รูดม่านปิดฉากลงไปเรียบร้อยโรงเรียน กกต. พลันที่มีมติเสียงข้างมาก ส่งฟ้อง 77 ผู้ถูกกล่าวหาพัวพันขบวนการ ‘ฮั้ว สว.’ ในจำนวนนี้มี สว.ที่อยู่ในตำแหน่งจำนวน 25 คน มี สส.ภูมิใจไทย 1 คน และเครือข่าย ‘บ้านใหญ่’ อีกจำนวนหนึ่ง จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของ ‘ฝ่ายค้าน-ไอลอว์-ภาคประชาชน’ ระงมขึ้นมาทันทีว่า เกิดการ ‘ตัดตอน’ ไม่ให้ ‘บิ๊กเนมน้ำเงิน’ ตัวการสำคัญขึ้นสู่ศาล
เพราะในถ้อยแถลงของ ‘ณรงค์ กลั่นวารินทร์’ ประธาน กกต.เปิดหน้าแถลงข่าวเมื่อ 14 ก.ย.ที่ผ่านมา ระบุตอนหนึ่งว่า สาเหตุประการสำคัญเป็นเพราะ คำให้การของพยาน ‘รหัส 16/26’ ที่เล่าเบื้องลึกที่มาที่ไปของ ‘ขบวนการโกง สว.’ ดูไม่น่าเชื่อถือมาตั้งแต่ต้น ภายหลังมีการกลับคำให้การ รวมถึงพยานรายนี้ ต่อมาลาออกจากพรรคภูมิใจไทย ไปสังกัดพรรคกล้าธรรม ที่ในช่วงเวลานั้นเกิดเหตุ ‘เกาเหลา’ กันระหว่าง ‘ค่ายน้ำเงิน-เขียว’
ส่งผลให้ที่ประชุม กกต.มีมติเสียงข้างมาก เห็นควรส่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาเฉพาะ ข้อกล่าวหาที่ 3-7 ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. คือกรณี ผู้สมัครไม่ปฏิบัติตามวิธีการหรือเงื่อนไขที่ กกต.กำหนด ในการแนะนำตัวตามมาตรา 36 และมาตรา 70 มีการจัดทำให้เสนอให้ สัญญาว่าจะให้ หรือเตรียมจะให้ทรัพย์สิน และประโยชน์อื่นใดเพื่อจูงใจในการลงคะแนน ตามมาตรา 77 (1) มีการจัดเลี้ยงหรือรับจะจัดเลี้ยง เพื่อจูงใจผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิเลือก ตามมาตรา 77 (3) มีการเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใดเพื่อการลงสมัคร ตามมาตรา 79 และมีสิทธิเลือก เรียก รับ หรือยอมรับทรัพย์สิน และประโยชน์อื่นใด เพื่อเลือกหรือไม่เลือกผู้ใด ตามมาตรา 81
ส่วนข้อกล่าวหาสำคัญที่ 1-2 คือ กรรมการบริหารพรรคการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง สส. สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ช่วยเหลือให้ผู้สมัครได้รับเลือกเป็น สว.ตามมาตรา 76 วรรคหนึ่ง และผู้สมัครยินยอมให้บุคคลทางการเมืองหรือผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง ช่วยเหลือเพื่อให้ได้รับเลือกเป็น สว. ตามมาตรา 76 วรรคสอง ไม่ปรากฏว่ามี ‘นักการเมือง’ คนใดเข้าไปเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ ทำให้มีมติไม่ส่งใครฟ้องต่อศาลใน 2 ข้อกล่าวหานี้
ย้อนกลับไปในสำนวนการไต่สวนของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26 มีตัวแทนจากสำนักงาน กกต.และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เข้าไปร่วมเป็นกรรมการนั้น พบว่า มีผู้ถูกกล่าวหาในคดีนี้รวม 427 คน ตามที่ ‘ประธาน กกต.’ แถลงเอาไว้ ทว่าคณะที่ 26 มีมติเห็นควรสั่งฟ้อง ผู้ถูกกล่าวหาจำนวน 229 ราย
