กมธ.ทหารฯ จี้กองทัพเรือขุดซากปืนใช้ลอบสังหาร สส. กมลศักดิ์ พิสูจน์ความจริง สั่งสอบสวนภายในผู้เกี่ยวข้อง พร้อมเร่งปฏิรูปการทำลายอาวุธ หลังพบเลขปืนตรงกับที่อ้างว่าถูกทำลาย เสนอนายกรัฐมนตรีพิจารณาเป็นเรื่องความมั่นคง
สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2569 คณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีนายเอกราช อุดมอำนวย สส.พรรคประชาชน เป็นประธานในที่ประชุม ได้มีการสอบถามทางกองทัพเรือเกี่ยวกับเส้นทางที่มาของปืน ซึ่งใช้ในการลอบสังหาร นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.พรรคประชาชาติ โดยมีตัวแทนจากกรมสรรพาวุธ กองทัพเรือเข้าชี้แจงสถานะของอาวุธปืนดังกล่าวอย่างเร่งด่วน ท่ามกลางข้อกังวลอย่างยิ่งจาก ส.ส. และที่ปรึกษากรรมาธิการเกี่ยวกับความโปร่งใสและมาตรการควบคุมอาวุธของหน่วยงานทหาร ภายหลังการตรวจพบว่าหมายเลขประจำปืนที่ใช้ก่อเหตุตรงกับปืนที่กองทัพเรือยืนยันว่าได้ทำลายและฝังกลบไปแล้ว.
กองทัพเรือยืนยันกระบวนการทำลายและฝังกลบ แต่เผชิญข้อกังขาเรื่องปืนที่หลุดรอด
ในการชี้แจงต่อที่ประชุม น.ท.สถาพร บุรารักษ์ หัวหน้าแผนกสรรพาวุธ กรมสรรพาวุธทหารเรือ ได้กล่าวถึงประวัติของอาวุธปืนหมายเลข 8122935 โดยระบุว่าปืนกระบอกนี้ถูกขึ้นบัญชีตั้งแต่ปี 2532 และเคยถูกส่งให้หน่วยฝึกของทหารเรือ ก่อนจะนำส่งคืนในปี 2536 ต่อมาในปี 2537 ได้ถูกจ่ายไปให้กับหน่วยนาวิกโยธินจำนวน 1,403 กระบอก หลังจากนั้นเมื่อหน่วยนาวิกโยธินนำส่งคืนกรมสรรพาวุธในปี 2563 พบว่าอยู่ในสภาพชำรุดไม่สามารถซ่อมทำได้ จำนวน 41 กระบอก ซึ่งหนึ่งในนั้นคือปืนหมายเลข 8122935.
น.ท.สถาพรยืนยันว่า กองทัพเรือได้ขออนุมัติจำหน่ายบัญชีอาวุธปืนทั้ง 41 กระบอกดังกล่าวออก โดยปฏิบัติตามข้อบังคับที่ 38 ว่าด้วยการสรรพาวุธ และระเบียบกระทรวงการคลัง กองทัพเรือได้อนุมัติให้จำหน่ายเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2563 ด้วยวิธีการแปรสภาพ หรือการทำลายอาวุธปืน. การทำลายได้ดำเนินการเมื่อวันที่ 8-9 กันยายน 2564 โดยอิงตามมาตรฐานของ "JUST MAX" ด้วยการตัดแบ่งอาวุธปืนออกเป็น 7 ส่วนสำคัญ ได้แก่ ส่วนปลอกลดแสง, ศูนย์หน้า, ตัวกระบอกปืน, รังเพลิง, ส่วนของตัวปืนที่มีหมายเลขกำกับ, ชุดเครื่องลั่นไกยิง และส่วนพานท้าย ซึ่งน.ท.สถาพรเน้นย้ำว่า หลังจากตัดแล้ว ชิ้นส่วนที่สำคัญโดยเฉพาะส่วนที่มีหมายเลขกำกับจะถูกบดไปด้วย ทำให้ไม่สามารถระบุหมายเลขได้อีก และยืนยันว่าปืนที่ถูกตัดเป็น 7 ท่อน ไม่สามารถประกอบกลับมาใช้งานได้. ชิ้นส่วนทั้งหมดถูกนำไปฝังกลบในพื้นที่หวงห้ามของกรมสรรพาวุธทหารเรือ ระหว่างวันที่ 15-17 กันยายน 2564 โดยมีภาพถ่ายขั้นตอนการทำลายและฝังกลบทั้งหมดส่งให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจในคดีความแล้ว.
