News Logo
หน้าแรก
'นครินทร์'ชี้ สว.สรรหา ต้นตอปัญหาชอบธรรมการเมืองไทย ซ้ำเติมอนาคตชาติ

'นครินทร์'ชี้ สว.สรรหา ต้นตอปัญหาชอบธรรมการเมืองไทย ซ้ำเติมอนาคตชาติ

7 ก.ย. 2569 22:37
ผู้ชม 9 คน

"นครินทร์" จัดเวทีเสวนาวิกฤตเขย่าการเมืองไทย ชี้ สว.สรรหาเอง ต้นตอปัญหาความชอบธรรม "กติกาชาติ" ไร้ฉันทามติ อนาคตพร่ามัว สังคม "คุมเชิง" รอทางออกหนี้ครัวเรือนพุ่ง สัญญาณเตือน "สึนามิ" ใหม่ฉุดรั้งประเทศ

สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2569 นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ ได้เข้าร่วมเป็นวิทยากรบรรยายพิเศษในหัวข้อ "การเมืองและสังคมไทยสำหรับอนาคต" บนเวทีเสวนาวิชาการ NDC'68 Symposium ของนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 68 ซึ่งจัดขึ้นภายใต้แนวคิดหลัก Resilient Thailand

 โดยตอนหนึ่งของการเปิดใจสะท้อนภาพโครงสร้างการเมืองไทย นายนครินทร์ ได้ชี้ชัดถึงบทเรียนสำคัญจากกลไกของรัฐธรรมนูญ 2560 โดยเฉพาะระบบการสรรหาหรือ "การเลือกกันเองของ สว." ซึ่งกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเองยังเคยยอมรับว่าเป็นความผิดพลาดที่สุดของการดีไซน์กฎหมายแม่บท จนส่งผลต่อวิกฤตความไว้วางใจและความชอบธรรมทางการเมืองในเวลาต่อมา

ความซับซ้อนของการเมืองไทย: ความเข้าใจที่ยากยิ่งสำหรับประชาคมโลก

นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ได้เริ่มต้นการบรรยายด้วยการสะท้อนถึงความยากลำบากในการอธิบายถึงกลไกการเมืองไทยให้กับนักวิชาการหรือประธานศาลรัฐธรรมนูญในต่างประเทศ  โดยแม้คนไทยจะเข้าใจ และยอมรับการเข้ามา และจากไปของรัฐบาลชุดต่างๆ เช่น รัฐบาลของนายเศรษฐา ทวีสิน หรือการจัดตั้งรัฐบาลของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร รวมถึงรัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกุล แต่เมื่อต้องอธิบายให้แก่ชาวต่างชาติ กลับกลายเป็นเรื่องยากลำบากอย่างยิ่งและต้องใช้ความพยายามอย่างมาก

นายนคริทร์กล่าวว่าต้องใช้คำอธิบายที่ซับซ้อนและบางครั้งถึงกับต้องใช้ลักษณะของการ "กำปั้นทุบดิน" โดยอ้างอิงว่า "กฎหมายเรากำหนดไว้อย่างนี้" หรือ "มันไม่มีทางเลือกอย่างอื่น" ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าระบบการเมืองไทยมีลักษณะเฉพาะตัวที่ไม่เป็นไปตามหลักวิชาการสากล หรือการดำเนินงานทางการเมืองที่เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ ทำให้เกิดคำถามถึงความชอบธรรมและความเป็นสากลของกลไกเหล่านี้

ย้อนรอยภูมิทัศน์การเมืองไทย: จากคณะราษฎรสู่การแบ่งปันอำนาจ

อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญกล่าวย้อนรอยประวัติศาสตร์การเมืองไทย โดยแบ่งออกเป็นยุคสมัยสำคัญต่างๆ เพื่อให้เห็นถึงวิวัฒนาการและความผันผวนของโครงสร้างอำนาจ

ในช่วง 25 ปีแรก นับตั้งแต่ปี 2475 ถึง 2500 การเมืองไทยถูกชี้นำโดยบทบาทนำของคณะราษฎร นายกรัฐมนตรีส่วนใหญ่ในยุคนี้เป็นสมาชิกของคณะราษฎรทั้งหมด มีเพียงบางท่านที่ได้รับเชิญเข้ามาบริหารประเทศจากมติเห็นชอบของคณะราษฎร ซึ่ง นายนครินทร์ได้เรียกยุคนี้ว่าเป็น "ระบบกึ่งประชาธิปไตย" เป็นช่วงเวลาที่กลุ่มคณะราษฎรแม้จะมีความขัดแย้งภายใน แต่ก็มีกลไกในการประคับประคองทิศทางการเมืองให้เป็นไปในแบบที่พวกเขาต้องการได้

