ตัวเลข 229 ที่ถูกโชว์หราในสภาฯ ผ่านการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯปี 2570 ช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา กำลังน่าจับตามองมากที่สุดในช่วงเวลานี้ เพราะเป็นตัวเลข ‘ผู้ถูกกล่าวหา’ ในการไต่สวน ‘คดีฮั้ว สว.’ หรือบางฝ่ายเรียกกันว่า ‘โกง สว.’ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นัดหมาย 14 ก.ย.นี้ ชี้ชะตาว่าในขบวนการนี้ จะมีใครผิดบ้างหรือไม่
ความเคลื่อนไหวภาคประชาชน โดยเครือข่ายโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือ ‘ไอลอว์’ ดีเดย์ 13 ก.ย. 2569 ยกคอนเซ็ปต์ ‘เดิน วิ่ง ปั่น’ นัดหมาย 10 โมงเช้า เดินทางจากหน้าสำนักงานไอลอว์ ไปยังย่านใจกลางเมือง หน้าหอศิลปวัฒนธรรมฯ กทม. ในเวลา 4 โมงเย็น รวมพลจัดกิจกรรม ‘ประชาชนปล่อยของ สั่งฟ้อง 229’ โดยจะเปิดแผนผังเครือข่ายความเชื่อมโยง และผู้ถูกกล่าวหา 229 ครบถ้วนในวันดังกล่าว
นอกเหนือจาก ‘ไอลอว์’ จะนัดหมายรวมพลภาคประชาชนและเครือข่ายเพื่อเรียกร้องให้ กกต.ลงมติคดีโกง สว.อย่างโปร่งใสแล้ว ความเคลื่อนไหวจากฝ่ายค้าน ‘พรรคส้มเจน 3’ อย่างพรรคประชาชน (ปชน.) ‘ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ’ หัวหน้าพรรค ประกาศจุดยืนชัด พร้อมเดินขบวนร่วมกับภาคประชาชน-ไอลอว์อีกด้วย
ก่อนหน้านี้ ‘ส้ม’ ผสม ‘ไอลอว์’ ร่วมกันเดินหน้าขุดคุ้ย-เปิดโปงคดีโกง สว.มาร่วมหลายเดือน โดยว่ากันว่าได้รับสำนวนคดีนี้มาจากฝ่ายกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ซึ่ง อธิบดีดีเอสไอคนปัจจุบัน ดำเนินการแจ้งกองบังคับการปราบปราม (CIB) เพื่อล่าตัว ‘คนปล่อยของ’ มาลงโทษแล้ว
ขณะเดียวกันคนที่หยิบสำนวนคดีโกง สว.มาเปิดโปง เช่น ‘เป๋า’ ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการไอลอว์ ‘ไอติม’ พริษฐ์ วัชรสินธุ รองหัวหน้าพรรค ปชน. ถูกผู้มีอำนาจ-ผู้ถูกพาดพิง ฟ้องหมิ่นประมาทในหลายจังหวัดอยู่ในตอนนี้ แต่ทั้ง 2 คนยังเดินหน้าทุ่มสุดตัว เพื่อคลี่ความลับในขบวนการโกง สว.ออกมาให้ล่อนจ้อนต่อสาธารณชน
ที่น่าสนใจ ก่อนหน้าไม่กี่วันที่ผ่านมา มีปรากฎการณ์ ‘ฝ่ายอนุรักษนิยมเดิม’ นำโดย ‘สนธิ ลิ้มทองกุล’ กับพวกในเครือข่าย ‘พันธมิตรประชาชนฯ’ ออกมาเดินขบวนบริเวณหน้าสถานทูตอิสราเอล ชูแคมเปญ ‘เอาประเทศเราคืนมา’ แม้จะเป็นเพียงการโหมโรงเบื้องต้นในประเด็น ‘ชาตินิยม’ แต่ในทางการเมือง ‘สนธิ’ เคยลั่นวาจาเอาไว้ว่า หาก กกต. ‘ตัดตอน’ คดีโกง สว. จะปลุกแนวร่วมออกมาลงถนนอย่างแน่นอน ในวันที่ 18-19 ก.ย. ยืนยันไม่ได้ต้องการล้มรัฐบาล แต่ต้องการให้ตรวจสอบความโปร่งใสในเรื่องดังกล่าว
