News Logo
หน้าแรก
'จากสภาฯ ใหญ่สู่สภาฯ กทม.' ย้อนคดีกดบัตรแทนกัน ศาลสั่งจำคุกไม่รอลงอาญา

'จากสภาฯ ใหญ่สู่สภาฯ กทม.' ย้อนคดีกดบัตรแทนกัน ศาลสั่งจำคุกไม่รอลงอาญา

2 ส.ค. 2569 14:33
ผู้ชม 43 คน

สภา กทม. วุ่น! ปม สก. ยอมรับกดบัตรลงคะแนนแทนกัน อ้างเหตุสับสนวิกฤตเครื่องขัดข้อง หลายฝ่ายชี้ผิดทั้งอาญาและจริยธรรม ย้อนรอยบทเรียนคดีสภาใหญ่ที่ศาลฎีกาฯ เคยพิพากษาจำคุก 9 เดือน พร้อมเพิกถอนสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิต

นับเป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญ หลังเกิดเหตุวุ่นวายในการประชุมสภากรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ระหว่างการพิจารณาวาระ 7.11 ซึ่งเป็นญัตติเกี่ยวกับร่างข้อบังคับการประชุมสภา กทม. ทั้งนี้ ความวุ่นวายดังกล่าว เกิดจากการลงมติในวาระดังกล่าวมีความผิดปกติ จนทำให้ นายสมชาย เต็มไพบูลย์กุล สก. เขตคลองสาน ต้องลุกขึ้นประท้วงผลคะแนนโหวต หลังพบว่าจำนวนเสียงลงคะแนนจริง ไม่ตรงกับจำนวนสมาชิกที่นั่งอยู่ในห้องประชุม

ความผิดปกติของผลโหวตดังกล่าว เกิดจากการที่ นายภัทรศักดิ์ ใหม่พระเนตร สก. เขตยานนาวา ยอมรับว่า ตนเองกดบัตรลงคะแนนแทนเพื่อน สก. โดยกดลงคะแนนพร้อมกัน 2 เครื่อง คือ เครื่องของตนเอง และเครื่องของ ว่าที่ร้อยตรี ไซราม ประกายกิจ สก. เขตสาทร ขณะที่ ว่าที่ร้อยตรี ไซราม ยอมรับว่า ตนไม่ได้เข้ามาร่วมโหวตในวาระดังกล่าวจริง 

เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความเคลือบแคลงใจให้กับบรรดา สก. โดยนายสมชายย้ำว่า การกระทำนี้เข้าข่ายผิดทั้งกฎหมายและจริยธรรม เฉกเช่นเดียวกับกลุ่ม สก. จากพรรคประชาธิปัตย์ นำโดย นายนภาพล จีระกุล สก. เขตบางกอกน้อย ที่ได้ร่วมกันแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนถึงเหตุการณ์นี้ โดยระบุว่า ในห้องประชุมมีสมาชิกอยู่จริง 41 ราย แต่กลับมีการเสียบบัตรค้างไว้และกดคะแนนแทนกัน ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายทั้งทางอาญาและจริยธรรม ซึ่งถือว่าความผิดได้สำเร็จแล้ว

พร้อมกันนี้ นายนภาพล ยังย้ำด้วยว่า สภา กทม. เพิ่งจะพิจารณาแก้ไขข้อบังคับให้มีการถ่ายทอดสดเพื่อมุ่งเน้นความโปร่งใส ดังนั้น ความโปร่งใสจึงต้องเกิดขึ้นจริง และหลังจากนี้จะมีการดำเนินคดีตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป

ในวันเดียวกัน นายภัทรศักดิ์ได้ชี้แจงผ่านเพจเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยยืนยันว่าไม่ได้มีการเสียบบัตรแทนกัน แต่เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นอุบัติเหตุที่เกิดจากความสับสน และไม่ได้มีเจตนาลงคะแนนแทนเพื่อนสมาชิกแต่อย่างใด 

“สาเหตุที่ทำให้สับสนจนกดผิดเครื่อง เป็นเพราะว่า ตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว เครื่องลงคะแนนของคุณไซราม ประกายกิจ ส.ก.เขตสาทร มีปัญหา ใช้งานไม่ได้ ทำให้สัปดาห์นี้คุณไซรามได้ขยับมานั่งติดชิดกับผม จากปกติต้องนั่งเว้นห่างกันหนึ่งที่นั่ง และบัตรก็เสียบทิ้งไว้ พอผมรีบโหวต ก็เลยพลาดไปกดเครื่องของคุณไซรามครับ ในขณะที่คุณไซรามออกไปคุยโทรศัพท์ แล้วกำลังกลับเข้ามาในที่ประชุม” นายภัทรศักดิ์ระบุ 

อย่างไรก็ตาม ‘การเสียบบัตรแทนกัน’ ถือเป็นเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในการประชุมสภาฯ ใหญ่และนำไปสู่การดำเนินคดีทางกฎหมาย ซึ่งเรื่องนี้เกิดขึ้นในปี 2563 ระหว่างการพิจารณารายจ่ายประจำปีงบประมาณ ภายใต้วงเงิน 3.2 ล้านบาท 

