News Logo
หน้าแรก
อนุทิน ถก คตท. ลุยปราบโกง 1 กรม 1 โปร่งใสไร้เทา -ตั้งอนุฯแก้รีดใต้โต๊ะ

อนุทิน ถก คตท. ลุยปราบโกง 1 กรม 1 โปร่งใสไร้เทา -ตั้งอนุฯแก้รีดใต้โต๊ะ

23 ก.ค. 2569 17:13
ผู้ชม 69 คน
googleตั้ง Next News เป็นข่าวโปรดบน Google

'อนุทิน'หัวโต๊ะถก 'คตท.' นัดแรก เดินหน้าปราบโกง ไฟเขียวโครงการ '1 กรม 1โปร่งใสไร้เทา' พร้อมตั้ง 'ภราดร'ประธานอนุฯแก้ปัญหารีดสินบน จ่อออกกฎหมายเฉพาะเอาผิดทุจริตสอบเป็น ขรก.

สำนักข่าว Next News รายงานว่า เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริต (คตท.) ครั้งที่ 1/2569

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมรับทราบหลักการสำคัญของพ.ร.บ.การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน พ.ศ. 2569 และรับทราบแผนงานของคณะทำงาน Zero Corruption และโครงการ "เพื่อน ไม่ทน"

“นายกฯ ระบุว่า พ.ร.บ.การอำนวยความสะดวกฯ ไม่เพียงยกระดับการให้บริการและการอนุมัติอนุญาตให้รวดเร็วและเป็นมาตรฐานเดียวกัน แต่ยังเป็นเครื่องมือเชิงโครงสร้างสำคัญที่จะทำให้การให้บริการภาครัฐมีประสิทธิภาพ สะดวก มีความโปร่งใสมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะปิดจุดเสี่ยงการเรียกรับผลประโยชน์ ลดต้นทุนแฝงให้กับภาคธุรกิจและประชาชน ควบคู่ไปกับการยกระดับระบบราชการไทย ขอให้ทุกหน่วยงานปฏิรูปกระบวนงาน จากระบบที่สร้างภาระให้กับประชาชน สู่ระบบบริการที่เอื้อต่อความสะดวกและโปร่งใส โดยให้ถือเป็นนโยบายเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการทันที“ นางสาวรัชดากล่าว

นางสาวรัชดากล่าวว่า ที่ประชุมยังเห็นชอบจัดตั้งคณะอนุกรรมการอำนวยการต่อต้านสินบนและความเสี่ยงทุจริตภาครัฐ เพื่อขับเคลื่อนงานและกลั่นกรองข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในประเด็นการแก้ไขปัญหาการให้หรือรับสินบน การทุจริต และประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่ของรัฐอย่างเป็นระบบ โดยมีนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นรองประธาน พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ เป็นที่ปรึกษา

"ที่ประชุมยังเห็นชอบข้อเสนอโครงการ “1 กรม 1 โปร่งใสไร้เทา” (One Agency One Integrity) เพื่อให้แต่ละหน่วยงานของรัฐคัดเลือกงานบริการหรือกระบวนการทำงานที่มีความเสี่ยงต่อการทุจริตสูงมาพัฒนาปรับปรุงเพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม เป้าหมายครอบคลุมหน่วยงานของรัฐ 355 แห่ง"นางสาวรัชดากล่าว

นางสาวรัชดากล่าวว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมได้พิจารณามาตรการป้องกันการทุจริตในการสอบเข้าทำงานภาครัฐ โดยกำหนดให้มีกฎหมายเฉพาะเพื่อกำหนดฐานความผิด กลไกการดำเนินการ และมาตรการทางกฎหมายต่อผู้กระทำความผิด พร้อมให้นำเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.) พิจารณามอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกายกร่างกฎหมายตามขั้นตอนต่อไป

“นายกฯยังกล่าวในที่ประชุมว่า จากกรณีการทุจริตในการสอบคัดเลือกเข้ารับราชการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ถือเป็นเรื่องที่รัฐบาลไม่สามารถยอมรับได้ เพราะไม่เพียงเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายและหลักคุณธรรมเท่านั้น แต่ยังบั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบราชการและทำลายโอกาสของผู้ที่มีความรู้ความสามารถเข้าสู่การแข่งขันอย่างสุจริต การป้องกันการทุจริตที่ดีที่สุด ไม่ใช่การลงโทษเมื่อความเสียหาย เกิดขึ้นแต่คือการออกแบบระบบที่รัดกุม โปร่งใส และตรวจสอบได้”นางสาวรัชดากล่าว

นางสาวรัชดากล่าวว่า นายกฯยังระบุว่า การประชุมคณะกรรมการครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ถือเป็นวาระสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคเอกชน เพื่อร่วมกันผลักดันมาตรการที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง สอดคล้องกับนโยบายที่รัฐบาลได้แถลงต่อรัฐสภาในการขับเคลื่อนการปฏิรูปและกำหนดมาตรการตามมาตรฐาน OECD การประชุมครั้งนี้จึงสะท้อนความร่วมมือเชิงรุกของทุกภาคส่วนในการยกระดับการต่อต้านการทุจริต จากการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าไปสู่การป้องกันเชิงระบบอย่างยั่งยืน โดยเป้าหมายไม่ใช่เพียงการเพิ่มคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI: Corruption Perceptions Index) หรือการเข้าเป็นสมาชิก OECD เท่านั้น แต่คือการสร้างความไว้วางใจให้เกิดขึ้นในสังคมไทย

นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์

นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์

ด้านนายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานหอการค้าไทย ในฐานะประธานคณะทำงาน Zero Corruption : กกร. และเพื่อนไม่ทน กล่าวภายหลังการร่วมประชุม คตท. ซึ่งมีนายกฯเป็นประธาน ว่า ภาคเอกชนขอชื่นชมรัฐบาลที่เร่งผลักดันการแก้ไขปัญหาการทุจริตอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการยกระดับการแก้ปัญหาจากการแก้ไขเป็นรายกรณี สู่การปฏิรูปเชิงระบบที่มุ่งลดโอกาสการทุจริต เพิ่มความโปร่งใส และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศ

นายพจน์กล่าวว่า หลายประเด็นที่ คตท. มีมติในครั้งนี้ สอดคล้องกับข้อเสนอของภาคเอกชนที่ได้สะท้อนผ่านคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้งกลไกต่อต้านสินบน การผลักดันโครงการ “1 กรม 1 โปร่งใสไร้สินบน” การปรับปรุงกระบวนการอนุญาตและการให้บริการภาครัฐ รวมถึงการยกระดับมาตรฐานธรรมาภิบาลของประเทศไทยเพื่อรองรับการเข้าเป็นสมาชิก OECD

“ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ เพราะข้อเสนอจากภาคเอกชนกำลังถูกต่อยอดสู่การปฏิบัติจริง เราเชื่อว่าการลดคอร์รัปชันจะเกิดขึ้นได้ ต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และภาคประชาชน”นายพจน์กล่าว

นายพจน์กล่าวว่า เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของรัฐบาล คณะทำงาน Zero Corruption : กกร. และเพื่อนไม่ทน จะเดินหน้าขับเคลื่อนแผนงาน 6 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ 1.รณรงค์ “เอกชนปฏิเสธการจ่ายสินบน” สร้างวัฒนธรรม “ไม่ให้–ไม่รับ–ไม่ยอมจ่ายสินบน” 2.ส่งเสริมการแจ้งเบาะแสและร้องเรียนการทุจริต ผ่านช่องทางที่ปลอดภัยและเข้าถึงได้ง่าย 3.จัดเวที Closed-door Dialogue เพื่อรวบรวมข้อมูลเชิงลึกจากภาคธุรกิจ วิเคราะห์ Pain Points และพัฒนาเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายร่วมกับภาครัฐ 4.สนับสนุนการยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นสมาชิก OECD ผ่านการผลักดันมาตรฐานด้านธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และการกำกับดูแลกิจการที่ดี 5.ขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหา “นอมินี–ทุนเทา–ฟอกเงิน” ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อปิดช่องว่างที่บั่นทอนเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของประเทศ และ6.ขยายผลหน่วยงานต้นแบบด้านความโปร่งใส เชื่อมโยงการปฏิรูประบบอนุญาตและการให้บริการภาครัฐ เพื่อลดต้นทุนแฝงและยกระดับมาตรฐานการให้บริการแก่ประชาชนและภาคธุรกิจ

นายพจน์กล่าวอีกว่า คณะทำงานฯ พร้อมสนับสนุนการขับเคลื่อน พ.ร.บ.การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน พ.ศ. 2569 ถือเป็นกฎหมายสำคัญในการปฏิรูประบบราชการ ลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น ลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ และยกระดับการให้บริการภาครัฐให้มีความโปร่งใส รวดเร็ว และตรวจสอบได้ โดยใช้กลไก “2 ลด 1 เพิ่ม” ได้แก่ ลดดุลพินิจ ลดการเผชิญหน้าระหว่างเจ้าหน้าที่กับประชาชนและคนกลาง และเพิ่มความโปร่งใสกับความรับผิดชอบ จะช่วยลดโอกาสการเรียกรับสินบน ลดต้นทุนแฝงของประชาชนและภาคธุรกิจ เพิ่มความเชื่อมั่นในการลงทุน และเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการยกระดับคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) รวมถึงการเตรียมความพร้อมของประเทศไทยสู่การเป็นสมาชิก OECD

“การต่อต้านคอร์รัปชันไม่ใช่เพียงการจับผู้กระทำผิด แต่คือการออกแบบระบบที่ทำให้การทุจริตเกิดขึ้นได้ยาก ขณะเดียวกันก็ทำให้ประชาชนและผู้ประกอบการได้รับบริการที่สะดวก โปร่งใส และเป็นธรรม หากเราร่วมกันผลักดันการปฏิรูปอย่างต่อเนื่อง ประเทศไทยจะมีความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้น สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน และก้าวสู่มาตรฐานสากลได้อย่างยั่งยืน”นายพจน์กล่าว

แท็กที่เกี่ยวข้อง
ข่าวนโยบายสาธารณะ
นโยบายปราบโกง

ก

ก

ก



ก

ก

ก

section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ส่งออกส.ค.69ยังโต24.3% แต่ขาดดุลการค้า 8 เดือนพุ่งกว่า1.3 ล้านล.
ส่งออกส.ค.69ยังโต24.3% แต่ขาดดุลการค้า 8 เดือนพุ่งกว่า1.3 ล้านล.