เปิดประวัติ 'ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์' อดีตอธิการบดี มธ. - สมาชิก สนช. และพยานปากเอกในคดียุบพรรคก้าวไกล ก่อนล่าสุดจะมีชื่อเป็นประธานที่ปรึกษายุทธศาสตร์ผู้ว่าฯ กทม. พรรคประชาชน
ทันทีที่ชื่อของ ‘ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์’ นายกสภามหาวิทยาลัยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) และนายกมหาวิทยาลัยนวมินทธิราช และอดีตอธิการบดี มธ. นั่งเป็นประธานที่ปรึกษายุทธศาสตร์ผู้ว่าราชการกรุงเทพ (ผู้ว่าฯ กทม.) สังกัดพรรคประชาชน เสียงวิพากษ์วิจารณ์ก็ค่อยๆ ดังขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สนับสนุนพรรคการเมืองสีส้ม ทั้งนี้ก็เพราะปูมหลังทางการเมืองในอดีตของเขานั้น เรียกได้ว่าเป็น ‘ขั้วตรงข้าม’ อย่างสุดโต่ง
สำนักข่าว Next News ชวนทุกคนไปทำความรู้จักกับ ศ.ดร.สุรพล นักกฎหมายรุ่นใหญ่ อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และหนึ่งในบุคคลที่เคยออกมาแสดงจุดยืนต่อต้านรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อย่างแข็งกร้าว ก่อนจะพลิกบทบาทมาเป็นพยานปากเอกในคดียุบพรรคก้าวไกล และก้าวสู่การเป็นกุนซือยุทธศาสตร์คนสำคัญของพรรคประชาชนในปัจจุบัน
ศ.ดร.สุรพล ในวัย 65 ปี สำเร็จการศึกษาคณะนิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และจบการศึกษาระดับปริญญาโท สาขากฎหมายมหาชน จากมหาวิทยาลัย Robert Schuman ประเทศฝรั่งเศส ก่อนจะสำเร็จการศึกษานิติศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขากฎหมายมหาชน เกียรตินิยมดีมาก จากมหาวิทยาลัย Robert Schuman ประเทศฝรั่งเศสเช่นเดียวกัน
ประวัติการทำงานสำคัญ ในอดีตเขาเคยเป็นที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิของนายกรัฐมนตรี, ประธานคณะกรรมการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทน บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน), ประธานคณะกรรมการ บริษัท อสมท. จำกัด (มหาชน), ประธานกรรมการ บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด วิสาหกิจกรุงเทพมหานคร, คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และสมาชิก สนช.
สำหรับบทบาททางการเมืองนั้น ย้อนกลับไปในปี 2549 ประเทศไทยต้องเผชิญกับการรัฐประหารโดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ซึ่งในขณะนั้น ศ.ดร.สุรพล ดำรงตำแหน่งเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และได้ตอบรับเข้าดำรงตำแหน่งเป็นหนึ่งในสมาชิก สนช. ที่ได้รับการตั้งขึ้นโดยคณะรัฐประหาร พร้อมกับกลุ่มนักวิชาการคนอื่นๆ ซึ่งการตัดสินใจในครั้งนั้น ส่งผลให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักถึงจุดยืนทางการเมืองที่ดูย้อนแย้งกับอุดมการณ์ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นสถาบันที่มีประวัติศาสตร์ในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยมาอย่างยาวนาน