ต่อมาได้มีการยื่นเรื่องร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. ให้ไต่สวนกรณี สส. ไม่อยู่ในห้องประชุมแต่กลับมีรายชื่อร่วมลงมติ โดย ‘สำนักข่าวอิศรา’ รายงานว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด นายฉลอง เทอดวีระพงศ์, นายภูมิศิษฏ์ คงมี และนางนาที รัชกิจประการ ซึ่งไม่อยู่ในที่ประชุมสภาฯ แต่กลับมีชื่อแสดงตนและลงมติร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ  ซึ่งการกระทำดังกล่าวถือว่าเป็นการใช้ผู้อื่นหรือยินยอมให้ผู้อื่นใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์แสดงตนและลงมติในการพิจารณาแทนตนเอง อันเป็นการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ หรือมีพฤติการณ์รู้เห็นหรือยินยอมให้ผู้อื่นแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ 

สำหรับกรณีของนายฉลอง ป.ป.ช. ระบุว่า ในวันที่ 10 มกราคม 2563 นายฉลองได้เดินทางจากสนามบินดอนเมืองไปยังสนามบินหาดใหญ่ เพื่อไปเป็นประธานเปิดงานวันเด็กแห่งชาติ ณ อบต.ชะมวง อ.ควนขนุน จ.พัทลุง รวมถึงเป็นประธานงานวันเด็กที่เทศบาลตำบลอ่างทอง อ.ศรีนครินทร์ จ.พัทลุง จากนั้นจึงเดินทางกลับกรุงเทพฯ ในวันที่ 13 มกราคม 2563 ช่วงเวลาดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า นายฉลองไม่ได้อยู่ในที่ประชุมสภาฯ จริง แต่กลับปรากฏชื่อร่วมลงมติ ตั้งแต่มาตรา 31 ถึงมาตรา 55 รวมถึงการลงมติในวาระ 3 และข้อสังเกต ไปจนกระทั่งปิดประชุมในเวลา 17.41 น. ของวันที่ 11 ม.ค. 2563

ขณะที่กรณีของนายภูมิศิษฏ์ ป.ป.ช. ระบุว่า นายภูมิศิษฏ์ได้เช็กอินและเดินทางด้วยเที่ยวบินของ Thai AirAsia จากหาดใหญ่กลับดอนเมือง ช่วงเช้าวันที่ 11 มกราคม 2563 แต่ในช่วงเวลาที่ไม่ได้อยู่ในที่ประชุมสภาฯ ดังกล่าว กลับปรากฏชื่อร่วมแสดงตนและลงมติร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ตั้งแต่มาตรา 30 เวลา 19.31 น. ของวันที่ 10 ม.ค. 2563 ไปจนถึงมาตรา 40 เวลา 11.10 น. ของวันที่ 11 ม.ค. 2563

ส่วนกรณีของนางนาที ป.ป.ช. พบว่า เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2563 นางนาทีได้ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองที่สนามบินสุวรรณภูมิเพื่อเดินทางไปดูงานที่ประเทศจีน ระหว่างวันที่ 11-15 มกราคม 2563 แต่ในช่วงเวลาที่ไม่ได้อยู่ในที่ประชุมสภาฯ ดังกล่าว กลับปรากฏชื่อร่วมแสดงตนและลงมติร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ตั้งแต่มาตรา 43 เวลา 14.29 น ไปจนถึงมาตรา 49 เวลา 15.46 น.

ทั้งนี้ เมื่อ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด จึงส่งเรื่องให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองดำเนินคดีทั้งทางอาญาและฝ่าฝืนจริยธรรม จนในที่สุดศาลมีคำสั่งตัดสินว่า การกระทำดังกล่าวเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ให้ลงโทษจำคุกคนละ 9 เดือน โดยไม่รอลงอาญา

โดยองค์คณะผู้พิพากษาวินิจฉัยอุทธรณ์ ศาลฎีกา ระบุว่า พฤติการณ์ของจำเลยทั้งสามเป็นการไร้ซึ่งความซื่อสัตย์สุจริตต่อหน้าที่ ก่อให้เกิดความเสียหายต่อประโยชน์ส่วนรวม อีกทั้งยังไม่อยู่ในความยำเกรงต่อกฎหมาย และไม่ปฏิบัติตามหน้าที่รวมถึงคำปฏิญาณที่เคยให้ไว้ ถือเป็นเรื่องร้ายแรงที่ส่งผลกระทบต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ดังนั้น การไม่รอการลงโทษจำคุกก็เพื่อมุ่งหวังให้จำเลยทั้งสามหลาบจำ และเป็นการป้องปรามไม่ให้ผู้อื่นเอาเป็นเยี่ยงอย่างในการกระทำผิดเช่นนี้อีก

นอกจากนี้ จำเลยทั้งสามได้ถูกเพิกถอนสิทธิดำรงตำแหน่งทางการเมือง และสิทธิในการรับสมัครเลือกตั้งตลอดชีวิต รวมถึงมีการเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม การเสียบบัตรหรือกดคะแนนแทนกันถือเป็นเรื่องใหญ่ที่สะท้อนถึงการไม่เคารพเสียงของประชาชน ในฐานะ ‘ผู้แทนราษฎร’ ซึ่งทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงในการขับเคลื่อนประเด็นต่างๆ เพื่อประโยชน์ส่วนรวม สำหรับกรณีที่เกิดขึ้นในสภา กทม. คงต้องติดตามกันต่อไปว่าจะมีการดำเนินการตามกระบวนการอย่างไร

อ้างอิง

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

‘ไทยช่วยไทยพลัส 60/40’ ครบ 2 เดือน ดันเงินหมุนเวียน 8.64 หมื่นล้าน
‘ไทยช่วยไทยพลัส 60/40’ ครบ 2 เดือน ดันเงินหมุนเวียน 8.64 หมื่นล้าน