News Logo
หน้าแรก
'ชัชชาติ'เปิดตัว 251 นโยบาย ประสาน 3 ป. ปราบโกง โวไล่ออก 41 ขรก.ทุจริต

'ชัชชาติ'เปิดตัว 251 นโยบาย ประสาน 3 ป. ปราบโกง โวไล่ออก 41 ขรก.ทุจริต

28 พ.ค. 2569 20:00
ผู้ชม 9 คน

"ชัชชาติ" เปิดตัว 251 นโยบายสานต่อ เน้นย้ำปราบทุจริตจริงตัว ใช้เทคโนโลยี ACT AI - Traffy Fondue เปิดโอกาส ปชช.แจ้งเรื่องทุจริตได้ลับๆ -จ่อปรับกระบวนการงบประมาณโปร่งใส -ประสาน 3 ป. ช่วยตรวจสอบโครงการ เผยช่วงดำรงตำแหน่งมีการไล่ออก ขรก.ทุจริต 41 คน พร้อมพัฒนาสืบสวนการความผิดให้มีประสิทธิภาพ-ย้ำจุดยืนทำงานอิสระ ไม่สังกัดพรรคการเมือง

สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ปราศรัยหาเสียงเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. สมัยที่ 2 ประเดิมเวทีแรก โชว์วิสัยทัศน์พร้อมเปิดตัว 251 นโยบายจาก "ทีมชัชชาติ" สโลแกน "กรุงเทพฯ ทำงาน" ก้าวสู่มหานครแห่งความหวังและโอกาส โดยปราศรัยที่ศูนย์สเตเดียม 1 สนามกีฬาแห่งชาติ โดยได้นำเสนอนโยบายใหม่และเน้นย้ำความมุ่งมั่นในการสานต่อการพัฒนาเมือง พร้อมทั้งตอบข้อสงสัยและข้อกล่าวหาที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา

ความมุ่งมั่นปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน: รากฐานสำคัญสู่การสร้างเมืองโปร่งใส

นายชัชชาติ ได้กล่าวเน้นย้ำถึงความสำคัญสูงสุดของการแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งถือเป็นปัญหาระดับชาติ ไม่ใช่เพียงแค่ของกรุงเทพมหานคร (กทม.) และยืนยันว่าทีมงานได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาตั้งแต่แรกเริ่มของการบริหาร โดยไม่เคยละเลยหรืออ่อนข้อให้กับการทุจริตใดๆ ผู้สมัครฯ ได้อธิบายถึงมาตรการเชิงรุกที่นำมาใช้เพื่อสร้างความโปร่งใสและลดโอกาสในการทุจริตให้มากที่สุด หนึ่งในนั้นคือการใช้เทคโนโลยีเป็นหลักในการเปิดเผยข้อมูลการดำเนินงานของ กทม. โดยสั่งการตั้งแต่เดือนแรกที่เข้ารับตำแหน่งให้ข้อมูลทั้งหมดของกรุงเทพฯ อยู่ในรูปแบบดิจิทัลที่สามารถเปิดเผยและตรวจสอบได้ ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลการประมูล การจัดซื้อจัดจ้าง และสัญญาต่างๆ ได้อย่างละเอียดและชัดเจน

นอกจากนี้ กรุงเทพมหานครยังได้เปิดช่องทางให้ประชาชนสามารถแจ้งเรื่องทุจริตผ่านแพลตฟอร์ม Traffy Fondue ได้อย่างเป็นความลับโดยไม่จำเป็นต้องเปิดเผยชื่อ ซึ่งเป็นการสร้างความเชื่อมั่นและส่งเสริมให้ประชาชนกล้าที่จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการตรวจสอบปัญหา เพื่อลดการทุจริตที่เกิดจากการติดต่อประสานงานโดยตรงกับเจ้าหน้าที่ กทม. ได้ปรับกระบวนการขอใบอนุญาตก่อสร้างอาคารให้เป็นระบบออนไลน์ทั้งหมด ซึ่งที่ผ่านมาเป็นจุดที่มักมีการเรียกรับผลประโยชน์ "ใต้โต๊ะ" หรือ "ค่าน้ำร้อนน้ำชา" การนำระบบออนไลน์มาใช้ทำให้ผู้ยื่นคำขอและเจ้าหน้าที่ไม่จำเป็นต้องพบหน้ากัน ลดการใช้ดุลยพินิจส่วนตัวและเพิ่มความรวดเร็วในการดำเนินการ โดยระบุว่า หากยื่นเอกสารจะใช้เวลา 45 วัน แต่หากยื่นออนไลน์จะเหลือเพียง 10 วัน ซึ่งได้รับผลตอบรับที่ดีจากผู้รับเหมาและผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์

เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบและป้องกันการทุจริต นายชัชชาติยังได้กล่าวถึงความร่วมมือกับองค์กรภายนอก อาทิ ACT AI ซึ่งเป็นหน่วยงานภาคเอกชนที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการวิเคราะห์และตรวจสอบข้อมูล โดย AI จะเข้ามาช่วยตรวจสอบความน่าสงสัยของข้อมูล เช่น การซ้ำซ้อนของบริษัท หรือการถือหุ้นไขว้กันอย่างผิดปกติ ซึ่งเป็นการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อเสริมการทำงานของมนุษย์ และตอกย้ำว่า AI ไม่ใช่เครื่องมือวิเศษ แต่เป็นผู้ช่วยที่ชาญฉลาดที่ต้องใช้ร่วมกับความจริงจังของคน นอกจากนี้ ยังมีการปรับกระบวนการงบประมาณให้มีความโปร่งใสยิ่งขึ้น โดยกำหนดให้มีเอกสารประกอบที่ชัดเจนตั้งแต่เริ่มต้นกระบวนการจัดตั้งงบประมาณ ไม่ใช่แค่เพียงการเสนอราคาด้วยกระดาษใบเดียวเหมือนในอดีต และเมื่อเข้าสู่ขั้นตอนการประมูล ก็จะมีมาตรการที่เข้มข้นอีกระดับหนึ่ง

สิ่งที่ตอกย้ำความเอาจริงเอาจังในการปราบปรามการทุจริตคือการจัดตั้งศูนย์ต่อต้านทุจริต โดยมีการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตภายนอกที่มีอำนาจมากกว่า กทม. โดยตรง ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) รวมถึง กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (ปปป.) เพื่อเข้ามาช่วยตรวจสอบเส้นทางการเงินและดำเนินคดีอาญา ซึ่ง กทม. เองไม่มีอำนาจในการตรวจสอบเรื่องดังกล่าวโดยตรง ทำได้เพียงตรวจสอบเรื่องวินัยของข้าราชการ การร่วมมือกับหน่วยงานเหล่านี้ทำให้สามารถลงโทษผู้กระทำผิดได้รุนแรงและเด็ดขาดมากยิ่งขึ้น โดยตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา กรุงเทพมหานครได้ดำเนินการไล่ข้าราชการที่กระทำความผิดฐานทุจริตออกจากตำแหน่งไปแล้วทั้งสิ้น 41 คน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาการสืบสวนกระบวนการทำความผิด และการมีกระบวนการตรวจสอบที่ชัดเจนเพื่อไม่ให้มีการ "ชูเอี๊ยะ" หรือการช่วยกันปกปิดความผิดภายในองค์กร ผลจากการดำเนินมาตรการทั้งหมดนี้ นายชัชชาติระบุว่าแนวโน้มการร้องเรียนเรื่องทุจริตจากประชาชนลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีว่ามาตรการที่ทำมานั้นเริ่มเห็นผลแล้ว