ข้อมูลจาก ‘สำนักข่าวประชาไท’ เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2549 ได้เปิดเผยให้เห็นถึงจดหมายเปิดผนึกจากกลุ่มศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบันของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ออกมาแสดงพลังกดดันและเรียกร้องให้ ศ.ดร.สุรพล เลือกพิจารณาเพียงตำแหน่งเดียว ระหว่างการเป็นอธิการบดีหรือสมาชิก สนช.เพราะพวกเขามองว่า การระดมนักวิชาการ ข้าราชการ และกลุ่มคนมีชื่อเสียงเข้าไปมีบทบาทในกลไกต่างๆ ของคณะรัฐประหาร เช่น สภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือคณะที่ปรึกษา เป็นเพียงความพยายามในการสร้างความชอบธรรมให้กับการยึดอำนาจ โดยจดหมายเปิดผนึกฉบับดังกล่าวได้ขึ้นต้นด้วยถ้อยคำที่ว่า "เมื่อคุณไม่เคารพกฎหมายเสียแล้ว คนอื่นก็ไม่จำเป็นต้องเคารพอำนาจของคุณ"
อย่างไรก็ตาม ใน ‘รายการสรยุทธ สุทัศนะจินดา กรรมกรข่าว’ เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2569 ศ.ดร.สุรพล ได้ให้สัมภาษณ์ยืนยันว่า ตนเองไม่เคยสนับสนุนการรัฐประหาร และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นสมาชิก สนช. ในปี 2549 ก่อนจะลาออกในปี 2551
ศ.ดร.สุรพล ชี้แจงเพิ่มเติมด้วยว่า ในเวลานั้นมีอธิการบดีมหาวิทยาลัยของรัฐทั่วประเทศกว่า 20 คน ที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็น สนช. ซึ่งในบทบาทของอธิการบดีขณะนั้น ตนได้ขับเคลื่อนงานหลายด้าน อาทิ การร่วมยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 2549 และการผลักดันให้มีบทบัญญัติว่าด้วยการทำประชามติ ซึ่งกลายมาเป็นฐานกฎหมายสำคัญที่สืบทอดต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
“ถ้าเราไม่ลงนรก แล้วผู้ใดจะลงนรก” ศ.ดร.สุรพล กล่าวประโยคเดิมซ้ำในปี 2549 พร้อมอธิบายนัยเพิ่มเติมว่า ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก เสี่ยง หรือเต็มไปด้วยปัญหา หากเล็งเห็นว่าสิ่งนั้นเป็นเรื่องที่ถูกต้องตนก็จะทำ
ทั้งนี้ นอกเหนือจากบทบาทการเป็นอดีตสมาชิก สนช. แล้ว ศ.ดร.สุรพล ยังเป็นอีกหนึ่งบุคคลที่ออกมาแสดงจุดยืนต่อต้านรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อย่างชัดเจน และสิ่งที่เป็นหมุดหมายสะท้อนเรื่องนี้ได้ดีที่สุด เกิดขึ้นในปี 2556 ซึ่งเป็นช่วงที่การเมืองไทยเข้าสู่ยุคแบ่งขั้วอย่างรุนแรง เมื่อกลุ่ม กปปส. ภายใต้การนำของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ออกมาเคลื่อนไหวขับไล่รัฐบาล
ในช่วงเวลาแห่งความขัดแย้งนั้น ศ.ดร.สุรพล ได้ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวอิศรา ถึงกรณีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่ลาออกหรือยุบสภาฯ ตามข้อเสนอของกลุ่มผู้ชุมนุม โดยได้ทิ้งวาทะทางการเมืองไว้อย่างดุเดือดว่า
“ถ้านายกฯ ไม่ยอมยุบสภา แสดงว่าเสพติดอำนาจแล้ว หรือมิฉะนั้นพี่ชายนายกฯ เสพติดอำนาจจนไม่ยอมให้น้องสาวยุบสภา ถ้ามีเหตุการณ์นองเลือดเกิดขึ้น ต้องเป็นความรับผิดของตระกูลชินวัตร”