ถัดมาในช่วง 16 ปี ตั้งแต่ปี 2500 ถึง 2516 สังคมการเมืองไทยอยู่ภายใต้การชี้นำของ "คณะปฏิวัติ" ซึ่งนำโดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์, จอมพลถนอม กิตติขจร และจอมพลประภาส จารุเสถียร ยุคนี้ถูกเรียกว่า "ประชาธิปไตยแบบไทยๆ" หรือ "ประชาธิปไตยแบบพัฒนา" ที่ไม่มีการเลือกตั้ง ใช้มาตรา 17 ในการใช้อำนาจเด็ดขาด และมีการพัฒนาประเทศอย่างมหาศาล ทั้งการตั้งมหาวิทยาลัยในต่างจังหวัด การสร้างถนนหนทาง รวมถึงการเข้าไปมีส่วนร่วมในสงครามต่อต้านคอมมิวนิสต์

และในช่วง 24 ปีต่อมา ตั้งแต่ปี 2516 ถึง 2540 นายนครินทร์ได้นิยามว่าเป็น "ยุคสมัยของการแบ่งปันอำนาจ" ซึ่งอำนาจไม่ได้ผูกขาดโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างชัดเจนเหมือนสองสมัยแรก แต่เป็นการร่วมมือกันระหว่างข้าราชการ ผู้นำเหล่าทัพ และพรรคการเมือง รัฐบาลมักจะเป็นรัฐบาลผสม และผู้นำส่วนกลางต้องจับมือกับผู้นำในเขตต่างจังหวัดซึ่งมักเป็น ส.ส. หรือผู้มีอิทธิพลที่บางท่านเรียกว่า "เจ้าพ่อ" ที่มาจากภูมิภาค เพื่อให้การบริหารประเทศดำเนินไปได้ แม้จะมีข้อขัดแย้งภายในเป็นระยะๆ

กติกาที่ไม่เคยลงตัว: รัฐธรรมนูญที่เปลี่ยนแปลงไม่สิ้นสุด

หลังจากปี 2540 การเมืองไทยได้เปลี่ยนทิศทางไปสู่ความคาดหวังที่จะปฏิรูปการเมือง เพื่อให้มีฝ่ายบริหารที่เข้มแข็ง มีการปฏิรูประบบรัฐสภา การเลือกตั้ง และการจัดตั้งองค์กรอิสระ รวมถึงศาลรัฐธรรมนูญ และการกระจายอำนาจ อย่างไรก็ตาม นายนครินทร์ชี้ว่าปัญหาใหญ่ของประเทศไทยคือการไม่มีกติกาการปกครองที่มั่นคง สังเกตได้จากการมีรัฐธรรมนูญถึงหลายฉบับในระยะเวลาไม่นาน ทั้งปี 2540, 2549, 2550, 2557 และ 2560 รวมถึงฉบับที่ถูกร่างแต่ไม่ได้ใช้ในปี 2558 ปรากฏการณ์นี้แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีปัญหาเรื่อง "กติกาการปกครองประเทศ" ที่ไม่สามารถหาจุดลงตัวได้ เสมือนการสร้างบ้านแล้วไม่ตกลงกันว่าจะใช้โครงสร้างใดตลอดไป แต่กลับมีการ "รีโนเวท" หรือต่อเติมเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาตามความไม่พึงพอใจของผู้มีอำนาจในแต่ละยุคสมัย

ไม่เพียงแต่รัฐธรรมนูญจะเปลี่ยนบ่อย การสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระก็มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การสรรหาในปี 2540 ไม่เหมือนปี 2550 และปี 2550 ก็ไม่เหมือนปี 2557 และเมื่อถึงปี 2560 ก็ยังมีการสรรหาในรูปแบบที่แตกต่างออกไปอีก ทำให้ระบบการสรรหาขาดความแน่นอน มีความเคลือบแคลง และมีปัญหาทางกฎหมายหลายเรื่อง

นายนครินทร์ยกตัวอย่างกรณีการตั้งประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) หรือกรรมการคณะกรรมการป้องกันและปรามปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่มักมีปัญหาและใช้เวลานานในการโปรดเกล้าฯ สะท้อนถึงวิกฤตความไม่แน่นอนและขาดความโปร่งใสในกระบวนการสำคัญของประเทศ

