นายกฯ โต้ ‘เท้ง ณัฐพงษ์’ ชี้กรณี องคมนตรีร่วมประชุมบอร์ดภัยพิบัติภัยแล้ว ย้ำทำมาเกือบสิบปีแล้ว ไม่ใช่การเมืองแทรก ปัด "ดึงฟ้าต่ำ" ประกาศเดินหน้าปราบปรามยาเสพติด สแกมเมอร์ อาชญากรรมทุกรูปแบบ-ย้ำไม่เคยเป็นเจ้าของที่เขากระโดง เตรียมเยือนฝรั่งเศสหารือ ปธน. มาครง หวังดึงการลงทุน ส่งเสริมศักยภาพเศรษฐกิจไทยสู่เวทีโลก
สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาณ์ผู้สื่อข่าว ตอบโต้กรณีนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ที่ได้เรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนการดึงคณะองคมนตรีเข้าร่วมประชุมพิจารณาบอร์ดภัยพิบัติ
โดยนายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่าการดำเนินการในลักษณะนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นสิ่งที่ปฏิบัติกันมาอย่างต่อเนื่องยาวนานเกือบสิบปีแล้ว และถือเป็นขั้นตอนปกติในการบริหารราชการแผ่นดิน
นายอนุทินชี้แจงเพิ่มเติมว่าการเข้าร่วมดังกล่าวไม่นับเป็นการประชุมเพื่อออกคำสั่งหรือการก้าวก่ายอำนาจหน้าที่ของภาคส่วนใดๆ อย่างที่ถูกกล่าวอ้าง แต่เป็นการเปิดโอกาสให้มีการนำเสนอผลการดำเนินงานต่างๆ ของรัฐบาล และรับฟังความคิดเห็นอันทรงคุณค่าจากคณะองคมนตรี ซึ่งหลายท่านล้วนเป็นผู้ทรงคุณวุฒิและเคยดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงในแวดวงราชการมาก่อน ทำให้ท่านเหล่านั้นมีประสบการณ์อันล้นเหลือในการให้ข้อเสนอแนะและข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการดูแลทุกข์สุขของพี่น้องประชาชนในแต่ละภูมิภาคของประเทศ
นายกรัฐมนตรียังได้กล่าวปฏิเสธอย่างชัดเจนถึงวลีที่ว่ารัฐบาลกำลัง "ดึงฟ้าลงมาต่ำ" โดยกล่าวว่าคำพูดเหล่านั้นอาจมาจากผู้ที่ไม่เข้าใจถึงแก่นแท้ของการบริหารประเทศ และสะท้อนให้เห็นถึงระดับภูมิปัญญาและวุฒิภาวะของผู้ที่กล่าวอ้างเอง พร้อมย้ำว่าพี่น้องประชาชนเข้าใจดีว่าจุดประสงค์ที่แท้จริงของการดำเนินการนี้คืออะไร และข้อกล่าวหาที่ว่าเป็นการประชุม การสั่งการ หรือการก้าวก่ายนั้น ล้วนเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงทั้งหมด
บูรณาการปราบปรามอาชญากรรมทั่วประเทศ
นายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงยุทธศาสตร์และแผนการดำเนินงานสำคัญของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ในการสร้างความร่วมมืออันแน่นแฟ้นระหว่างผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อให้ทั้งสองหน่วยงานหลักได้ประสานงานกันอย่างใกล้ชิดและเป็นเอกภาพในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทุกประเภทที่ส่งผลกระทบต่อความสงบสุขและความปลอดภัยของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ไขปัญหายาเสพติด ซึ่งเป็นภัยร้ายแรงต่อสังคม อาชญากรรมที่ผิดกฎหมายในรูปแบบต่างๆ เช่น กลุ่มสแกมเมอร์คอลเซ็นเตอร์ที่หลอกลวงประชาชน ปัญหานอมินี หรือการถือครองที่ดินอย่างไม่ถูกต้องตามกฎหมายด้วยการใช้ตัวแทนถือไขว้ รวมถึงการปราบปรามกลุ่มอิทธิพลหรือเหล่าอันธพาลที่ทำการข่มเหงรังแกประชาชน
นายอนุทินกล่าวย้ำว่านี่คือการบูรณาการการทำงานที่ครบวงจรและเต็มรูปแบบ หากผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดร่วมมือกันอย่างเต็มที่ในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขและพิทักษ์สันติราษฎร์แล้ว ก็ไม่น่าจะมีการกระทำผิดกฎหมายใดๆ ที่จะสามารถพ้นมือหรือพ้นอำนาจที่ทั้งสองมีอยู่ไปได้ โดยรัฐบาลได้ตั้งเป้าวัดผลการดำเนินงานของความร่วมมือนี้จากความผาสุก ความมั่นคง และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของพี่น้องประชาชนในแต่ละจังหวัด ซึ่งผลลัพธ์ที่จับต้องได้จะเริ่มปรากฏให้เห็นภายในเดือนกันยายนนี้
ยันไม่ได้เป็นเจ้าของที่เขากระโดง