ทว่าต่อมาคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ที่นำสำนวนดังกล่าวมากลั่นกรองก่อนเสนอเข้าที่ประชุม กกต.นั้น กลับมีมติเสียงข้างมาก 5:2 เสียง มีความเห็นว่า ไม่เห็นควรสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด เนื่องจากไม่พบพฤติการณ์กระทำผิด
ทว่าที่ประชุม กกต.นำเอาสำนวนและความเห็นของคณะที่ 26 และคณะที่ 36 มาประกอบในการพิจารณาแล้ว และมีมติ 5:2 เช่นเดียวกันว่า ‘สั่งฟ้องบางส่วน’ ในคดีโกง สว. เป็นไปตามที่วิเคราะห์เอาไว้ว่า มีแนวโน้มออกมาแนวทางนี้มากที่สุด เพราะช่วยคลายแรงกดดันต่อสังคม ทำให้ ‘รัฐบาลสีน้ำเงิน’ สามารถตอบคำถาม และเดินหน้าบริหารราชการแผ่นดินได้ต่อ
มีรายงานว่า กกต.เสียงข้างน้อย 2 รายได้แก่ ‘สิทธิโชติ อินทรวิเศษ’ และ ‘ชาย ณ นคร’ โดยทั้ง 2 คน ได้รับการสรรหามาจาก สว.ชุดเดิม (250 สว.แต่งตั้งโดย คสช.) ส่วน กกต.เสียงข้างมาก 5 ราย ได้แก่ นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. นายฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ (ดำรงตำแหน่งมาตั้งแต่ยุค สนช.แต่งตั้ง ปัจจุบันรักษาการ กกต.) นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ นายณรงค์ รักร้อย และนายจิรุตม์ วิศาลจิตร
ประเด็นที่น่าสนใจ ‘พยานรหัสที่ 16/26’ ที่ กกต.กันเอาไว้เป็นพยานนั้น ประธาน กกต.ระบุเหตุผลว่า ในช่วงปี 2567 หลังเสร็จการเลือก สว.ระดับประเทศ และมีการประกาศผลเมื่อ ก.ค. 2567 นั้น กกต.ได้ยกความปรากฎ พร้อมกับรับคำร้องขึ้นมาไต่สวน คดีโกง สว. ทว่าในช่วงเวลานั้นยังไม่มีการกล่าวหาไปถึง ‘นักเลือกตั้ง’ ที่เป็นตัวการใหญ่ในขบวนการโกง สว.
ถัดมา 1 ปี ในปี 2568 คณะกรรมการฯ คณะที่ 26 ได้มีการพิจารณาเรื่องดังกล่าว และรับฟังความเห็นจาก ‘พยานรหัสที่ 16/26’ และพยานอื่น ๆ อีกบางปาก ทำให้มีการเพิ่มข้อกล่าวหาในมาตรา 76 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. เข้าไปด้วย ซึ่งประธาน กกต.มองว่า พยานเหล่านี้ มาให้การภายหลังมีการไต่สวนมานานถึง 1 ปี แถมในช่วงเวลาดังกล่าว พยานเหล่านี้บางคนมีพฤติการณ์ไม่น่าเชื่อถือ การมาให้ถ้อยคำดังกล่าว อาจมีเจตนาเป็นอื่นหรือไม่ ทำให้ไม่เชื่อถือพยานปากนี้ นำไปสู่การลงมติเสียงข้างมาก ไม่สั่งฟ้อง ‘บิ๊กเนมสีน้ำเงิน’ ดังกล่าว
พยานรหัสที่ 16/26 ไม่ใช่ใครอื่นที่ไหน คอการเมืองรู้จักกันดี เขาคือ ‘เอกราช ช่างเหลา’ นักการเมืองดังบ้านใหญ่ขอนแก่น อดีต สส.หลายสมัย เคยผ่านการสังกัดมาหลายพรรคการเมืองใหญ่ โดยในช่วงเกิดเหตุโกง สว.เขาสังกัด ‘พรรคภูมิใจไทย’ ทว่าภายหลังเขาถูกศาลพิพากษาจำคุก 5 ปี คดียักยอกเงินสหกรณ์ออมทรัพย์ครูขอนแก่นเกือบ 400 ล้านบาท พรรคภูมิใจไทย มีมติเอกฉันท์ขับเขาพ้นพรรค ทำให้ย้ายไปสังกัดพรรคกล้าธรรม จนถึงปัจจุบัน