Traffy Fondue: เครื่องมือปฏิรูปการบริหารราชการเพื่อประชาชน

นอกเหนือจากการเป็นช่องทางแจ้งเรื่องทุจริตแล้ว นายชัชชาติยังได้ยกให้ Traffy Fondue เป็นเครื่องมือสำคัญที่พลิกโฉมการทำงานของระบบราชการกรุงเทพมหานคร โดยเรียกแพลตฟอร์มนี้ว่า "ยิ่งกว่าเส้นเลือดใหญ่" ในการปฏิรูประบบราชการโดยไม่ต้องแก้กฎหมายและไม่ต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก แอปพลิเคชันนี้ถูกนำมาใช้อย่างจริงจังตั้งแต่วันแรกที่นายชัชชาติเข้ารับตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2565 แม้ว่าแพลตฟอร์มนี้จะมีอยู่ก่อนแล้วจากภาครัฐ แต่ กทม. ได้นำมาใช้อย่างเข้มข้นเพื่อให้ประชาชนสามารถแจ้งปัญหาต่างๆ ในเมืองได้โดยตรง ไม่ว่าจะเป็นไฟฟ้าดับ ถนนชำรุด หรือปัญหาอื่นๆ โดยข้อมูลจะถูกส่งไปยังเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบทันที

ในช่วงเริ่มต้นของการใช้งาน ประชาชนได้แจ้งปัญหาเข้ามามากถึง 20,000 เรื่องภายในวันเดียว แสดงให้เห็นถึงความอัดอั้นและปัญหาที่สะสมมานาน เจ้าหน้าที่ กทม. ที่ไม่เคยมีช่องทางรับเรื่องจากประชาชนโดยตรงมาก่อน ต้องปรับเปลี่ยนวิธีการทำงาน จากเดิมที่เคยรอคำสั่งจากผู้บริหาร มาเป็นการหันหน้าเข้าหาประชาชนและแข่งขันกันให้บริการ โดยในช่วงเดือนแรกของการใช้ Traffy Fondue เวลาเฉลี่ยในการแก้ไขปัญหาหนึ่งเรื่องอยู่ที่ 2 เดือน ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ระบบราชการไม่คุ้นเคยกับการตอบสนองต่อประชาชนโดยตรง แต่หลังจากปรับตัวและเรียนรู้ การแก้ไขปัญหาได้รวดเร็วขึ้นอย่างก้าวกระโดด เหลือเพียง 1.9 วันต่อเรื่อง ภายในระยะเวลาไม่กี่ปี

นายชัชชาติได้เปิดเผยสถิติที่น่าสนใจว่า จนถึงวันที่เขาออกจากตำแหน่ง มีประชาชนแจ้งปัญหาเข้ามาผ่าน Traffy Fondue รวมทั้งสิ้น 1.3 ล้านเรื่อง และในจำนวนนี้ได้รับการแก้ไขไปแล้วกว่า 1.06 ล้านเรื่อง โดยที่เขาไม่จำเป็นต้องออกคำสั่งใดๆ ด้วยตนเองเลย เจ้าหน้าที่ทุกคนต่างแย่งกันให้บริการประชาชน ซึ่งเป็นผลมาจากการที่มีระบบข้อมูลที่ตรวจสอบได้ว่าเรื่องค้างอยู่ที่ใคร ใช้เวลาเท่าไหร่ ประชาชนสามารถให้ดาวน์เหมือนกับการให้คะแนนร้านอาหาร ซึ่งเป็นการมอบ "พลัง" ให้กับประชาชนในการตรวจสอบและประเมินผลการทำงานของราชการ นายชัชชาติยืนยันว่าจำนวนเรื่องร้องเรียนที่สูงนี้ไม่ได้เป็นจุดอ่อนของ กทม. แต่กลับเป็นเครื่องสะท้อนถึง "ความไว้ใจ" ที่ประชาชนมีต่อ กทม. ว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาให้พวกเขาได้จริง และนี่คือหัวใจของการปฏิรูประบบราชการที่เปลี่ยนวิธีคิดและพฤติกรรมการทำงานของเจ้าหน้าที่ให้ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