สว.สรรหาเอง: จุดอ่อนของรัฐธรรมนูญ 2560 และวิกฤตความชอบธรรม

นายนครินทร์เน้นย้ำประเด็นเรื่อง "การใช้อำนาจของวุฒิสภา" ทีมองว่า "มีความชอบธรรมทางการเมืองในระดับต่ำ" โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาจาก "ระบบที่มา" ซึ่งคือการเลือกกันเองของสมาชิกวุฒิสภาเอง โดยระบบนี้เป็นสิ่งที่ประเทศไทย "คิดกันเองและใช้กันเอง" ไม่เคยมีใครใช้แบบที่เราทำ เปรียบเสมือนการสร้างบ้านเองโดยไม่มีความพร้อม ผู้ร่างรัฐธรรมนูญเองยังเคยยอมรับว่าเป็นความผิดพลาดที่สุดของการออกแบบกฎหมายแม่บท ซึ่งระบบการเลือก สว. ที่เป็นเอกลักษณ์นี้ ได้สร้างปัญหาเรื่องความชอบธรรมและนำไปสู่วิกฤตความไว้วางใจในการเมืองไทยอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ปัญหาเรื่อง "กรม กลุ่มที่เป็นนิติบุคคล" ก็เป็นอีกหนึ่งความท้าทายที่แก้ยาก กรมต่างๆ มีอำนาจของตัวเอง ทำให้การทำงานในพื้นที่ซ้ำซ้อนและต้องอาศัยอำนาจพิเศษในการบูรณาการ ไม่ว่าจะเป็นการแก้ปัญหาน้ำท่วม ภัยพิบัติ หรือปัญหาชายแดน 3 จังหวัดภาคใต้ ซึ่งมักจะเห็นได้ชัดเจนเมื่อเกิดวิกฤตในแต่ละพื้นที่

ท้องถิ่นอ่อนแอ ความเหลื่อมล้ำทางสังคม และอนาคตที่พร่ามัว

นายนครินทร์ยังชี้ให้เห็นถึงความคลุมเครือของระบบการปกครองส่วนภูมิภาค โดยเฉพาะอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยราชการส่วนกลางในพื้นที่ ซึ่งเต็มไปด้วยหน่วยงานซ้ำซ้อน ทำให้เกิดคำถามว่าควรจะรักษาโครงสร้างนี้ต่อไป หรือควรจะกระจายอำนาจลงไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในระดับล่าง ท้องถิ่นในปัจจุบันมีจำนวนมากแต่ส่วนใหญ่มีขนาดเล็ก ประสิทธิภาพต่ำ และไม่มีศักยภาพในการรองรับหรือให้บริการสาธารณะขนาดใหญ่ได้ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการพัฒนาระบบรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ ที่ส่วนใหญ่เป็นโครงการของรัฐบาลกลางผ่านหน่วยงานต่างๆ ไม่ใช่ของกรุงเทพมหานครเอง ทำให้เกิดคำถามถึงบทบาทของกรุงเทพมหานคร (กทม.) ในการดูแลโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเมือง

ความเจริญและการเปลี่ยนแปลงในประเทศไทยนั้นสูงมาก โดยเฉพาะในภาคเศรษฐกิจ ซึ่งมาจากขับเคลื่อนของภาคเอกชน แต่ความเจริญนี้ยังคงกระจุกตัวอยู่ในเขตเมืองใหญ่ โดยมีห้างสรรพสินค้าและธุรกิจขนาดใหญ่เข้าไปลงทุน ขณะที่ภาคเศรษฐกิจที่ไม่เป็นทางการก็ยังมีบทบาทสำคัญ ซึ่งเป็นอีกมิติที่ต้องพิจารณา

ในแง่ของสังคม นายนครินทร์มองว่าคนไทยมีความคาดหวังและข้อเรียกร้องสูงมากในทุกเรื่อง แต่ในขณะเดียวกันก็มีความขัดแย้งที่หลากหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องชนชั้น รสนิยม การศึกษา หรือทัศนคติ ซึ่งความขัดแย้งที่เข้มข้นและหลากหลายนี้ได้นำไปสู่การไม่ยอมรับอำนาจการปกครองและการบริหารในหลายรูปแบบ จนปัญหาบางอย่าง เช่น ปัญหา 3 จังหวัดภาคใต้ อาจจะไม่จบลงในชั่วชีวิตของเราทุกคน