เมื่อ พลอากาศตรีผจญ การเที่ยง กรรมาธิการ ถามถึงความเป็นไปได้ที่ปืนจะประกอบกลับมาได้ น.ท.สถาพรยืนยันว่าใช้เครื่องอัดไฮโดรลิกที่ทำให้ปืนแตกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย "ไม่มีโอกาสที่จะกลับไปประกอบรูปเป็นกระบอกปืนได้อีก
อย่างไรก็ตาม นายเอกราช ได้ตั้งข้อสังเกตว่า หากปืนถูกตัดเป็น 7 ท่อนและฝังกลบในพื้นที่หวงห้าม แต่กลับมีปืนหมายเลขเดียวกันปรากฏในคดี สิ่งนี้สะท้อนว่าอาจมีช่องโหว่ในกระบวนการ. น.ท.สถาพรยอมรับว่าไม่สามารถตอบได้ว่าปืนที่พบในคดีนั้นมาจากแหล่งใด.
นอกจากนี้ เมื่อ พลอากาศตรีผจญ ได้สอบถามถึงปืนอีกกระบอกที่มีการสลักเครื่องหมาย property of US government ซึ่งปรากฏในข้อมูลที่เกี่ยวข้อง น.ท.สถาพรชี้แจงว่า ปืนกระบอกดังกล่าวที่ระบุว่าเป็น AR-15 ไม่ได้อยู่ในบัญชีของกรมสรรพาวุธทหารเรือ ซึ่งเป็นปืนที่แตกต่างจากกระบอกที่เป็นประเด็นในคดี.
น.ท.สถาพรยังได้ชี้แจงเพิ่มเติมว่า ปืนที่เป็นประเด็นนั้น เป็นการซื้อจากอเมริกา ไม่ใช่ปืนที่ได้รับความช่วยเหลือ จึงไม่ต้องมีการรายงานการเคลื่อนไหวหรือการทำลายให้กับทางสหรัฐฯ ทราบเหมือนกรณีปืนที่ได้รับความช่วยเหลือจาก FMS (Foreign Military Sales).
การขาดการสอบสวนภายในและฐานข้อมูลวิถีกระสุนสร้างความกังวล
น.ท.กิตติพงศ์ ปิยะวรรณโณ กรรมาธิการอีกราย ได้ตั้งคำถามสำคัญเกี่ยวกับฐานข้อมูลวิถีกระสุน (ballistic fingerprint) สำหรับอาวุธปืนของกองทัพเรือ ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการตรวจสอบย้อนกลับว่ากระสุนที่พบในที่เกิดเหตุออกมาจากปืนกระบอกใด น.ท.สถาพรชี้แจงว่า สำหรับอาวุธสงครามนั้น กองทัพเรือไม่มีการบันทึกข้อมูลวิถีกระสุนในลักษณะดังกล่าว และปืนที่ถูกนำไปทำลายเป็นปืนที่ชำรุดไม่สามารถใช้งานได้อยู่แล้ว จึงไม่ได้นำไปตรวจสอบเรื่องวิถีกระสุน.
น.ท.กิตติพงศ์แสดงความเห็นว่า กรณีนี้ไม่ใช่กรณีแรกที่อาวุธปืนถูกกล่าวหาว่าหลุดจากคลังอาวุธของกองทัพเรือ และเรียกร้องให้มีการลงทุนเพื่อสร้างฐานข้อมูลวิถีกระสุน เพื่อความชัดเจนในการตรวจสอบในอนาคต.
ด้านเรือโทหญิงลักษิกา ทหารพระธรรมนูญของกรมสรรพาวุธทหารเรือ ชี้แจงเพิ่มเติมว่า คณะกรรมการที่รับผิดชอบการทำลายอาวุธนั้นถูกแต่งตั้งจากตำแหน่ง ไม่ใช่จากรายชื่อบุคคล และปัจจุบันยังไม่มีการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงภายในเกี่ยวกับความผิดปกติของกรณีนี้ โดยยอมรับว่าคณะกรรมการบางท่านได้เกษียณอายุราชการไปแล้ว
นายเอกราช ประธานกรรมาธิการฯ จึงแสดงความกังวลว่า การที่ไม่มีการสอบสวนภายใน ทำให้ขาดความชัดเจนเกี่ยวกับผู้รับผิดชอบและสาเหตุที่ปืนหมายเลขดังกล่าวสามารถปรากฏขึ้นมาได้อีกครั้ง.