จุดยืนอิสระของผู้ว่าฯ ชัชชาติ: ทำงานเพื่อชาวกรุงเทพฯ ทุกคน

ในระหว่างการปราศรัยหาเสียง นายชัชชาติ ธุ์ ได้กล่าวถึงจุดยืนทางการเมืองของตนเองอย่างชัดเจน โดยยืนยันว่าทำงานในฐานะผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครอย่างอิสระ ไม่ได้สังกัดพรรคการเมืองใดๆ และไม่มีสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) ที่เป็นคนในสังกัดของตนเอง โดยผู้ว่าฯ กทม. ได้รับการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนทุกคน ไม่เหมือนกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ที่ต้องมีฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล เพื่อเลือกนายกรัฐมนตรี ดังนั้น ผู้ว่าฯ กทม. จึงไม่จำเป็นต้องมีฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาลในสภา กทม. ทุกคนควรทำงานร่วมกันเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน

"ผมไม่มี สก. ผมไม่สังกัดพรรค แต่ผมพร้อมจะทำงานกับ สก. ทุกคน ที่ประชาชนเลือกมา ก็คงต้องถามกลับไปด้วยว่าก็อยากจะให้ สก. ทุกท่านพร้อมจะทำงานกับผู้ว่าฯ ทุกคนด้วย เพราะไม่มีข้อยืนยันเลยว่าผู้ว่าฯ กับ สก. จะมาจากพรรคเดียวกัน" นายชัชชาติกล่าว และย้ำว่านี่คือหัวใจสำคัญของระบบการบริหารกรุงเทพมหานครที่แยกขาดจากกลไกพรรคการเมือง เพื่อให้ผู้ว่าฯ และ สก. สามารถร่วมมือกันทำงานเพื่อประชาชนได้อย่างเต็มที่ โดยมีผลประโยชน์ของชาวกรุงเทพฯ เป็นที่ตั้ง แม้บางเรื่องอาจมีความเห็นไม่ตรงกัน ก็สามารถอาศัยหลักประชาธิปไตยในการหาข้อสรุปได้

วิสัยทัศน์และ 251 นโยบาย

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้นำเสนอวิสัยทัศน์ใหม่สำหรับกรุงเทพมหานครในอีก 4 ปีข้างหน้า นั่นคือ "กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่สร้างโอกาสและความหวังให้กับทุกคน" เขาชี้ว่าคนไทยหลายคนกำลังรู้สึกหมดความหวังและมีโอกาสในชีวิตน้อยลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะกลุ่มคนพิเศษและกลุ่มเปราะบาง ดังนั้น กรุงเทพฯ จึงต้องเป็นเมืองที่ทุกคนไม่ว่าจะอยู่ในสถานะใด ก็ต้องมีโอกาสและมีความหวังในการใช้ชีวิต วิสัยทัศน์นี้ครอบคลุมความหมายของการเป็น "Inclusive City" ที่ทุกคนมีส่วนร่วมและเข้าถึงโอกาสได้อย่างเท่าเทียม

ภายใต้วิสัยทัศน์นี้ "ทีมชัชชาติ" ได้จัดทำนโยบายใหม่ 251 นโยบาย เพื่อเสริมจาก 235 โครงการเดิมที่ยังคงเดินหน้าต่อเนื่อง โดยนโยบายใหม่เหล่านี้ครอบคลุม 4 มิติหลัก ได้แก่:

  1. คนต้องอยู่ดี: เน้นการยกระดับคุณภาพชีวิต สุขภาพ และสวัสดิการของประชาชน

  2. เมืองต้องน่าอยู่: มุ่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน สิ่งแวดล้อม และพื้นที่สาธารณะให้น่าอยู่และปลอดภัย

  3. ระบบเศรษฐกิจต้องไปได้: ส่งเสริมการสร้างงาน สร้างรายได้ และพัฒนาเศรษฐกิจของเมือง

  4. ระบบบริหารต้องมีประสิทธิภาพ: ปรับปรุงการทำงานของราชการให้โปร่งใส รวดเร็ว และตอบสนองความต้องการของประชาชน

นายชัชชาติกล่าวว่านโยบาย 251 โครงการนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแนวคิด แต่เป็นแผนงานที่มาจากข้อมูลจริงและปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในกรุงเทพฯ และสามารถเริ่มดำเนินการได้ทันทีหากได้รับความไว้วางใจให้กลับมาบริหารกรุงเทพฯ อีกครั้ง โดยประชาชนสามารถเข้าไปศึกษาและติดตามรายละเอียดของนโยบายทั้งหมดได้ทางเว็บไซต์ Teamchatchart.com ซึ่งทุกนโยบายจะมีตัวชี้วัดที่เป็นรูปธรรมเพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบความคืบหน้าและความสำเร็จได้