น่าสังเกตฝ่ายอนุรักษนิยมก่อนหน้านี้มักผนึกกำลังเป็นหัวขบวนเดียวกัน แต่เมื่อเกิดปรากฏการ ‘สีน้ำเงิน’ ที่ ‘รัฐพันลึก’ ไฟเขียวให้เข้ามามีอำนาจ กุมบังเหียนประเทศ ทำให้ฝ่ายอนุรักษนิยมแตกเป็น 2 ฝ่ายคือ ฝ่ายอนุรักษนิยมเดิม ที่หนุนอำนาจจากการรัฐประหาร โดยไม่ชอบใจนักกับ ‘คดีโกง สว.’ อีกฝ่ายคืออนุรักษนิยมใหม่ ส่วนใหญ่คือกลุ่มทุนใหม่ เข้าไปหนุน ‘สีน้ำเงิน’ เพื่อตักตวงผลประโยชน์บางอย่าง
เรียกได้ว่า ‘คดีโกง สว.’ กำลังกลายเป็น ‘หนังหน้าไฟ’ ใน ‘รัฐบาลสีน้ำเงิน’ ที่อาจกลายเป็น ‘ฟางเส้นสุดท้าย’ ของภาคประชาชนบางกลุ่ม จากหลายกรณีที่กำลังเป็น ‘ตำบลกระสุนตก’ ทั้งคดีที่ดินเขากระโดง คดีโกงสอบท้องถิ่น รวมไปถึงการบริหารเศรษฐกิจตกต่ำอยู่ในตอนนี้
เจาะไส้ใน ‘คดีโกง สว.’ จากผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด 229 คน แบ่งการไต่สวนออกเป็น 2 องค์กร ได้แก่
1.สำนักงาน กกต.โดยคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง ชุดที่ 26 เห็นว่า มีการกระทำผิดขึ้นจริง มีมติว่าเห็นควรสั่งฟ้องบุคคล 229 คน แบ่งเป็น 138 สว.ปัจจุบัน และ 91 นักเลือกตั้ง-เครือข่ายนักการเมือง ในจำนวนนี้มีระดับ ‘รัฐมนตรีสีน้ำเงิน’ หลายสิบคน และเป็นกรรมการบริหารพรรคการเมืองอย่างน้อย 22 คน
2.ดีเอสไอ ดำเนินการสืบสวนขยายผลในเรื่องอั้งยี่-ฟอกเงิน จากการกระทำผิดโกง สว.ปัจจุบัน มีการส่งสำนวนไปยังอัยการเพื่อสั่งฟ้อง แต่ถูกตีกลับ ทำให้ดีเอสไอรอผลการชี้ขาดของที่ประชุม กกต. 14 ก.ย.นี้ก่อนว่า จะดำเนินการอย่างไรต่อไป
โฟกัสสำนวนในการไต่สวนของ กกต.นั้น เมื่อคณะกรรมการฯ ชุดที่ 26 มีมติเห็นควรสั่งฟ้อง 229 คนไปแล้ว ทว่ามีการเบรกยื้อเรื่องนี้ไว้ต่อ โดยอิทธิพร บุญประคอง อดีตประธาน กกต.ตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง ชุดที่ 36 เพื่อพิจารณาสำนวนดังกล่าวก่อน กระทั่งมีกระแสข่าวว่าคณะอนุฯชุดนี้ มีมติ 5:2 เห็นว่า ไม่มีใครผิด ก่อนส่งสำนวนดังกล่าวไปยังที่ประชุม กกต.
ที่ประชุม กกต.พิจารณาทุกจันทร์มาราว 3 เดือนจนเสร็จสิ้นเมื่อ 31 ส.ค.ที่ผ่านมา และนัดลงมติ 14 ก.ย.นี้ ท่ามกลางการจับตาจากฝ่ายค้าน และภาคประชาชนจำนวนไม่น้อย กังวลว่าจะเกิดกรณี ‘มวยล้มต้มคนดู’ เกิดขึ้นหรือไม่?