พล.ท.สงคราม ที่ปรึกษากรรมาธิการอีกราย ได้ตั้งข้อสังเกตถึงความเป็นไปได้ที่ปืนอาจเคยถูก "โคลนนิ่ง" หรือปลอมแปลงหมายเลขทะเบียนในอดีต โดยชี้ว่าในหน่วยทหารอาจมีการนำปืนมาทดแทนเพื่อทำให้จำนวนครบเมื่อมีการส่งมอบงาน แต่ น.ท.สถาพรยืนยันว่าปืนหมายเลขนี้ไม่เคยมีประวัติการแจ้งหายตลอดระยะเวลาที่กองทัพเรือดูแล. น.ท.สถาพรยังตอบคำถามของท่านราเชนทร์ กรรมาธิการ ที่สอบถามถึงเกณฑ์การทำลายปืนว่ามีการยิงไปแล้วกี่นัด โดยชี้แจงว่าปืนถูกทำลายเพราะชำรุดซ่อมทำไม่ได้หรือไม่คุ้มค่ากับการซ่อม ไม่ใช่เพราะจำนวนการยิง.
"คน" คือจุดอ่อนสำคัญ: ข้อเสนอให้ขุดซากพิสูจน์และปฏิรูปมาตรการเร่งด่วน
นายศุภสิทธิ์ กอเจริญยศ กรรมาธิการอีกราย ได้แสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมาว่า "คน" คือจุดอ่อนสำคัญในกระบวนการควบคุมและทำลายอาวุธปืน แม้จะมีขั้นตอนที่รัดกุมเพียงใดก็ตาม เพราะเจ้าหน้าที่ที่ดูแลคลังอาวุธสามารถทำการเปลี่ยนชิ้นส่วน หรือแม้กระทั่งละเว้นไม่ทำลายชิ้นส่วนใดชิ้นหนึ่งได้ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ไม่มีกล้องวงจรปิด ทำให้เกิดช่องโหว่ที่อาวุธหรือชิ้นส่วนอาวุธอาจเล็ดลอดออกไปสู่ตลาดมืด
นายไชยพล สะท้อนดี เลขานุการกรรมาธิการ ได้ให้ข้อมูลเชิงเทคนิคเพิ่มเติมว่า อาวุธปืน M16 สามารถถอดประกอบได้ง่าย และหมายเลขประจำปืนอยู่ที่ส่วน "Lower" เพียงอย่างเดียว ทำให้เกิดช่องโหว่ในการควบคุม เขาตั้งข้อสงสัยอย่างรุนแรงว่า หากปืน 1 กระบอกในล็อต 41 กระบอกที่ถูกทำลายพร้อมกัน สามารถหลุดออกมาได้ ปืนที่เหลือในล็อตเดียวกันก็อาจถูก "Compromise" หรือถูกประนีประนอมไปแล้วเช่นกัน และเรียกร้องให้มีการตรวจสอบอย่างลึกซึ้งทั้งระบบและบุคคลที่เกี่ยวข้อง. เขาเน้นย้ำว่า "ปืนมันก็ยังเฮี้ยนกลับมาอยู่เนี่ยครับ" และ "เราจะคืนหนี้แค่กระบอกแรกนะที่เราเห็นจากในล็อตผีเนี่ยครับว่าโผล่กลับมาแล้วมาก่อเหตุแล้วกระบอกต่อต่อไปจะโผล่มาอีกทีเมื่อไหร่ครับ".
ขณะที่นายรอมฎอน บรรจบ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมจากห้องประชุมกรรมาธิการกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ โดยเปรียบเทียบสถานการณ์กับเหตุการณ์ในอดีตเมื่อ 50 ปีที่แล้ว ที่บทบาทของหน่วยนาวิกโยธินในพื้นที่ชายแดนใต้เคยเป็นประเด็นอ่อนไหวอย่างยิ่ง และเน้นย้ำว่าการที่ปืนเลขรหัสเดียวกันปรากฏอยู่ใน 2 สถานที่ คือที่ถูกทำลายแล้วและที่ถูกพบในที่เกิดเหตุคดีลอบสังหาร ส.ส. กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ เป็นเรื่องที่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในโลกแห่งความเป็นจริง เพราะ "เราไม่ได้อยู่ในโลกคู่ขนานนะครับ" ซึ่งสิ่งนี้สร้างความกังวลอย่างใหญ่หลวงต่อความน่าเชื่อถือของกองทัพเรือ.
