ประธานสภา กทม. แถลงผลสอบเบื้องต้นปมเสียบบัตรแทนกัน ย้ำต้องรอหนังสือร้องเรียนก่อนตั้งกรรมการสอบ ด้าน สก. ป้อมปราบฯ แฉเห็นกับตา 'ภัทรศักดิ์' เอื้อมมือโหวตแทน 'ไซราม"
เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2569 น.ส.ภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย ประธานสภากรุงเทพมหานคร แถลงผลการตรวจสอบเบื้องต้น กรณีข้อสงสัยเรื่องการกดบัตรลงคะแนนแทนกันในการประชุมสภา กทม. โดยชี้แจงว่า แม้ตามขั้นตอนปกติเจ้าหน้าที่สำนักงานเลขานุการสภา กทม. จะต้องดึงบัตรออกทุกครั้งเมื่อ สก. ไม่อยู่ในห้องประชุม แต่ในความเป็นจริงพบความผิดพลาดเรื่องการไม่ได้ดึงบัตรออกซึ่งเกิดขึ้นมาตั้งแต่เปิดสมัยประชุมเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 สำหรับการลงมติครั้งล่าสุด พบว่า ว่าที่ร้อยตรี ไซราม ประกายกิจ สก.เขตสาทร และนายภัทรศักดิ์ ใหม่พระเนตร สก.เขตยานนาวา ไม่ได้อยู่ในห้องประชุม แต่กลับมีชื่อแสดงขึ้นบนจอแสดงผล ซึ่งจากการตรวจสอบภาพถ่ายทอดสด (Live) พบเจ้าหน้าที่เดินดึงบัตรของ สก. รายอื่นที่ไม่อยู่ในห้องออกตามปกติ แต่ไม่ได้ดึงบัตรของ สก. ทั้ง 2 คนออก
น.ส.ภัทราภรณ์ ระบุเพิ่มเติมว่า เท่าที่ทราบคือ สก.จากพรรคประชาธิปัตย์และเพื่อไทย Life ลงตัวเตรียมยื่นเรื่องร้องเรียนมายังประธานสภา กทม. แต่ขณะนี้ยังไม่ได้รับหนังสืออย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ตาม ขอยืนยันว่าหากได้รับหนังสือแล้ว จะดำเนินการตามอำนาจหน้าที่อย่างโปร่งใสและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ทั้งนี้ ประธานสภา กทม. ไม่มีอำนาจในการชี้ขาดหรือวินิจฉัยความผิดของสมาชิก สก. เนื่องจากทุกคนต่างได้รับความไว้วางใจมาจากการเลือกตั้งของประชาชนเช่นเดียวกัน
ด้าน นายสมชาย เต็มไพบูลย์กุล สก.เขตคลองสาน ได้ลุกขึ้นอภิปรายตั้งข้อสังเกตว่า กรณีที่เจ้าหน้าที่ไม่ได้ดึงบัตรออกนั้น ไม่แน่ใจว่าถือเป็นความผิดหรือไม่ พร้อมระบุว่า ตนเห็นพ้องกับ นายวิพุธ ศรีวะอุไร สก.เขตบางรัก ที่ชี้ว่า บัตรลงคะแนนเสียบอยู่เฉยๆ ไม่สามารถกดโหวตเองได้ ต้องมีคนเอามือกดปุ่มลงไป ระบบจึงจะทำงาน
นายนภาพล จีระกุล สก.เขตบางกอกน้อย ระบุว่า การลงมติครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก เพราะการเลือกประธานสภา กทม. ก็ใช้ระบบเดียวกัน ซึ่งสมาชิกทุกคนทราบดีว่าต้องรอให้ประธานสั่งเปิดระบบก่อน โดยในวันดังกล่าวจอแสดงผลชัดเจนว่ามีองค์ประชุม 41 คน สะท้อนว่ามีการแสดงตัวตนของทั้ง ว่าที่ร้อยตรี ไซราม และนายภัทรศักดิ์ แม้เจ้าตัวไม่อยู่ในห้องก็ตาม