นโยบายใหม่เหล่านี้ครอบคลุมหลากหลายด้าน อาทิ:

1.การศึกษา: จะขยาย Detal Classroom ให้ครอบคลุมนักเรียน ป.4 ถึง ม.6 ทุกคนมีแล็ปท็อปสำหรับการเรียนรู้ดิจิทัล การจัดตั้งโรงเรียนสาธิตสำหรับอนุบาลโดยใช้มหาวิทยาลัยนวมินทร์เป็นต้นแบบ เพื่อขยายโรงเรียนอนุบาลคุณภาพสู่ทุกเขต การขยายโรงเรียน 2 ภาษา (ไทย-อังกฤษ หรือ ไทย-จีน) ให้ครบทุกเขตโดยไม่มีการเก็บค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม และการลดภาระงานเอกสารของครูเพื่อเพิ่มเวลาให้ครูอยู่กับนักเรียนมากขึ้น

2.สิ่งแวดล้อมและสุขภาพ: การเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเมืองอีก 1 ล้านต้น โดยเน้นต้นไม้ยืนต้น การเพิ่มจำนวนสวน 15 นาที เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงพื้นที่สีเขียวได้ง่ายขึ้น การพัฒนาการจัดการขยะ รวมถึงการนำโรงขยะอ่อนนุชมาปรับปรุงให้เป็นต้นแบบ Green Eco Park และการแก้ไขปัญหา PM2.5 โดยใช้ข้อมูลวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการระบุแหล่งที่มาและแก้ไขปัญหาที่ต้นตออย่างมีประสิทธิภาพ การดูแลสุขภาพถ้วนหน้า และการขยายความสามารถในการรองรับผู้ป่วยบัตรทอง

3.การเดินทางและความปลอดภัย: การขยายสัญญาณไฟจราจรอัจฉริยะ (Adaptive Traffic Signal) ไปยัง 200 แยกทั่วกรุงเทพฯ เพื่อลดปัญหาการจราจรติดขัด การเพิ่ม Skywalk และทางเท้าที่มีหลังคาเพื่อส่งเสริมการเดินทางที่ไม่ใช้รถยนต์ และการเพิ่มจำนวนกล้อง CCTV ให้ครอบคลุมทั่วเมืองเพื่อความปลอดภัยของประชาชน

4.การบริหารจัดการ: การย้ายการบริการของ กทม. ไปยังระบบคลาวด์ (Cloud) เพื่อให้ประชาชนสามารถทำธุรกรรมต่างๆ ผ่านระบบออนไลน์ได้สะดวกยิ่งขึ้น ลดความจำเป็นในการเดินทางไปยังสำนักงานเขต และการพัฒนาบทบาทของเทศกิจให้เป็นผู้ช่วยสร้างความปลอดภัยและให้บริการประชาชนด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย

นายชัชชาติยังได้กล่าวถึงผลสำรวจจากสวนดุสิตโพลที่ระบุว่า 78% ของประชาชนเชื่อว่ากรุงเทพฯ จะดีขึ้น ไม่ว่าใครจะเป็นผู้ว่าฯ กทม. สะท้อนให้เห็นถึงความหวังและความเชื่อมั่นของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งเป็นสิ่งที่ "ทีมชัชชาติ" มุ่งมั่นที่จะรักษาและเสริมสร้างให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

สำนักข่าว Next News รายงานข่าวเพิ่มเติมว่สำหรับในช่วงถามตอบจากผู้สื่อข่าวที่มาทำข่าว

มีผู้สื่อข่าวถามถึงนโยบาย "ก้าวกระโดด" ในวาระที่สองจะมีรูปธรรมอย่างไรให้เห็นว่าสามารถก้าวกระโดดได้จริง