‘เอกราช ช่างเหลา’ เล่าเหตุการณ์ต่าง ๆ ในขบวนการโกง สว.ในสำนวนการไต่สวนของคณะกรรมการฯ คณะที่ 26 ไว้ละเอียด สรุปพฤติการณ์คร่าว ๆ คือ มีบรรดาลูกท่านหลานเธอในพรรคภูมิใจไทย เป็นคนต้นการโกง สว.ขึ้น โดยใช้โปรมแกรมออฟไลน์คำนวณ สูตรคณิตศาสตร์ชั้นสูง มีการกระจายเงินผ่านเครือข่าย และบ้านใหญ่บางจังหวัด เพื่อจ่ายเงินจ้างให้มาสมัคร และโหวตเพื่อเลือกบุคคลเป็น สว. จนสุดท้ายได้ สว.สีน้ำเงินราว 140 คน คำกล่าวอ้างของ ‘เอกราช’ ได้รับการน่าเชื่อถือในสำนวนการไต่สวนของคณะที่ 26 กระทั่งถูกกันไว้เป็นพยานในชื่อ ‘รหัส 16/26’ นั่นเอง

‘เอกราช ช่างเหลา’
ในทางการเมือง ‘เอกราช ช่างเหลา’ อดีตครูสังกัดเทศบาลขอนแก่น ก่อนเจริญเติบโตเป็นนักธุรกิจทำหมู่บ้านจัดสรร และลงเล่นการเมืองครั้งแรกปี 2549 สมัคร สว.แต่ไม่ได้รับเลือก ทว่าในปี 2557 ภายหลังรัฐประหารโดย คสช.เขาได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กระทั่งเข้าร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ในปี 2561 ถูกตั้งแต่งเป็น ‘แม่ทัพอีสาน’ โดยว่ากันว่าเขามีความสนิทสนมใกล้ชิดกับ ‘ผู้กองคนดัง’
ช่วงชื่อ ‘ลุงตู่’ ยังขายได้ ‘เอกราช’ ควง ‘ลูกชาย’ ลงสมัคร สส.ขอนแก่น ปี 2562 เข้าวินทั้งคู่ กระทั่งเกิดเหตุการณ์ ‘ผู้กองคนดัง’ ถูกขับออกจากรัฐบาลในปี 2565 ‘เอกราช’ ไม่ได้ไปต่อกับ ‘ผู้กอง’ แต่ย้ายไปสังกัด ‘พรรคภูมิใจไทย’ แทน โดยในปี 2566 เขาก็ถูก ‘ค่ายน้ำเงิน’ ส่งลงสมัคร สส.ปาร์ตี้ลิสต์ และเข้าวินอีกครั้ง ท่ามกลางคดียักยอกทรัพย์เกือบ 400 ล้านบาทที่ติดตัวเขา และถูกสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) อายัดทรัพย์สินด้วย
ต่อมาในปี 2568 ศาลจังหวัดขอนแก่น มีคำพิพากษาจำคุก 5 ปีแก่ ‘เอกราช’ ในคดียักยอกทรัพย์สหกรณ์ครูขอนแก่น เกือบ 400 ล้านบาท พร้อมกับให้ชดใช้เงินทั้งหมด ในช่วงเวลาดังกล่าวเขาถูก ‘ค่ายน้ำเงิน’ มติเอกฉันท์ขับเขาพ้นจากพรรค ทำให้ตัวเขาย้ายไปซบเพื่อนเก่าแก่อย่าง ‘ผู้กองคนดัง’ อีกครั้ง
เหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัด ‘เอกราช’ ถูก ป.ป.ช.ชี้มูลฐานฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมฯอย่างร้ายแรง จากกรณียักยอกทรัพย์เฉียด 400 ล้านบาทดังกล่าว และศาลฎีกาพิพากษาเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดไป เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี ปิดฉากเส้นทางการเมืองของเขาเอาไว้นับแต่นั้น
ช่วงการเลือกตั้งปี 2566 ขอนแก่นยังคงเป็นพื้นที่หลักของ ‘ส้ม-แดง’ แม้ว่า ‘เอกราช’ เคยเป็นหนึ่งใน ‘บ้านใหญ่ขอนแก่น’ ลงสมัคร สส.เขต 4 และส่งลูกชาย ‘วัฒนา ช่างเหลา’ ลงเขต 2 ทว่ามีแค่ตัวเขาเท่านั้นที่เข้าวินชนะเลือกตั้ง ส่วน ‘วัฒนา’ ตกกราวดรูดได้คะแนนอันดับ 3 ทำให้ทั้งขอนแก่นมี สส.น้ำเงิน เจาะได้ 2 ที่นั่ง จากทั้งหมด 11 เขต ปราชัยทางการเมืองอย่างหนัก
