News Logo
หน้าแรก
คลอด 'กฎหมายนิรโทษกรรม' ล้างกระดาน 20 ปีแห่งความขัดแย้งทางการเมือง?

คลอด 'กฎหมายนิรโทษกรรม' ล้างกระดาน 20 ปีแห่งความขัดแย้งทางการเมือง?

12 ก.ค. 2569 17:06
ผู้ชม 55 คน

สรุปสาระสำคัญร่างกฎหมายนิรโทษกรรมฉบับผ่านสภาฯ ท่ามกลางมุมมองที่หลากหลายในสังคมต่อข้อจำกัดในมาตรา 3 และการแก้ไขในมาตรา 11 เกี่ยวกับแนวทางการนำมาใช้เพื่อคลี่คลายความขัดแย้งทางการเมือง

สืบเนื่องจากที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร (สส.) มีมติ 309 ต่อ 149 เสียง เห็นชอบกับข้อเสนอแก้ไขของวุฒิสภาในร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. …. หรือที่รู้จักกันในนาม ‘ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม’ ส่งผลให้ร่างกฎหมายฉบับนี้เตรียมเดินหน้าเข้าสู่กระบวนการทูลเกล้าฯ เพื่อให้พระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธย และประกาศใช้บังคับเป็นกฎหมายต่อไป 

แต่ทว่า แม้กฎหมายฉบับนี้จะถูกนำเสนอในฐานะ ‘กุญแจสำคัญ’ ที่จะเข้ามาปลดล็อกความขัดแย้งทางการเมืองที่ฝังรากลึกมากว่า 20 ปี แต่รอยร้าวสำคัญกลับซ่อนอยู่ใน ‘มาตรา 11’ ซึ่งวุฒิสภาได้แก้ไขโดยเพิ่มวรรคท้าย ไม่ให้นิรโทษกรรมเยาวชนฐานความผิดตามกฎหมายประมวลอาญา มาตรา 112 การปิดประตูตายดังกล่าว ส่งผลให้หลายฝ่ายตั้งคำถามและมองว่า สิ่งนี้อาจไม่นำไปสู่ ‘การสร้างเสริมสังคมสันติสุข’ อย่างแท้จริง  

5 ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมที่ถูกเสนอเข้าสู่สภาฯ 

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีตประธาน กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า ร่าง พ.ร.บ. นิรโทษกรรมคดีทางการเมืองถูกเสนอเข้าสู่สภาฯ ทั้งหมด 5 ร่าง ได้แก่ ร่างของพรรคครูไทยเพื่อประชาชน, ร่างของพรรครวมไทยสร้างชาติ, ร่างของพรรคภูมิใจไทย และร่างของนายวิชัย สุดสวาสดิ์  สส. ชุมพร พรรคภูมิใจไทย ร่างของพรรคก้าวไกล (พรรคประชาชนในปัจจุบัน) และร่างจากภาคประชาชน 

ทั้งนี้ ร่างของพรรคประชาชนและร่างของภาคประชาชน มีการเสนอให้นิรโทษกรรมรวมคดีมาตรา 112 เข้าไปด้วย ทำให้ในท้ายที่สุด ที่ประชุมสภาฯ เลือกรับหลักการเพียงแค่ 3 ร่างแรกเท่านั้น ซึ่งการตัด 2 ร่างหลังออกไปตั้งแต่ต้นนี้เองที่กลายเป็นเงื่อนไขบังคับให้กฎหมายนิรโทษกรรมฉบับนี้ มีข้อยกเว้นเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวมาตั้งแต่ต้น 

‘มาตรา 11’ ที่ถูกนำเสนอโดยพรรคเพื่อไทย

อดีตประธาน กมธ. เปิดเผยเพิ่มเติมว่า แม้ในวาระแรกสภาฯ จะรับหลักการเฉพาะร่างที่มีข้อยกเว้นมาก็ตาม แต่ด้วยเจตจำนงที่ต้องการให้กฎหมายฉบับนี้สามารถโอบรับและครอบคลุมกลุ่มคนที่อยู่ในวังวนความขัดแย้งทางการเมืองให้ได้มากที่สุด ในชั้นการพิจารณาของคณะกรรมาธิการจึงได้มีการเสนอ ‘ร่างมาตรา 11’ เพิ่มเติมเข้าไป ซึ่งมาตรานี้ไม่ใช่การเขียนกฎหมายขึ้นใหม่และไม่ได้เป็นการให้อำนาจเพิ่มเติมแก่หน่วยงานใด เนื่องจากเป็นแนวทางที่มีบัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวอยู่แล้ว ต่อมามาตรานี้ถูกแก้ไขในที่ประชุมวุฒิสภาในวาระที่ 2 และวาระที่ 3 