โฟกัสเฉพาะ 22 กรรมการบริหารพรรคการเมือง ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเข้าไปเกี่ยวข้องพัวพันกับ ‘ขบวนการโกง สว.’ พบว่า ในจำนวนนี้ล้วนเป็น ‘ระดับบิ๊กเนม’ ทั้งภายในพรรค และนอกพรรค หลายคนคือ ‘ลูกท่านหลานเธอ’ ภายในพรรค และมีทั้งรัฐมนตรี-อดีตรัฐมนตรี เข้าไปพัวพันจำนวนไม่น้อย
ทั้งนี้ ‘ไอลอว์’ เคยนำพฤติการณ์ 22 กรรมการบริหารพรรคการเมืองแห่งหนึ่ง จากสำนวนของคณะกรรมการฯ ชุดที่ 26 มาเปิดเผยตอนหนึ่งว่า การวางแผนหาคนลงสมัคร การจัดทำโพย มีความเกี่ยวข้องกับคณะกรรมการบริหารพรรคการเมือง และเครือข่าย เป็นเหตุให้การเลือก สว. เมื่อปี 2567 ไม่เป็นไปโดยสุจริตและโปร่งใส ส่งผลให้ผู้สมัครขาดความเป็นอิสระ ขัดต่อการลงคะแนนอย่างเสรีและเป็นความลับ ขัด พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา และรัฐธรรมนูญ ทั้งยังขัดต่อหลักการพื้นฐานในการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
พยานคนหนึ่งที่ให้ข้อมูลว่า ภายหลังจากที่ กกต. ประกาศระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการเลือก สว. คณะกรรมการบริการพรรคแห่งหนึ่ง ได้จัดประชุมวางแผนศึกษาระบบวิธีการเลือกก่อนจะทำระบบวิธีได้มาซึ่งตำแหน่ง สว. โดยพยานระบุว่า เครือข่ายสีน้ำเงินที่เริ่มวางแผนปฏิบัติการ ส่วนใหญ่คือระดับ ‘ลูกท่านหลานเธอ’ ภายในพรรค และมีระดับ ‘ครูใหญ่’ เข้าร่วมประชุมด้วย
ทั้งนี้ในการประชุมดังกล่าว ระบุให้ สส. ของพรรคเป็นผู้จัดหาผู้สมัคร สว. ตั้งแต่ระดับอำเภอให้ครบทุกกลุ่ม สำหรับค่าใช้จ่าย จะมีการให้เงินสดเป็นค่าดำเนินการ แต่ละจังหวัดอาจได้ไม่เท่ากันตามความสามารถ โดยค่าตอบแทนระดับอำเภอมีมูลค่า ตั้งแต่ 10,000 - 50,000 บาท ในระดับจังหวัด 50,000 บาท และในระดับประเทศ 200,000 บาท
หากทีมของดีลเลอร์คนไหนหาผู้สมัครที่สามารถผ่านเข้าสู่ระดับประเทศได้ 20 คน จะได้โควตา สว. ตัวจริง 1 คน โดยให้หัวหน้าทีมส่งรายชื่อและหมายเลขผู้สมัครของ สว. ตัวจริงตามโควตาแก่ผู้ช่วย สส.ในพรรคคนหนึ่ง และส่งต่อให้ สส.ในพรรคอีกคนหนึ่ง ก่อนจะส่งไปยังระดับ ‘ลูกท่านหลานเธอ’ ในพรรค
ในส่วนขั้นตอนล็อคผลโหวตเพื่อการันตีคะแนนให้ได้รับเลือกเป็น สว. ทุกทีมที่จัดหาผู้สมัครจะต้องส่งใบลาออกล่วงหน้าไว้ให้ผู้ช่วย สส.ในพรรคข้างต้น จากนั้น ระบบโพยจะล็อคผลคะแนนไว้ที่ 60 คะแนน เพื่อคาดหมายให้ได้ สว. ในเครือข่ายสีน้ำเงินราว 110 - 120 คน