โดยระบบระบุว่ามีการเสียบบัตรค้างไว้จนขึ้นสถานะสีเขียวพร้อมลงคะแนน จึงไม่ใช่กรณีเครื่องเสียบบัตรเสียตามที่นายภัทรศักดิ์กล่าวอ้าง เพราะหากเสียบบัตรทิ้งไว้ปกติจะขึ้นสถานะสีส้ม และเมื่อเปิดให้โหวต สัญญาณไฟกะพริบ 3 สี (เขียว-เหลือง-แดง) จะปรากฏหากสมาชิกเดินเข้ามาก็กดลงคะแนนได้ทันที นายนภาพลยืนยันว่า ประธานสภาฯ กทม. จำเป็นต้องตั้งคณะกรรมการสอบจริยธรรม เนื่องจากการกระทำดังกล่าวอาจผิดกฎหมาย ป.ป.ช. กฎหมายอาญา และอาจมีความผิดตามมาตรา 157
น.ส.ภัทราภรณ์ ชี้แจงว่า การยืนยันตัวตนเพื่อเป็นองค์ประชุม ทำได้โดยการกดบัตรลงไปในช่องเสียบเท่านั้น ซึ่งกรณีนี้เมื่อเปิดระบบและมีบัตรเสียบอยู่แล้ว จึงทำให้ ว่าที่ร้อยตรี ไซราม และนายภัทรศักดิ์ มีชื่อเป็นองค์ประชุม ทั้งที่เจ้าตัวไม่อยู่ในห้องประชุม ส่วนการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบนั้น ย้ำว่าต้องมีหนังสือร้องเรียนยื่นมายังประธานสภา กทม. ก่อน ตนไม่สามารถตั้งเรื่องสอบเองได้ ทั้งนี้ หากจะมีใครร้องเรียนว่าตนกระทำผิดตามมาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ก็สามารถดำเนินการได้
นายนภาพล กล่าวอีกว่า น.ส.ภัทราภรณ์ ประธานสภา กทม. ก็อยู่ในห้องประชุมและเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด จึงไม่จำเป็นต้องรอหนังสือร้องเรียน เพราะในฐานะหัวหน้าฝ่ายนิติบัญญัติ เมื่อพบความไม่ถูกต้องสมควรต้องสั่งตรวจสอบทันที ทั้งนี้ หากตนจะยื่นร้องเรียนก็จะไม่ยื่นต่อประธานสภาฯ แต่จะส่งเรื่องตรงไปยัง ป.ป.ช. หรือแจ้งความดำเนินคดีตามมาตรา 157 พร้อมเชื่อว่ากระทรวงมหาดไทยจะมีหนังสือทวงถามความชัดเจนมายังสภา กทม. ในเร็วๆ นี้
ด้าน น.ส.นิภาพรรณ จึงเลิศศิริ สก.เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย เปิดเผยว่า ตนและเพื่อนสมาชิกอีกหลายคนเห็นกับตาว่า นายภัทรศักดิ์กดปุ่มโหวตของตนเองก่อน แล้วจึงเอื้อมมือมากดโหวตให้ว่าที่ร้อยตรี ไซราม ซึ่งหากอ้างว่ากดผิดจริง ก็ควรกดปุ่มของว่าที่ร้อยตรี ไซรามก่อน ซึ่งระบบมีการบันทึกเวลาการกดของทุกคนไว้อย่างละเอียด
น.ส.นิภาพรรณ ตั้งคำถามเพิ่มเติมว่า เหตุใดนายภัทรศักดิ์จึงไม่รีบยกมือแจ้งที่ประชุมทันทีว่ากดผิด แต่กลับปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปหลายนาทีจนเกิดการอภิปรายทักท้วงอย่างกว้างขวาง และเพิ่งจะยอมยกมือชี้แจงเมื่อมีการร้องขอรายชื่อผู้ที่ไม่อยู่ในห้องประชุมเท่านั้น พร้อมย้ำว่าหากต้องการให้สภา กทม. มีความโปร่งใส สมาชิกทุกคนก็ต้องเริ่มจากการทำตนเองให้โปร่งใสเสียก่อน