มาตรา 11 ระบุว่า บรรดาการกระทำตามความในมาตรา 7 ที่ไม่ได้รับการนิรโทษกรรมตามพระราชบัญญัตินี้ ถ้าผู้กระทำความผิดซึ่งอายุต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ในขณะกระทำความผิดร้องขอไม่ว่าผู้นั้นจะถูกดำเนินคดีหรือแจ้งข้อกล่าวหาแล้วหรือไม่ และคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขเห็นเป็นการสมควรเพื่อสร้างเสริมสังคมสันติสุข ให้จัดทำแผนแก้ไขบำบัดฟื้นฟูผู้กระทำความผิดแล้วส่งแผนพร้อมความเห็นไปยังพนักงานอัยการเพื่อใช้มาตรการพิเศษแทนการดำเนินคดีอาญา หรือให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลที่คดีอยู่ระหว่างการพิจารณา เพื่อให้ใช้มาตรการและสั่งยุติคดีโดยไม่ต้องมีคำพิพากษาตามกฎหมายว่าด้วยศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว และให้ศาลมีอำนาจรับฟังความเห็นของคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขประกอบการพิจารณาสั่งใช้มาตรการดังกล่าวได้ไม่ว่าคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นใด ความในวรรคหนึ่งไม่ใช้บังคับกับการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

หนึ่งประเด็นสำคัญที่สังคมตั้งคำถามคือ ในเมื่อพรรคเพื่อไทยเป็นผู้เสนอ เหตุใดจึงโหวตเห็นด้วยกับการแก้ไขดังกล่าว และทำไมไม่โหวตตั้ง กมธ. ร่วมระหว่าง สว. และ สส. เพื่อพิจารณาใหม่ และเพิ่มโอกาสในการปรับเปลี่ยนให้เยาวชนยังคงมีโอกาสในการนิรโทษกรรมอยู่ 

“เราไม่สามารถพาทุกคนไปได้ในขณะนี้ แต่เราต้องสร้างเรือที่จะพาคนไปได้มากที่สุด และวันหลังจะมาย้อนกลับมารับคนที่ติดค้างอยู่” นายจักรภพ เพ็ญแข สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวในที่ประชุมสภาฯ เป็นครั้งแรก 

นายจักรภพ กล่าวด้วยว่า แม้กฎหมายฉบับนี้จะไม่ได้มีความสมบูรณ์สูงสุด แต่คือจุดเริ่มต้นให้เราคิดในการห้ามเลือดให้กับประเทศ หากเลือกได้ตนเองก็อยากได้ร่างก่อนที่วุฒิสภาจะแก้ไข แต่หากมองผ่านมุมมองของตนเองและผู้อื่นที่ผ่านวิบากกรรมทางการเมือง มองว่าควรจะมีจุดเริ่มต้นโดยที่ไม่ต้องรออีกต่อไป ซึ่งการนิรโทษกรรมหรือล้างความผิด ส่วนใหญ่ทำโดยระบอบทหารที่ยึดอำนาจมาในวงจรอุบาทว์ที่เราเรียกกัน แต่ในครั้งนี้จะเป็นการเสนอกฎหมายโดยรัฐสภา และรัฐบาลที่เป็นพลเรือน ซึ่งอยู่ภายใต้ของระบอบประชาธิปไตย 

ขณะที่ทางด้านของ นายธงธรรม เวชชยชัย สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ระบุว่า หัวใจสำคัญของกฎหมายฉบับนี้คือการก้าวให้ไกลที่สุดเท่าที่จะยอมรับร่วมกันได้ การผ่านร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ไม่ใช่ปลายทาง แต่คือก้าวแรกที่เกิดขึ้นจริง และย่อมมีค่ามากกว่าความสมบูรณ์แบบแต่ไม่มีวันเกิดขึ้นจริง 

