ผู้ว่าฯ สตง. ยืนยันกับ ‘รักชนก’ ไม่ปกป้องเจ้าหน้าที่หากพบเอี่ยวปมตึกถล่ม พร้อมถอดบทเรียนเตรียมเสนอเพิ่มเกณฑ์ผู้รับเหมาในการก่อสร้างอาคารขนาดใหญ่
เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2569 นายมณเฑียร เจริญผล ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน แถลงหลังหารือร่วมกับ น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร โดยมีสาระสำคัญเกี่ยวกับการติดตามความคืบหน้าตึกสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินถล่ม (สตง.) และปัญหาอาคาร สตง. ที่ถูกปล่อยทิ้งร้างหลายแห่งทั่วประเทศ
นายมณเฑียร ชี้แจงถึงกรณีอาคาร สตง. ถล่มว่า รัฐบาลในขณะนั้นได้ตั้งคณะกรรมการร่วมกับหน่วยงานด้านเทคนิคเข้าตรวจสอบ และได้แถลงผลเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2568 ว่า สาเหตุของการถล่มเกิดจากการก่อสร้างผิดแบบและไม่ถูกหลักการ
ต่อมาพนักงานสอบสวนได้รวบรวมสำนวนและส่งฟ้องกลุ่มผู้มีวิชาชีพ ทั้งบริษัทผู้ออกแบบ ผู้ก่อสร้าง และผู้ควบคุมงาน ตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ซึ่งศาลได้ประทับรับฟ้องและเริ่มไต่สวนพยานปากแรกเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2569
ส่วนประเด็นการทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐหรือไม่นั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ขณะที่ประเด็นการใช้บริษัทตัวแทน (นอมินี) ได้ส่งให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ดำเนินการยื่นฟ้องต่อศาลแล้ว
ทั้งนี้ สตง. ได้พยายามขอเอกสารสำนวนการสอบสวนทั้งหมด แต่เนื่องจากข้อจำกัดทางกฎหมายที่ไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลแก่บุคคลภายนอกได้ สตง. จึงได้ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมในชั้นศาล เพื่อสิทธิในการเข้าถึงข้อเท็จจริงและรายละเอียดในสำนวนคดีดังกล่าว
ด้าน น.ส.รักชนก กล่าวเสริมว่า ทาง สตง. ได้ยืนยันว่าหากมีเจ้าหน้าที่ภายในหน่วยงานรายใดมีส่วนเกี่ยวข้อง ผู้ว่าการ สตง. จะไม่มีการปกป้องอย่างแน่นอน และพร้อมส่งตัวเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบของ ป.ป.ช. หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
นอกจากนี้ สตง. ได้ถอดบทเรียนจากกรณีอาคารขนาดใหญ่ถล่ม พร้อมเสนอต่อ กมธ. ติดตามงบประมาณฯ เพื่อร่วมกันกำหนดมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติภัยจากการก่อสร้างอาคารขนาดใหญ่ โดยเห็นควรให้ยกระดับมาตรฐานผู้ประกอบการ รวมถึงเพิ่มเกณฑ์ของผู้รับจ้างที่ควรสูงกว่าปกติ ซึ่งในเบื้องต้น สตง. ได้ส่งข้อมูลแก่ กมธ. แล้ว และจะจัดส่งเอกสารข้อเสนอที่จะยื่นต่อกรมบัญชีกลางให้แก่ กมธ. เพื่อร่วมกันผลักดันมาตรการดังกล่าวต่อไป
สำหรับประเด็นอาคารสำนักงาน สตง. ในส่วนภูมิภาคที่ถูกปล่อยทิ้งร้างหลายแห่งทั่วประเทศนั้น น.ส.รักชนก ระบุว่า ในปีหน้าจะมีการตั้งงบประมาณเพื่อปรับปรุงให้แล้วเสร็จ และแม้ขณะนี้ สตง. จะได้ที่ดินมาอยู่ในความครอบครอง แต่ยังไม่สามารถบริหารจัดการได้ เนื่องจากปีนี้รัฐบาลมีนโยบายลดงบประมาณด้านสิ่งปลูกสร้าง
สำหรับอาคารที่ถูกตั้งคำถามอย่างในจ.พะเยาและนครนายก เบื้องต้นทราบว่าที่นครนายกได้ปรับปรุงเสร็จสิ้นแล้ว แต่ที่ จ. พะเยายังประสบปัญหาในขั้นตอนการก่อสร้างถึง 2 ระลอก ได้แก่ ในช่วงวิกฤตโควิด-19 และวิกฤตราคาน้ำมัน ซึ่งส่งผลกระทบต่อการจัดหาผู้รับเหมา ทั้งยังเกิดช่องว่างทางกฎหมายที่ทำให้ผู้รับจ้างสามารถบอกเลิกสัญญาได้
นายมณเฑียร ได้ชี้แจงในรายละเอียดว่า ปัญหาที่ผ่านมาเกิดจากผลกระทบต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงวิกฤตโควิด-19 ซึ่งกระทบต่อการก่อสร้างอาคารราชการทั่วประเทศ และในกระบวนการทางราชการ ไม่สามารถบอกเลิกสัญญาแล้วจัดหาผู้รับจ้างรายใหม่ได้ทันที แต่ต้องดำเนินขั้นตอนตามกฎหมาย ทั้งการบอกเลิกสัญญาเดิม การทบทวนราคากลางใหม่ตามระเบียบพัสดุและการจัดซื้อจัดจ้าง ก่อนจะยื่นเรื่องขออนุมัติงบประมาณจากสำนักงบประมาณ ซึ่งข้อจำกัดทางข้อกฎหมายและระเบียบเหล่านี้ ทำให้การดำเนินงานก่อสร้างต้องล่าช้าออกไป
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันอาคารสำนักงาน สตง. ที่ จ.นครนายก และ จ.ร้อยเอ็ด ได้ดำเนินการก่อสร้างเสร็จสิ้นและเปิดใช้งานเรียบร้อยแล้ว คงเหลือเพียงที่ จ.พะเยาเพียงแห่งเดียว ซึ่งที่ผ่านมาประสบปัญหาผู้รับจ้างรายเดิมทิ้งงานไปแล้ว 2 ราย โดยรายแรกติดปัญหาช่วงโควิด-19 ส่วนรายที่ 2 ไม่ยอมเข้ามาเซ็นสัญญาเนื่องจากได้รับผลกระทบจากมาตรการทางพลังงานและน้ำมันแพง แต่ล่าสุด สตง. สามารถจัดหาผู้รับจ้างรายใหม่ได้แล้ว คาดว่าจะลงนามในสัญญาจ้างได้ภายในสัปดาห์หน้า เพื่อเดินหน้าก่อสร้างให้เสร็จสิ้นต่อไป