นายชัชชาติกล่าวว่าการก้าวกระโดดจะมาจากแนวคิด "scaling" โดยใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม ตัวอย่างเช่น การใช้คอมพิวเตอร์และ AI ช่วยให้เด็กพัฒนาภาษาอังกฤษได้ 21% ใน 1 ปี ซึ่งสามารถขยายผลไปยังโรงเรียนทั้งหมด 437 แห่งได้ทันที รวมถึงแอปพลิเคชัน Traffy Fondue ที่ลดเวลาแก้ปัญหาจากเฉลี่ย 2 เดือน เหลือเพียง 1.9 วัน ซึ่งทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีคือหัวใจสำคัญของการก้าวกระโดด

เมื่อถามว่านโยบาย 250+ ที่นำเสนอใหม่นี้ เป็นส่วนต่อยอดจากนโยบายเดิม หรือเป็นการรีเซ็ตแนวคิดการบริหารกรุงเทพมหานครใหม่ทั้งหมด

นายชัชชาติกล่าวตอบนโยบายเดิม 235 โครงการที่เคยทำไปแล้วยังคงดำเนินการต่อเนื่องและได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบการทำงานปกติของ กทม. แล้ว ดังนั้น นโยบาย 251 โครงการที่นำเสนอใหม่นี้เป็นนโยบายใหม่ทั้งหมด และจะสามารถเริ่มดำเนินการได้ทันทีตั้งแต่วันแรกที่เข้ารับตำแหน่ง เนื่องจากมีแผนงานที่ชัดเจนและบุคลากรพร้อม

เมื่อถามอีกว่าการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันถูกมองว่าเป็นจุดอ่อน การใช้ AI ของนายชัชชาติ แตกต่างจากพรรคการเมืองอื่นที่ใช้ AI ในการปราบปรามทุจริตอย่างไร

นายชัชชาติกล่าวตอบว่าการใช้ AI ในการต่อต้านการทุจริตเป็นแนวคิดที่ดี ทางทีมงานใช้ AI ขององค์กร ACT ซึ่งเป็นหน่วยงานกลางที่เชี่ยวชาญด้านข้อมูล AI ไม่ใช่เครื่องมือวิเศษแต่เป็น "intelligent assistant" ที่ช่วยให้การทำงานฉลาดขึ้น การต่อต้านการทุจริตต้องอาศัยทั้ง AI และความจริงจังของคนทำงานควบคู่กันไป เพราะ AI ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ 100% ด้วยตัวเอง ต้องมีการสอนและป้อนข้อมูลที่ถูกต้องให้ AI ทำงานด้วย

เมื่อถามว่านโยบาย "เส้นเลือดฝอย" ที่เน้นกลุ่มเปราะบาง จะมีโอกาสในการขับเคลื่อนสังคมไทยและนโยบายต่างๆ ให้สำเร็จมากน้อยเพียงใด

นายชัชชาติกล่าวตอบว่านโยบาย "เส้นเลือดฝอย" ไม่ได้สำหรับกลุ่มเปราะบางเท่านั้น แต่สำหรับทุกคนในเมือง (เช่น การลอกท่อระบายน้ำ) อย่างไรก็ตาม การดูแลกลุ่มเปราะบางเป็นเรื่องสำคัญที่สามารถเปลี่ยนแปลงเมืองได้จริง โดยสร้างความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจกันระหว่างคนในเมือง การดูแลคนพิการ หรือการให้ความช่วยเหลือกลุ่มต่างๆ สร้างผลกระทบเชิงบวกอย่างมากในการเปลี่ยนทัศนคติและโครงสร้างการทำงาน ทำให้เกิดจิตใจที่อ่อนโยนและเข้าใจผู้อื่นมากขึ้น ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาเมือง

แท็กที่เกี่ยวข้อง
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
เลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

‘ณัฐพงษ์’ แถลงยื่นแก้ รธน. เพิ่มหมวด 15/1 ทำฉบับใหม่-เลือกตั้ง สสร.
‘ณัฐพงษ์’ แถลงยื่นแก้ รธน. เพิ่มหมวด 15/1 ทำฉบับใหม่-เลือกตั้ง สสร.