เปิดข้อมูล ‘ใครได้นิรโทษกรรม-ใครไม่ได้นิรโทษกรรม’ ภายใต้กฎหมายฉบับนี้ 

การคลอดกฎหมายนิรโทษกรรมฉบับนี้ ถือเป็นการล้างหน้ากระดานผู้ที่มีคดีทางการเมืองครั้งใหญ่ ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ปี 2548 อันเป็นห้วงเวลาที่การเมืองแบ่งขั้วอย่างชัดเจนและมีความขัดแย้งสูงมาก ลากยาวมาจนถึงปี 2568 ที่มีการชุมนุมของคนรุ่นใหม่ โดยสาระสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ คือการนิรโทษกรรมที่ไม่รวมคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งนอกเหนือจากเรื่องมาตรา 112 แล้ว ยังมีข้อยกเว้นคนอีก 2 กลุ่ม คือ ไม่นิรโทษกรรมให้กับผู้ที่ติดคดีทุจริตประพฤติมิชอบ และคดีที่เกี่ยวข้องกับการทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย 

ข้อมูลจาก iLaw องค์กรไม่แสวงหากำไร ระบุว่า คดีของกลุ่มพันธมิตรฯ และกลุ่ม กปปส. ที่ออกมาขับไล่รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ต่อเนื่องมาจนถึงยุคของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะได้รับประโยชน์จากการนิรโทษกรรมในครั้งนี้ ซึ่งครอบคลุมคดีสำคัญ อาทิ คดีชุมนุมดาวกระจายที่มีโทษจำคุก 1 ปีกับผู้ต้องหา 3 คน, คดีชุมนุมปิดสนามบินที่มีโทษปรับและให้ชดเชยค่าเสียหาย 522 ล้านบาท, คดีบุกยึด NBT ที่มีโทษจำคุกระหว่าง 6 เดือน ถึง 2 ปี กับผู้ต้องหา 89 คน หรือคดีกบฏและก่อการร้ายที่มีโทษจำคุก 4 ถึง 11 ปีกับแกนนำ กปปส. ทั้ง 7 คน 

นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มผู้ชุมนุมทางการเมืองในช่วงปี 2563 ถึง 2564 ที่เข้าข่ายได้รับนิรโทษกรรมอีกอย่างน้อย 10 ราย อาทิ คดีเผาป้อมควบคุมสัญญาณไฟจราจร, คดีตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ, คดีของกลุ่มคนเสื้อแดง และคดีอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมทางการเมือง

ขณะที่กลุ่มที่ไม่ได้รับนิรโทษกรรมคือผู้ต้องขังทางการเมืองอย่างน้อย 30 คน เนื่องจากมาตรา 3 ได้บัญญัติปิดช่องการนิรโทษกรรมคดีมาตรา 112 ไว้อย่างชัดเจน โดยมาตรา 3 ระบุว่า พระราชบัญญัตินี้มิให้มีผลนิรโทษกรรมแก่การกระทำความผิดฐานทุจริตหรือประพฤติมิชอบ การกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และการกระทำความผิดที่ทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย หรือเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 หรือที่เป็นการกระทำความผิดต่อส่วนตัวหรือที่เป็นการกระทำที่ต้องรับผิดต่อบุคคลใดที่มิใช่หน่วยงานของรัฐเป็นการเฉพาะรายหรือเฉพาะกลุ่ม 

อย่างไรก็ดี ปฏิเสธไม่ได้ว่าร่างกฎหมายฉบับนี้คือความพยายามครั้งสำคัญของรัฐสภาพลเรือนในการหาจุดร่วมเพื่อ ‘ห้ามเลือด’ และพาคนส่วนใหญ่ก้าวข้ามผ่านวิบากกรรมทางการเมืองตลอด 20 ปีที่ผ่านมา แต่เสียงสะท้อนจากสังคมมองว่า การผ่านกฎหมายที่มีข้อยกเว้นบางประการนี้ จะสามารถนำพาประเทศไปสู่ความสงบเรียบร้อยได้อย่างยั่งยืน หรือจะเป็นเพียงการคลี่คลายความขัดแย้งได้แค่บางส่วนเท่านั้น คงต้องรอติดตามกันต่อไป

อ้างอิง

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

คลังคลอด ‘สมุดพกผู้รับเหมา’ ออกเกณฑ์คะแนนความชุ่ย-กำหนดเวลาห้ามประมูล
คลังคลอด ‘สมุดพกผู้รับเหมา’ ออกเกณฑ์คะแนนความชุ่ย-กำหนดเวลาห้ามประมูล