หลังจาก ‘เอกราช’ พ่ายแพ้ในการเลือกตั้งใหญ่ แต่ในสนามท้องถิ่น อบจ.ขอนแก่น เขายังผลักดัน ‘วัฒนา ช่างเหลา’ บุตรชาย นั่งเก้าอี้นายก อบจ.ได้เมื่อปี 2567 แต่ต้องเผชิญคดีความ กระทั่งศาลอุทธรณ์ภาค 4 สั่งให้เลือกตั้งใหม่ นัดหย่อนบัตรอีกครั้ง 27 ก.ย.ที่จะถึงนี้
หลังจากนั้นชีวิตของ ‘เอกราช’ ผกพันอย่างหนัก ทั้งเผชิญคดียักยอกทรัพย์ คดีฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรม จนสุดท้ายย้ายสังกัดพรรคกล้าธรรม และในปี 2569 พรรคกล้าธรรมผงาดคว้าได้ถึง 3 ที่นั่งใน จ.ขอนแก่น

‘สหายแสง’ หรือ ‘ครูแก้ว’ ศุภชัย โพธิ์สุ
ในช่วงเวลาดังกล่าวระหว่างปี 2568-2569 เขาคือ ‘พยานปากเอก’ ในคดีโกง สว.กระทั่งมากลับคำให้การภายหลัง ส่งผลให้ไม่มีความน่าเชื่อถือ และกลายเป็นชนวนสำคัญทำให้ ‘บิ๊กเนม-กก.บห.น้ำเงิน’ ไม่ถูกสั่งฟ้องในตอนนี้
แต่ที่น่าสนใจในเรื่องนี้ ขยายผล 77 คนที่ถูก กกต.สั่งฟ้องศาลฎีกาฯ พบว่ามี 2 บิ๊กเนมสำคัญใน ‘ค่ายน้ำเงิน’ ติดร่างแหในเรื่องนี้ด้วย คนแรกคือ ‘สหายแสง’ หรือ ‘ครูแก้ว’ ศุภชัย โพธิ์สุ อดีตรองประธานสภาฯ คนที่ 2 อดีตบ้านใหญ่นครพนม ชื่อนี้ในพรรคคือระดับ ‘รุ่นใหญ่’ เพราะไม่ใช่แค่แกนนำพรรค แต่เขาคือแกนนำ ‘กลุ่มเพื่อนเนวิน’ ด้วยซ้ำ
การที่ปรากฏชื่อเขาถูกสั่งฟ้องคดีโกง สว.เรียกเสียงฮือฮาให้กับ ‘คอการเมือง’ ส่วนใหญ่ว่า เหตุใดคนระดับนี้ ถึง ‘หลุดคิวซี’ มาถูกฟ้องได้ เบื้องต้นยังไม่ได้รับการยืนยันว่า เกิดเหตุความขัดแย้ง หรือร้าวฉานใด ๆ ระหว่างเขากับแกนนำพรรคคนอื่น ๆ แต่คนวงใน ‘สีน้ำเงิน’ หลายคนรู้กันดีว่า ชื่อของ ‘สหายแสง’ ขายไม่ได้แล้วในทางการเมือง
เพราะเขาเพลี่ยงพล้ำหนัก ตั้งแต่พ่ายแพ้การเลือกตั้งปี 2566 ปราชัยแก่ ‘มนพร เจริญศรี’ แม่ทัพหญิงเพื่อไทย ห่างกันกว่า 9 พันแต้ม ส่วน ‘พูนสุข โพธิ์สุ’ คู่สมรส ก็พ่ายแพ้ผู้สมัคร สส.เพื่อไทย ไปเช่นกัน ต่อมาในปี 2569 แม้ตัวเขาลงไม่ได้ แต่ยังผลักดัน ‘ศุภพานี โพธิ์สุ’ บุตรสาวเข้าวินได้เป็น สส.เขต 1 นครพนม ได้
คดีความส่วนตัว ‘ศุภชัย’ ถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชี้มูลผิดคดีฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรม กรณีถือครองที่ดินกว่า 220 ไร่โดยไม่มีคุณสมบัติได้รับการจัดสรร ต่อมาศาลฎีกา พิพากษาตัดสิทธิทางการเมืองของเขาตลอดชีวิต เมื่อ มิ.ย. 2569 ที่ผ่านมา
เมื่อเส้นทางการเมืองของ ‘สหายแสง’ ต้องถูกหยุดไว้ แถมเผชิญแรงช้ำหนักจากทางการเมือง รวมถึงปราชัยจากสมรภูมิเลือกตั้ง 69 ที่ผ่านมา กระทั่งล่าสุด ตัวเขาต้องไปพิสูจน์ความยุติธรรมอีกครั้ง ในบัลลังก์ศาลฎีกาฯ กับคดีโกง สว.