อย่างไรก็ตาม บทบาททางการเมืองครั้งสำคัญของ ศ.ดร.สุรพล ได้ฉายชัดขึ้นอีกครั้งในคดียุบพรรคก้าวไกล เมื่อปี 2567 โดยเขาได้ก้าวเข้ามาเป็นหนึ่งในพยานปากเอกคนสำคัญ ซึ่งในฐานะนักกฎหมายเขาได้กล่าวไว้ช่วงหนึ่งอย่างน่าสนใจว่า
“การนำเสนอแนวคิดเพื่อแลกเปลี่ยนผ่านกลไกต่างๆ อย่างสันติภายใต้วิถีทางรัฐธรรมนูญ ไม่อาจเป็นการเซาะกร่อน บ่อนทำลายระบอบประชาธิปไตยแต่ประการใด การกระทำหรือการแสดงความคิดเห็นของพรรคการเมืองที่อาจจะนำไปสู่การยุบพรรคนั้นจะต้องมีองค์ประกอบของการใช้ความรุนแรงนอกขอบของรัฐธรรมนูญอยู่ การเรียกร้องความเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายตามวิถีทางรัฐธรรมนูญโดยสันติวิธีด้วยการเสนอร่างกฎหมายย่อมไม่เพียงพอและไม่อาจจะเป็นสาเหตุแห่งการยุบพรรคการเมืองในระบอบประชาธิปไตยได้แห่งการยุบพรรคการเมือง”
และแม้ว่าพรรคก้าวไกลจะถูกวินิจฉัยยุบพรรคไป จนนำมาสู่การรวมตัวกันใหม่ในนาม ‘พรรคประชาชน’ ล่าสุด ศ.ดร.สุรพล ก็ได้ก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญอีกครั้ง ด้วยการนั่งแท่นเป็นประธานที่ปรึกษายุทธศาสตร์ผู้ว่าฯ กทม.
ซึ่งประเด็นนี้ได้จุดชนวนให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์และตั้งคำถามต่อพรรคประชาชนเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรคประชาชน ต้องออกมาโพสต์ชี้แจงผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยมีใจความสำคัญตอนหนึ่งระบุว่า
ผมและพรรคประชาชนได้รับฟังทุกเสียงสะท้อน ทุกความกังวล และทุกคำวิจารณ์ กรณีการทาบทาม ศ.สุรพล นิติไกรพจน์ มาร่วมเป็นประธานที่ปรึกษาแคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. ของ โจ ชัยวัฒน์ ผมเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงความรู้สึกของพี่น้องประชาชนที่มีต่อประวัติศาสตร์การเมืองในช่วงเกือบสองทศวรรษที่ผ่านมา บาดแผลเหล่านั้นเป็นสิ่งที่พวกเราทุกคนไม่เคยลืม ซึ่งตัวผมเองก็เจ็บปวดไม่น้อยกว่าทุกท่าน และผมต้องขอน้อมรับความโกรธเคืองที่เกิดขึ้นของทุกท่านในวันนี้ด้วยความเคารพและเข้าใจครับ
แต่ผมอยากชวนทุกท่านมองย้อนกลับไปถึงจุดเริ่มต้น สิ่งหนึ่งที่เราตั้งใจทำมาตลอดตั้งแต่ตอนสร้างพรรคอนาคตใหม่ คือความเชื่อที่ว่า "การเปลี่ยนคนที่เห็นต่างมาเห็นตรงกับเรา การเปลี่ยนคนที่เคยอยู่ตรงข้ามกับเรา และตรงข้ามกับระบอบฝ่ายประชาธิปไตยที่พวกเรายึดถือ คือหนทางเดียวที่จะนำไปสู่ชัยชนะทางการเมืองเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศนี้ได้อย่างแท้จริง"
อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจวาง ศ.ดร.สุรพล มือกฎหมายรุ่นใหญ่เข้ามารับหน้าที่เป็นกุนซือยุทธศาสตร์ในครั้งนี้ จะถือเป็นการเดินเกมการเมืองที่ถูกทางของพรรคประชาชนหรือไม่ และจะสามารถเป็นแรงหนุนสำคัญที่ช่วยส่งให้แคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. อย่าง ‘ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร’ คว้าชัยชนะในศึกชิงเก้าอี้เสาชิงช้าครั้งนี้ได้สำเร็จได้หรือไม่ คงต้องรอติดตามกันต่อไป
อ้างอิง