ทิศทางการมองอนาคตของการเมืองไทยจึงมีความไม่แจ่มชัด มีความพร่ามัว ไม่แน่นอน และคาดเดาได้ยาก เสมือนการขับรถไปบนถนนที่มองไม่เห็นทางไกล สถานการณ์นี้อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน หรือการสะสมความคับข้องใจและความอึดอัดที่เรียกว่า "ความอีหลักอีเหรื่อ" ที่เดินหน้าไม่ได้ ถอยหลังไม่ได้ ขณะที่ความคาดหวังของผู้คนที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงก็ยกระดับขึ้น แต่กลับไม่มีทิศทางที่ชัดเจน กระจัดกระจายและไม่ตรงกัน

ด้านความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ สังคมไทยยังคงเผชิญกับปัญหาความไม่เท่าเทียมกันของทรัพย์สินและรายได้ที่สูงมาก โดยเฉพาะเรื่องที่ดิน หนี้สินครัวเรือนก็สูงเป็นประวัติการณ์ ซึ่งอาจนำไปสู่ "สึนามิ" ลูกใหม่ของหนี้เสีย (NPL) ที่จะฉุดรั้งการพัฒนาของสังคมในระยะยาว ผู้เชี่ยวชาญหลายคนคาดการณ์ว่าสังคมการเมืองไทยนับวันจะถดถอยลงไปเรื่อยๆ

นอกจากนี้ สังคมย่อยๆ เช่น สังคมทหาร ข้าราชการ หรือวิชาชีพต่างๆ ที่ซ่อนอยู่ในสังคมไทยโดยรวม ได้แบ่งแยกผู้คนออกเป็นหลายสถานะและชนชั้นอย่างชัดเจนและตายตัว การขยับเขยื้อนฐานะทางสังคมของผู้คนจะมีความยากลำบากมากยิ่งขึ้น การศึกษาตามปกติอาจไม่ใช่เครื่องมือหลักในการยกระดับสถานะอีกต่อไป แต่กลับต้องอาศัย "อำนาจมืด อำนาจใต้ดิน อำนาจพิเศษ" หรือการซื้อขายตำแหน่งในการขับเคลื่อนสถานะทางสังคม

"คุมเชิง" วิถีไทย: อุปนิสัยใจคอที่กำหนดการเมือง

ในช่วงการตอบคำถามจากผู้เข้าร่วมงานเสวนา ซึ่งมีการถามว่าการเมืองไทยยังคงเป็นแบบ "คุมเชิง" อยู่หรือไม่ นายนครินทร์ได้ยืนยันว่า หากเราอยู่กันแบบนี้ เพราะอุปนิสัยใจคอเป็นแบบนี้ สังคมไทยก็คงต้อง "คุมเชิง" กันไปเรื่อยๆ และช่วงชิงโอกาสจังหวะเพื่อดำเนินการบางสิ่งบางอย่าง แต่ขอย้ำเตือนว่าการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ ไม่ได้หมายความว่าคนอื่นจะยอมรับ และที่สำคัญคือสิ่งที่ทำไปนั้นยั่งยืนหรือไม่ และประโยชน์สุขตกอยู่กับคนส่วนใหญ่จริงหรือไม่ หากทำได้เพียงเพื่อผลประโยชน์ของพวกพ้อง ก็จะเป็นปัญหาของการเมืองไทยในระยะยาว

นายนครินทร์ยังได้ชี้ให้เห็นถึง "วงรอบ" ของการเคลื่อนตัวทางประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่เกิดขึ้นในทุกๆ 16-29 ปี ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความไม่ยั่งยืนของอำนาจและการปกครองในแต่ละยุคสมัย แม้กระทั่งอำนาจบารมีของผู้นำหรือ "เจ้าพ่อ" ก็ไม่สามารถส่งทอดไปให้ลูกหลานได้ เป็นวิวัฏจักรของการเปลี่ยนแปลงขององค์กรและหน่วยงานต่างๆ ซึ่งส่วนตัวเชื่อว่าคนไทยเองก็มีการปรับเปลี่ยนอุปนิสัยใจคอได้บ้างในบางเรื่อง

สำหรับภาคเอกชนที่ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนทางการเมือง นายนครินทร์กล่าวแนะนำว่าควร "สู้ในสิ่งที่ควรสู้ ยอมรับในสิ่งที่ท่านยอมรับ" ไม่มีคำตอบที่เด็ดขาดในการเลือกข้างใดข้างหนึ่ง แต่ควรอยู่ตรงกลางและปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ เพราะการสู้ทุกเรื่องอาจนำไปสู่ความพ่ายแพ้