เมื่อถามถึงข้อสงสัยที่เกี่ยวกับกรณีการถือครองที่ดินเขากระโดง นายอนุทินชี้แจงยืนยันว่าไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดินดังกล่าวแต่อย่างใด โดยการมีทะเบียนบ้านที่จังหวัดบุรีรัมย์เมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้วว่า เป็นการดำเนินการเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการดำเนินกิจกรรมทางการเมือง ซึ่งขณะนั้นได้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ที่มีบทบัญญัติกำหนดให้แม้กระทั่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อก็จะต้องมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตนั้น ดังนั้นในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ตนเองจึงต้องมีการเตรียมการเพื่อให้สามารถดำเนินกิจกรรมทางการเมืองของพรรคได้อย่างต่อเนื่อง แม้จะอยู่ในช่วงยุคของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
นายกรัฐมนตรีกล่าวยืนยันว่าเมื่อได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องประชาชนชาวจังหวัดบุรีรัมย์ให้พรรคภูมิใจไทยเข้ามามีบทบาททางการเมืองและร่วมบริหารราชการแผ่นดิน ตนเองก็ได้ใช้ชีวิตคลุกคลีกับพี่น้องประชาชนในพื้นที่มาระยะหนึ่ง จึงมีความภาคภูมิใจที่จะกล่าวได้ว่าเป็น "คนบุรีรัมย์" การมีทะเบียนบ้านอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวถือเป็นสิทธิ์ที่ชอบธรรม ไม่ได้ผิดกฎหมาย ศีลธรรม หรือจรรยาบรรณใดๆ เลย
เมื่อถูกถามถึงความกังวลว่าประเด็นนี้จะ "กระตุกขา" ในฐานะนายกรัฐมนตรีได้หรือไม่ นายอนุทินได้กล่าวติดตลกอย่างมั่นใจว่า "กระตุกไปกระตุกมา เรื่องนี้เรื่องเขากระโดงกระตุกผมอะเหรอ พอ กระตุกจนมาอยู่ตรงเนี้ยนะ กระตุกจนมาอยู่ที่ทำเนียบรัฐบาลนี่แหละครับ"
เตรียมเยือนฝรั่งเศส หารือเศรษฐกิจ-ดึงลงทุน พร้อมตอกย้ำศักยภาพไทยสู่เวทีโลก
นายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงกำหนดการเดินทางเยือนประเทศฝรั่งเศสวันที่ 21-27 พฤษภาคม 2569 ว่า ถือเป็นโอกาสอันดีและได้รับเกียรติอย่างสูง เป็นโอกาสสำคัญที่จะได้พบปะกับผู้ประกอบการและนักลงทุนจากประเทศฝรั่งเศส ทั้งกลุ่มที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยอยู่แล้ว และกลุ่มที่อาจสนใจขยายการลงทุนเพิ่มเติม ที่สำคัญคือการที่ได้รับเชิญจากประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ให้เข้าร่วมการพบปะหารือในรูปแบบ "working dinner" ซึ่งแม้จะไม่ใช่การเยือนอย่างเป็นทางการ แต่เชื่อมั่นว่าการหารือกับผู้นำรัฐในรูปแบบที่ไม่เป็นทางการเช่นนี้ อาจมีคุณค่าและนำมาซึ่งผลสำเร็จที่จับต้องได้มากกว่าการหารือที่เป็นทางการเสียอีก
โดยการประชุมครั้งนี้จะจำกัดจำนวนผู้เข้าร่วม มีการเชิญเฉพาะผู้ที่เกี่ยวข้องและเน้นเนื้อหา อาทิ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อร่วมสรุปผลการหารือและดำเนินการตามแนวทางที่ตกลงกันไว้
สำหรับประเด็นการหารือ นายกรัฐมนตรีระบุว่าจะครอบคลุมหลายด้าน อาทิ เศรษฐกิจ การค้า การลงทุน พลังงาน ปัญญาประดิษฐ์ (AI) การเพิ่มมูลค่าทางการค้า และการแสดงความพร้อมของประเทศไทยในการเป็นฐานลงทุนให้กับนักลงทุนจากฝรั่งเศส รวมถึงการแลกเปลี่ยนสินค้าและองค์ความรู้
นายกรัฐมนตรีกล่าว เน้นย้ำว่าแม้ฝรั่งเศสจะเป็นผู้นำด้านแฟชั่นและการสร้างแบรนด์มูลค่าสูง แต่ประเทศไทยก็มีศักยภาพที่โดดเด่นไม่แพ้ใครในด้านวัตถุดิบ ภูมิปัญญาไทย การออกแบบ และความรู้ ซึ่งสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่เจรจาได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ "ความมั่นคงด้านอาหาร" ของไทยยังเป็นจุดแข็งสำคัญที่สร้างความเชื่อมั่นในเวทีโลก และเป็นพลังในการเจรจา นายกฯ ย้ำว่าไม่ใช่การต่อรองเพื่อให้ได้มา แต่เป็นการแสดงความเข้มแข็ง ความพร้อม และการตอบสนองความต้องการของผู้ซื้อ ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับประเทศไทยได้อย่างยั่งยืน และหากประธานาธิบดีมาครงมีการสอบถามหรือแสดงความห่วงใยใดๆ เกี่ยวกับสถานการณ์ภายในประเทศไทย นายกรัฐมนตรีก็พร้อมที่จะชี้แจงและตอบทุกคำถาม โดยอาศัยข้อมูลจากฝ่ายความมั่นคงและประสบการณ์ตรง เพื่อให้ประชาคมโลกได้รับทราบข้อเท็จจริงอย่างชัดเจน เนื่องจากฝรั่งเศสเป็นประเทศที่มีความสำคัญในประชาคมโลก.