นายรอมฎอนยังได้กล่าวเชื่อมโยงถึงข้อมูลผู้ก่อเหตุที่เป็นอดีตนาวิกโยธิน และความสัมพันธ์กับหน่วยงานในพื้นที่ชายแดนใต้ ซึ่งยิ่งทำให้เกิดข้อคำถามและนึกย้อนถึงเหตุการณ์รุนแรงในอดีต พร้อมเสนอให้มีการ ขุดซากปืนที่ถูกฝังกลบขึ้นมาตรวจสอบอย่างจริงจัง โดยชี้ว่าควรเป็นหน้าที่ของกรรมาธิการทหารที่จะต้องเดินทางไปร่วมตรวจสอบกับกองทัพเรือ และให้กองทัพเรือส่งข้อมูลของผู้รับผิดชอบกระบวนการทำลายทั้งหมด เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ใจและตรวจสอบความรับผิดชอบ
ด้านนายไชยพลยังเสริมว่า พื้นที่ฝังกลบอาวุธนี้ควรถูกประกาศเป็น พื้นที่ก่ออาชญากรรม และหน่วยงานตรวจสอบภายนอก ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ หรือ DSI ควรเข้ามาร่วมตรวจสอบด้วย.
มติและข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการฯ เสนอนายกรัฐมนตรีพิจารณาเป็นเรื่องความมั่นคง
นายเอกราช อุดมอำนวย ประธานกรรมาธิการฯ ได้สรุปมติและข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการฯ โดยเห็นสอดคล้องกับข้อกังวลและข้อเสนอแนะที่มาจาก สส. และที่ปรึกษาหลายท่านในที่ประชุม โดยมติมี 4 ข้อดังต่อไปนี้
ให้ผู้บัญชาการทหารเรือดำเนินการขุดซากปืนที่ถูกฝังกลบขึ้นมาตรวจสอบ: โดยเฉพาะอย่างยิ่งในล็อต 41 กระบอกที่ถูกทำลายไปพร้อมกัน เพื่อพิสูจน์ว่าชิ้นส่วนทั้งหมดครบถ้วนหรือไม่ โดยควรเชิญหน่วยงานภายนอก เช่น ตำรวจ หรือ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เข้าร่วมตรวจสอบ เพื่อความโปร่งใสและยุติธรรม คณะกรรมาธิการฯ พร้อมเสนอตัวเข้าร่วมในการสังเกตการณ์การขุดค้นและนับชิ้นส่วน เพื่อให้สิ้นข้อสงสัย หากนับชิ้นส่วนทั้งหมดของ 41 กระบอก ซึ่งรวมถึงส่วนที่มีหมายเลขกำกับ (ส่วนที่ 5 ของปืน) แล้วพบว่าครบถ้วน ก็จะช่วยคลี่คลายข้อสงสัยได้.
ดำเนินการสอบสวนภายในอย่างเข้มข้น: ตรวจสอบผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดในกระบวนการทำลาย ตั้งแต่การอนุมัติ การตัดทำลาย ไปจนถึงการฝังกลบ เพื่อหาผู้รับผิดชอบหากพบความผิดปกติ เนื่องจากปัญหาอยู่ที่ "คน" มากกว่า "กระบวนการ".
ปรับปรุงมาตรการควบคุมอาวุธและทำลายอาวุธให้รัดกุมยิ่งขึ้น: พิจารณาแนวทางต่างๆ เพื่อป้องกันเหตุการณ์ซ้ำรอยในอนาคต เช่น การจัดทำฐานข้อมูลวิถีกระสุน (ballistic fingerprint) สำหรับอาวุธปืนทุกกระบอก การติดตั้งกล้องวงจรปิดในพื้นที่จัดเก็บและทำลายอาวุธ และการพิจารณาใช้วิธีการทำลายที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า เช่น การหลอมอาวุธ ซึ่งแม้จะมีต้นทุนสูง แต่จะช่วยป้องกันไม่ให้ชิ้นส่วนอาวุธหลุดรอดไปได้อีก. น.ท.สุรพงษ์ อัมพา ผู้แทนจากสรรพาวุธฯ เองก็ยอมรับว่ามีการพูดคุยเรื่องการหลอมอาวุธในอนาคต.
ยกระดับประเด็นนี้เป็นเรื่องความมั่นคงแห่งชาติ: เสนอเรื่องนี้ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และนายกรัฐมนตรีโดยตรง เพื่อให้หน่วยงานภาครัฐทุกภาคส่วนตระหนักถึงความสำคัญและเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาการรั่วไหลของอาวุธสงคราม ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและความปลอดภัยของประชาชนในวงกว้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออาวุธของรัฐไปตกอยู่ในมือของผู้ไม่หวังดี




