'พริษฐ์' เปิดรายละเอียด 4 ข้อกล่าวหาหลังยื่นคำร้องต่อประธานรัฐสภา ปม ป.ป.ช. ยกคำร้องคดีศักดิ์สยาม ได้แก่ ป.ป.ช. ดำเนินการตรวจสอบด้วยกระบวนการที่บกพร่อง ใช้ดุลยพินิจผิดพลาด ปกปิดข้อมูลในการตรวจสอบคดี และไม่วินิจฉัยปมผลประโยชน์ขัดกัน
เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2569 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) และนายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรค ปชน. ได้ร่วมกันแถลงรายละเอียด กรณีพรรคฝ่ายค้านและสมาชิกวุฒิสภา (สว.) เข้าชื่อยื่นคำร้องต่อประธานรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 236 เพื่อขอให้ตรวจสอบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในข้อกล่าวหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จากกรณีที่มีมติยกคำร้องในคดีซุกหุ้นของ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
นายพริษฐ์ กล่าวว่า ป.ป.ช. ได้แบ่งเส้นทางการตรวจสอบออกเป็น 2 เส้นทางหลัก ได้แก่ 1. เส้นทางการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สิน ซึ่งใช้เวลาในการตรวจสอบ 3 ปี ก่อนจะยุติการตรวจสอบไปในเดือนกันยายน 2568 และ 2. เส้นทางการตรวจสอบข้อกล่าวหาความผิดทางอาญา ซึ่ง ป.ป.ช. ใช้เวลาในการตรวจสอบประมาณ 3 ปี 5 เดือน ก่อนจะตัดสินใจยุติการตรวจสอบในเดือนกุมภาพันธ์ 2569
ทั้งนี้ การตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินตามกฎหมายของ ป.ป.ช. นั้น มีกำหนดไว้ 3 ระดับ ได้แก่ การตรวจสอบปกติ การตรวจสอบแบบยืนยัน และการตรวจสอบเชิงลึก ซึ่งตามกฎหมาย ป.ป.ช. ระบุไว้ชัดเจนว่า หากมีข้อสงสัยว่าอาจมีการซุกซ่อนหุ้นหรือมีการถือครองทรัพย์สินแทนผู้อื่น จะต้องดำเนินการตรวจสอบเชิงลึก แต่ในกรณีของนายศักดิ์สยามกลับไม่ได้มีการตรวจสอบเชิงลึก จึงต้องตั้งคำถามว่าเกิดจากเหตุใด หรือมีใครไม่อนุมัติให้ดำเนินการตรวจสอบหรือไม่
ส่วนการตรวจสอบความผิดทางอาญา หากยึดตามระเบียบของ ป.ป.ช. จะแบ่งออกเป็น 2 ระดับ ได้แก่ การตรวจสอบเบื้องต้น ตาม พ.ร.บ. ป.ป.ช. มาตรา 49 ซึ่งหากตรวจสอบแล้วพบว่าข้อมูลหรือรายละเอียดไม่เพียงพอ ป.ป.ช. ก็สามารถมีมติไม่รับเรื่องดังกล่าวไว้พิจารณาได้ แต่หากพบว่ามีข้อเท็จจริงหรือมีพยานหลักฐานเพียงพอ ก็จะต้องดำเนินการไต่สวนต่อไป
ซึ่งระเบียบในส่วนนี้ หากนำมาบังคับใช้กับคดีของนายศักดิ์สยาม พยานหลักฐานที่มีอยู่น่าจะมีความหนักแน่นเพียงพอที่จะสั่งให้มีการไต่สวนต่อไปได้ แต่สิ่งที่ค้นพบคือ หลังจากสิ้นสุดการตรวจสอบเบื้องต้นแล้ว ป.ป.ช. กลับระบุว่าคดีดังกล่าวมีรายละเอียดไม่เพียงพอ และตัดสินใจยุติการตรวจสอบ พร้อมทั้งยกคำร้องโดยไม่มีการดำเนินการไต่สวนแต่อย่างใด
ประเด็นถัดมาคือ ป.ป.ช. ใช้ดุลพินิจวินิจฉัยผิดพลาดอย่างชัดแจ้ง กล่าวคือ ข้อเท็จจริงที่ ป.ป.ช. ควรนำมาใช้ในการพิจารณาคดีนี้ ควรเป็นข้อเท็จจริงชุดเดียวกับที่ศาลรัฐธรรมนูญใช้ในการพิจารณาและมีคำวินิจฉัย ซึ่งข้อเท็จจริงดังกล่าวมีพยานหลักฐานที่หนักแน่นและชัดเจน อาทิ พฤติกรรมการโอนหุ้น เส้นทางการเงิน รวมถึงใบเสร็จต่างๆ ที่น่าสงสัย เป็นต้น