โดยจะมีผู้สมัครคนหนึ่งทำหน้าที่ดูแลค่าเดินทาง ค่าที่พัก และค่าอาหาร จัดให้ผู้สมัครในเครือข่ายเข้าพักที่โรงแรมที่อยู่ในระยะ 30 - 100 กิโลเมตรจากอิมแพค ฟอรัม เมืองทองธานี พยานระบุว่าผู้สมัครในเครือข่ายของพรรคการเมืองแห่งนี้เข้าสู่ระดับประเทศได้ราว 60 - 70% ของผู้สมัครทั้งหมด ทำให้มีค่าใช้จ่ายราว 500 - 600 ล้านบาท
นอกจากนี้หลังการเลือกระดับประเทศมีการนัดว่าที่ สว. ไปประชุมกันที่โรงแรมหรูแห่งหนึ่ง เพื่อรับนโยบายจาก ‘บิ๊กเนมสีน้ำเงิน’ และเป็นผู้เลือกว่าที่สว. ในเครือข่ายสีน้ำเงินที่จะได้เป็นประธานหรือรองประธานวุฒิสภา โดยมีผู้ประสานงานหลักคือ ‘อดีตผู้ช่วยบิ๊กนักเลือกตั้ง’
คณะไต่สวนฯ ชุดที่ 26 เห็นว่า จากปากคำของพยานหลายคนและพฤติการณ์ทั้งปวง ต่างมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ จึงเชื่อได้ว่า พยานให้การสอดคล้องตามข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่ปรากฎในสำนวน ยิ่งกว่านั้น เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริง คณะกรรมการบริหารพรรคดังกล่าว และองคาพยพก็ปฏิบัติตามแผนที่คณะกรรมการบริหารพรรคแห่งนี้วางไว้
คณะไต่สวนฯ ชุดที่ 26 ทำความเห็นเอาไว้ว่า บุคคลซึ่งเป็นกรรมการบริหารพรรคการเมืองดังกล่าว ผู้ดำรงตำแหน่งในพรรค และ สส. พรรค รวมถึงผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่สังกัดพรรค ได้ร่วมกันวางแผนดำเนินการที่มีลักษณะปกปิดเป็นความลับ ซับซ้อน ซ่อนเร้น อำพราง ทั้งรูปแบบและวิธีการ มีการแบ่งหน้าที่เป็นเครือข่ายในวงกว้างทั่วประเทศและทำอย่างเป็นระบบเพื่อให้ได้ สว. ตามแผนที่วางไว้ และยังอาศัยตำแหน่งหน้าที่เอื้อประโยชน์ ช่วยเหลือ หรือเกื้อหนุนให้บรรลุตามแผนดังกล่าว
การกระทำดังกล่าวขัดต่อหลักการพื้นฐานของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และการสมยอมของผู้สมัคร สว. ให้มีหมายเลขของตนอยู่ในโพยทำให้ขาดความเป็นอิสระในการลงคะแนน และทำให้การเลือกไม่เป็นความลับซึ่งขัดต่อหลักการพื้นฐานของการเลือกตั้งที่จะต้องเป็นไปโดยรับและโดยเสรี
จากข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ของคณะกรรมการบริหารพรรคดังกล่าว และองคาพยพ คณะไต่สวนฯ ชุดที่ 26 จึงเห็นว่าคณะกรรมการบริหารพรรค และองคาพยพทั้ง 22 คน ได้กระทำการโดยวิธีใด ๆ อันเป็นการช่วยเหลือให้ผู้สมัคร หรือผู้ได้รับเลือกเป็น สว. หรือทำให้ผู้สมัครผู้ใดไม่ได้รับเลือก เป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนมาตรา 76 วรรคหนึ่งตาม พ.ร.ป.สว.