ทางออกของประเทศ: อำนาจที่ชอบธรรมเพื่อทุกคน

นายนครินทร์กล่าวปิดท้ายการบรรยายด้วยการเน้นย้ำว่าเราทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา การเมืองและสังคมไทยวิวัฒนาการไปตาม "นิสัยใจคอของคนไทยเอง" ซึ่งอาจเรียกอย่างตรงไปตรงมาว่า "สันดานของเราเอง" หากเราไม่จริงจังกับการลงประชามติ แล้วกลับไม่ให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ที่ออกมา ก็สะท้อนถึงอุปนิสัยใจคอแบบนี้

อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญกล่าวอธิบายว่าสังคมการเมืองดำรงอยู่ได้ด้วยการยึดโยงกันโดย "อำนาจ" ซึ่งมีหลากหลายลักษณะ ไม่ว่าจะเป็นอำนาจดิบ อำนาจเถื่อน อำนาจปืน อำนาจกลุ่ม อำนาจเงิน อำนาจราชการ อำนาจกฎหมาย อำนาจรัฐธรรมนูญ อำนาจข้อมูลข่าวสาร หรือแม้กระทั่งอำนาจประเพณีและศาสนา ซึ่งอำนาจเหล่านี้เป็นสิ่งที่ทำให้สังคมอยู่ร่วมกันได้

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้สังคมการเมืองมีความมั่นคง มีความสถาพร ความไว้วางใจและยอมรับซึ่งกันและกันได้ สังคมนั้นๆ จำเป็นต้องมี "อำนาจนำ" หรือ "Hegemonic Power" ที่มาจาก "อำนาจที่ชอบธรรม" อย่างแท้จริง ซึ่งหมายถึงความชอบธรรมทั้งในทางที่มา เนื้อหา กระบวนการ และเป้าหมาย หากอำนาจที่ชอบธรรมนี้เป็นอำนาจที่ชี้นำสังคมไทยจริงๆ ก็จะทำให้เราอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข และสามารถปฏิรูปการเมืองได้ โดยที่การปฏิรูปนั้นไม่ใช่เรื่องของคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นของ "เราทุกคน"

ในมุมมองส่วนตัวเกี่ยวกับการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จากมติ 21 ล้านเสียงในการลงประชามติ นายนครินทร์ได้กล่าวเน้นย้ำว่า "รัฐธรรมนูญต้องเป็นของทุกคน ไม่ใช่ของสีใดสีหนึ่ง" รัฐธรรมนูญเป็นกฎกติกาของการปกครองบ้านเมืองที่ต้องเป็นของคนทุกสี ทุกสิทธิเสรีภาพต้องได้รับความคุ้มครอง และต้องมีช่องทางโดยชอบธรรมให้ทุกกลุ่มได้แสดงออก มีตัวแทน หรือร้องเรียนต่อศาลและองค์กรที่รับผิดชอบ

นายนครินทร์ยังกล่าวแสดงความกังวลว่าในปัจจุบันยังไม่สามารถตกลงกันได้ว่าจะดำเนินการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จริงๆ หรือไม่ แม้จะมีผลประชามติรองรับแล้วก็ตาม และมีความวิตกว่าร่างรัฐธรรมนูญใหม่จะถูกมองว่าเป็นของสีใดสีหนึ่ง ซึ่งเป็นปัญหาที่ทำให้ประเทศติดกับดัก

อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญกล่าวทิ้งท้ายโดยหวังว่า การเปลี่ยนผ่านของสังคม องค์กร สถาบัน และหน่วยงานทางการปกครอง ซึ่งแต่ละอย่างล้วนมีอายุไขของตนเอง จะมีความสันติสุข เรียบร้อย และเป็นที่พึงพอใจของทุกฝ่าย หากเราไม่สามารถเปลี่ยนผ่านได้อย่างราบรื่น การบริหารจัดการย่อมเกิดปัญหาตามมา และทำให้ขาดความมั่นคงในระยะยาว การเปลี่ยนแปลงได้โดยสันติสุขเรียบร้อย จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะนำพาประเทศไทยก้าวผ่านวิกฤตและสร้างความมั่นคงในระยะยาวได้ในที่สุด

แท็กที่เกี่ยวข้อง
สว.สรรหา
สว.



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

สภาผู้บริโภคจี้จัดประชุม‘กสทช.’ให้ได้ เร่งคลอดโรดแมปทีวีดิจิทัล
สภาผู้บริโภคจี้จัดประชุม‘กสทช.’ให้ได้ เร่งคลอดโรดแมปทีวีดิจิทัล