ดังนั้น ถึงแม้ว่า ป.ป.ช. จะโต้แย้งว่าการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญกับการพิจารณาของ ป.ป.ช. จะเป็นคนละประเด็นกัน แต่สิ่งที่ ป.ป.ช. ไม่สามารถปฏิเสธได้คือข้อเท็จจริงที่นำมาใช้ในการพิจารณา ซึ่งข้อมูลพยานหลักฐานชุดดังกล่าวมีความหนักแน่นเพียงพอที่จะนำไปสู่ข้อสรุปได้ว่า นายศักดิ์สยามมีพฤติการณ์ซุกหุ้น
นอกจากนี้ ป.ป.ช. ยังมีพฤติการณ์ปกปิดข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบคดีนี้ กล่าวคือ หลังจากใช้เวลา 3 ปี ป.ป.ช. ได้มีมติยุติคำร้องเกี่ยวกับบัญชีทรัพย์สิน และต่อมาได้มีมติยุติการตรวจสอบทางอาญา โดยมีการเปิดเผยผลการตรวจสอบผ่านทางเว็บไซต์ในชั้นแรกช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม 2569 ก่อนที่จะมีการออกแถลงการณ์ชี้แจงข้อเท็จจริงให้สาธารณชนทราบในเดือนเมษายน 2569 ซึ่งต่อมานายปกรณ์วุฒิได้ยื่นคำร้องขอเอกสารรายละเอียดเพิ่มเติม แต่ที่ผ่านมา ป.ป.ช. กลับเพิกเฉยต่อการเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวต่อสาธารณะหรือการส่งข้อมูลให้กับผู้ร้องแต่อย่างใด
ยิ่งไปกว่านั้น ป.ป.ช. ยังละเลยการตรวจสอบข้อหาที่เกี่ยวข้อง ทั้งที่มีการระบุไว้ในคำร้องและที่ปรากฏขึ้นในระหว่างกระบวนการพิจารณา อาทิ การวินิจฉัยประเด็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ตาม พ.ร.ป. ป.ป.ช. มาตรา 126 ซึ่งเหตุผลที่ ป.ป.ช. ไม่นำประเด็นนี้มาวินิจฉัยนั้น ทำให้เกิดข้อกังขาว่าเป็นความพยายามในการปกป้องนายศักดิ์สยามหรือไม่
“หลังจากที่เรายื่นคำร้องตามกลไกของรัฐธรรมนูญมาตรา 236 หลังจากนี้เป็นหน้าที่ของประธานรัฐสภาฯที่จะต้องวินิจฉัยว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวมีเหตุอันควรสงสัยเพียงพอให้ส่งเรื่องต่อไปที่ประธานศาลฎีกาเพื่อตั้งคณะกรรมการไต่สวนอิสระหรือไม่” นายพริษฐ์กล่าว
ขณะที่ทางด้านนายปกรณ์วุฒิ ได้ระบุถึง 3 ประเด็นที่เป็นพฤติการณ์ที่น่าสงสัยของ ป.ป.ช. โดยประกอบไปด้วย 1.ป.ป.ช. ได้ตรวจสอบหนี้สินที่นายศักดิ์สยามมีต่อห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น (หจก.บุรีเจริญฯ) หรือไม่ และผลการพิจารณาเป็นอย่างไร โดยเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2566 นายปกรณ์วุฒิได้ยื่นเอกสารเพิ่มเติมต่อ ป.ป.ช. เกี่ยวกับงบการเงินของ หจก.บุรีเจริญฯ ที่ปรากฏว่ามีการให้นายศักดิ์สยามในฐานะกรรมการกู้ยืมเงินจำนวน 38 ล้านบาท และยอดเงินให้กู้ยืมดังกล่าวปรากฏอยู่จนถึงเดือนธันวาคม 2562 ทั้งนี้ ในเอกสารคำชี้แจงของ ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา กลับกล่าวถึงเพียงแค่กรณีการถือหุ้น แต่ไม่ได้ระบุถึงคำร้องที่ขอให้ตรวจสอบหนี้สินของนายศักดิ์สยามแต่ย่างใด

การซื้อขายกิจการและภาระหนี้สินระหว่างนายศักดิ์สยามกับ หจก.

