โอกาส และความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นจากภาคีสมาชิก ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการเพิ่มมูลค่าทางการค้า การลงทุน การสร้างความมั่นคงระหว่างประเทศ และความเข้มแข็งของภูมิภาคอาเซียนในระยะยาว