‘โกเกียรติ’ สมเกียรติ เลียงประสิทธิ์
อีกรายคือ ‘โกเกียรติ’ สมเกียรติ เลียงประสิทธิ์ ‘บ้านใหญ่สตูล’ บิดาของนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย หรือ มท.4 หลายคนในดินแดนปลายด้ามขวานฝั่งอันดามัน รู้กันดีว่าชื่อของ ‘โกเกียรติ’ และตระกูลเลียงประสิทธิ์ มีความสนิทสนมใกล้ชิดกันอย่างมากกับ ‘ครูใหญ่อีสานใต้’ จนถึงขนาดสามารถส่งลูกมานั่งเก้าอี้ มท.4 ได้
เช่นเดียวกัน ‘เลียงประสิทธิ์’ สนิทสนมใกล้ชิด เป็นพันธมิตรทางการเมืองกับ ‘ตระกูลรัชกิจประการ’ มายาวนานหลายสิบปี คุมเครือข่ายเบ็ดเสร็จทั้งการเมืองระดับชาติ และท้องถิ่นในพื้นที่ฝั่งอันดามัน ทว่าในช่วงหลังมีเสียงเล่าอ้างว่ากันว่า ‘เลียงประสิทธิ์’ เกิดความร้าวฉานบางอย่างกับ ‘รัชกิจประการ’
ไม่นานนัก ต้นปี 2569 ‘โกเกียรติ’ กลับถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชี้มูลผิด ร่วมกับ ‘สัมฤทธิ์ เลียงประสิทธิ์’ ผู้เป็นลุง และนายก อบจ.สตูล กรณีไม่บอกเลิกจ้างโครงการก่อสร้างศูนย์บริการนักท่องเที่ยว อำเภอควนโดน จังหวัดสตูล เมื่อปีงบประมาณ 2559 ทั้งที่ผู้รับจ้างส่งมอบงานล่าช้า ถัดมา 14 ก.ย.ที่ผ่านมา กกต.มีมติสั่งฟ้องคดีโกง สว. ผู้ถูกกล่าวหา 77 ราย ในจำนวนนั้นกลับปรากฏชื่อ ‘โกเกียรติ’ รวมอยู่ด้วย สร้างความสับสนงุนงงให้กับคนการเมืองไม่น้อย
ไม่มีใครรู้ถึงเหตุผลเบื้องลึกฉากหลังว่า เหตุใดระดับ ‘สหายแสง’ ที่เคยเป็นถึง ‘แกนนำกลุ่มเพื่อนเนวิน’ และ ‘โกเกียรติ’ พันธมิตรทางการเมืองอย่างยาวนานกับ ‘เครือข่ายสีน้ำเงิน’ ถึงเผชิญวิบากกรรมทางคดีในช่วงหลัง
แต่อย่างน้อยสุภาษิตอมตะทางการเมืองอย่าง “ไม่มีมิตรแท้ และศัตรูถาวร” ยังคงใช้ได้เสมอ โดยเฉพาะกับ ‘การเมืองไทย’ ในช่วงเวลานี้
เรื่องโดย....ทีมข่าวการเมืองพิเศษ