คำร้องที่ยื่นต่อ ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 25 ก.ค. 66

คำร้องที่ยื่นต่อ ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 25 ก.ค. 66
2.ในการแถลงของ ป.ป.ช. ได้กล่าวถึงความผิดฐานขัดกันแห่งผลประโยชน์ โดยให้เหตุผล 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ 1 คือ ป.ป.ช. ระบุว่า ไม่ปรากฏพฤติการณ์ว่านายศักดิ์สยามเข้าไปเป็นผู้ครอบครองหุ้น ดูแลกิจการ หรือใช้อำนาจหน้าที่โดยตรง และไม่สามารถใช้อำนาจใดๆ ในการดำเนินกิจการที่เป็นคู่สัญญากับรัฐได้ แต่ทั้งนี้ หากตีความตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ป.ป.ช. มาตรา 126 (2) เรื่องการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ได้ระบุไว้ชัดเจนว่า เพียงแค่เป็นคู่สัญญา หรือเป็นผู้ถือหุ้นในคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐที่ตนเองมีอำนาจกำกับดูแลเกินกว่า 5 เปอร์เซ็นต์ ก็ถือว่ามีความผิดแล้ว คำถามสำคัญคือ ทำไม ป.ป.ช. วินิจฉัยในประเด็นที่ว่า นายศักดิ์สยามไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับ หจก. ทั้งนี้ประเด็นดังกล่าวไม่ได้เกี่ยวข้องกับข้อกฎหมายแต่อย่างใด
ส่วนที่ 2 ป.ป.ช. ระบุว่า นายศักดิ์สยามในฐานะ รมว.คมนาคม ไม่ได้เข้าไปแทรกแซงการจัดซื้อจัดจ้างแต่อย่างใด และวงเงินอนุมัติโครงการต่างๆ นั้น เป็นอำนาจของหัวหน้าส่วนราชการ ไม่ได้อยู่ในอำนาจของรัฐมนตรี
นายปกรณ์วุฒิกล่าวว่า การตีความของ ป.ป.ช. ในลักษณะนี้มีปัญหา เนื่องจากในเอกสารคู่มือที่ ป.ป.ช. เคยเผยแพร่เกี่ยวกับกฎหมายว่าด้วยการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ตามมาตรา 126 (2) นั้น ได้มีการยกตัวอย่างความผิดกรณีการเข้าถือหุ้นในบริษัทที่เป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐไว้ชัดเจน ซึ่งมาตรฐานที่ ป.ป.ช. เขียนเอาไว้เองกลับมีความย้อนแย้งและแตกต่างจากแนวทางที่ใช้พิจารณาในกรณีการถือหุ้นของนายศักดิ์สยาม
นอกจากนี้ ยังมีความเป็นไปได้ว่า ป.ป.ช. อาจไม่ได้วินิจฉัยในประเด็นสำคัญว่า นายศักดิ์สยามยังคงถือหุ้นอยู่ ณ วันที่เข้ารับตำแหน่งหรือไม่ แต่กลับไปไต่สวนเพียงแค่ว่านายศักดิ์สยามได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนหรือไม่ ซึ่งถือเป็นประเด็นที่ไม่เกี่ยวข้องใดๆ กับข้อกฎหมายเลย
3.นายปกรณ์วุฒิ ระบุว่า ในฐานะผู้ร้องร่วมกับพรรคร่วมฝ่ายค้าน ที่ผ่านมาไม่เคยได้รับหนังสือเรียกให้ไปให้ถ้อยคำหรือให้ข้อมูลใดๆ ต่อ ป.ป.ช. เลยแม้แต่ครั้งเดียว รวมถึงไม่เคยได้รับการแจ้งความคืบหน้าของคำร้อง ตลอดจนผลการวินิจฉัยแต่อย่างใด ซึ่งสะท้อนถึงปัญหาของ ป.ป.ช. ในเรื่องความโปร่งใส ที่ไม่มีการเปิดเผยข้อมูลให้สาธารณชนได้รับทราบในระหว่างกระบวนการไต่สวน จนกระทั่งสิ้นสุดกระบวนการพิจารณา