อย่างไรก็ดีข้างต้นคือสำนวนของคณะกรรมการฯ ชุดที่ 26 ที่มีความเห็นว่าควร ‘สั่งฟ้อง’ เท่านั้น ขณะที่ความเห็นของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 กลับมีความเห็น ‘สวนทาง’ มติ 5:2 ว่าไม่มีใครผิด ทำให้การประชุม กกต.ในวันที่ 14 ก.ย.นี้ จะต้องนำความเห็น มติ สำนวนและพยานหลักฐานของคณะกรรมการฯทั้ง 2 ชุดมาประกอบการพิจารณาด้วย
ดังนั้นมติของ กกต.ในวันที่ 14 ก.ย.อาจออกมาได้ 3 แนวทาง ได้แก่
1.ที่ประชุม กกต.มีมติเห็นด้วย ‘ทั้งหมด’ ตามความเห็นและข้อเท็จจริงในสำนวนของคณะกรรมการฯ ชุดที่ 26 โดยเห็นควรสั่งฟ้อง 229 บุคคลถูกกล่าวหาในคดีโกง สว. โดยส่งสำนวนไปยังศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง เพื่อพิจารณาลงโทษต่อไป
2.ที่ประชุม กกต.มีมติเห็นด้วย ‘บางส่วน’ ตามความเห็น และข้อเท็จจริงในสำนวนของคณะกรรมการฯ ชุดที่ 26 แต่มองว่ามีบุคคลพัวพันกับขบวนการกระทำความผิดเรื่องนี้ไม่ถึง 229 คนตามที่มีการกล่าวหา อาจมีการพิจารณาสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาบางคน ส่วนผู้ถูกกล่าวหาระดับ ‘บิ๊กเนม’ อาจโดนตัดตอนให้สูญไป แต่อาจมี สว.ระดับ ‘น้ำเงินอ่อน’ หลายสิบคนโดนหางเลขไปด้วย
3.ที่ประชุม กกต.มีมติเห็นด้วยตามที่คณะอนุฯ ชุดที่ 36 เสนอ เห็นว่าผู้ถูกกล่าวหา 229 คนดังกล่าว ไม่มีความผิด ยกคำร้องทั้งหมด และส่งผลให้สำนวนการสืบสวนของดีเอสไอต้องสูญเปล่าไปด้วยเช่นกัน
แนวโน้มความเป็นไปได้ น่าจะออกมาแนวทางที่ 2.มากที่สุด ส่วนแนวทางที่ 3.ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เลย แต่แนวทางที่ 1.เป็นไปได้ยากถึงยากมากที่สุด เพราะหากเกิดขึ้นจริง จะสั่นคลอนเสถียรภาพการบริหารราชการแผ่นดินของ ‘รัฐบาลสีน้ำเงิน’ จนอาจต้องพังครืน ทว่าในปัจจุบัน ‘ยังไม่มีสัญญาณ’ เปลี่ยนตัวนายกฯหรือรัฐบาล ในเรื่องนี้
แต่หากออกมาแนวทางที่ 2.ฝ่าย กกต.และรัฐบาลจำเป็นต้องรับให้ดี เพราะฟากฝ่ายค้าน-ภาคประชาชน หากเห็นว่าผลคำตัดสินออกมา ‘ค้านสายตา’ อย่างหนัก อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการ ‘ลงถนน’ ของภาคประชาชน ทำให้รัฐบาลต้องรับมือศึก 2 ด้าน
ด้านหนึ่งถูกฝ่ายค้านวิพากษ์วิจารณ์โจมตี และซักฟอกในสภาฯ อีกด้านหนึ่งถูกภาคประชาชนลงถนน ก่อม็อบอยู่นอกสภาฯ จนอาจทำให้บริหารราชการแผ่นดินที่ปัจจุบันยักแย่ยักยันอยู่แล้ว ยิ่งหนักเข้าไปอีก
หากสถานการณ์เดินทางสุกงอมมาถึง ‘จุดเปลี่ยน’ อาจทำให้ ‘รัฐพันลึก’ จำเป็นต้องตัดสินใจ ‘เปลี่ยนข้าง’ ท้ายที่สุดหาก ‘น้ำเงิน’ ยังฝืนดึงดันต่อไป อาจถึงจุดล่มสลายทางการเมืองก็เป็นได้
เรื่องโดย ...ทีมข่าวการเมืองพิเศษ




