News Logo
หน้าแรก
สว.เสียงข้างน้อย บุก กกต.ถามต้นตอข้อกล่าวหา หลังถูกระบุเอี่ยวคดีฮั้ว

สว.เสียงข้างน้อย บุก กกต.ถามต้นตอข้อกล่าวหา หลังถูกระบุเอี่ยวคดีฮั้ว

21 ก.ย. 2569 15:54
ผู้ชม 11 คน
googleตั้ง Next News เป็นข่าวโปรดบน Google

สว.เสียงข้างน้อย "เทวฤทธิ์" ยื่น กกต. ทวงถามข้อมูล หลังถูกกล่าวหาเอี่ยว "ฮั้ว สว." แม้ กกต. มีมติเอกฉันท์ "ยกคำร้อง" ไปแล้ว แต่ไม่เคยได้รับแจ้งข้อกล่าวหา ข้อเท็จจริง พยานหลักฐานโดยสรุป หวังยื่นหนังสือวันนี้จะทำให้รู้ที่มา-จุดเรื่องต้นร้องเรียน

สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2569 นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ซึ่งอยู่ในกลุ่ม สว.เสียงข้างน้อย เดินทางมายื่นหนังสือถึงสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อขอเปิดเผยและจัดส่งข้อมูล ข้อกล่าวหา ข้อเท็จจริง และพยานหลักฐานโดยสรุป จากที่ปรากฏชื่อเอกสารข่าว เลขที่ 456/2569 กกต.ล่าสุด ว่าตนในลำดับผู้ถูกร้องที่ 361 ซึ่งอยู่ในกลุ่มที่ 2 ข้อกล่าวหาที่ 5 ตามมาตรา 77 วรรคหนึ่ง (3) "เลี้ยงหรือรับจะจัดเลี้ยงผู้ใด" และสำนวนอื่น แม้คำร้องดังกล่าวจะ กกต. จะมีมติเอกฉันท์ให้ "ยกคำร้อง" ไปเมื่อวันที่ 14 ก.ย.ที่ผ่านมา แต่ที่ผ่านมาตนไม่เคยถูกแจ้งข้อกล่าวหา ข้อเท็จจริง และพยานหลักฐานโดยสรุปเลย ดังนั้นการมายื่นหนังสือในวันนี้ อย่างน้อยที่สุดตนก็หวังว่าจะได้รู้ว่าโดนจากกรณีไหนอย่างไร

หลังการยื่นหนังสือ นายเทวฤทธิ์ได้แถลงข่าวเนื้อหาระบุถึงข้อกังวลและความต้องการในรายละเอียดของกระบวนการที่เกิดขึ้น

การปรากฏชื่อในฐานะผู้ถูกร้องโดยไม่ทราบข้อกล่าวหาและกระบวนการที่คลุมเครือ

นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย เปิดเผยว่า ตนเองรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมากเมื่อชื่อของตนปรากฏอยู่ในรายชื่อผู้ถูกร้อง 427 คน ที่ กกต. ได้มีมติวินิจฉัยไปเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา แม้ว่ามติที่ออกมาจะเป็นเอกฉันท์ให้ "ยกคำร้อง" ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับตนก็ตาม แต่ประเด็นสำคัญที่นายเทวฤทธิ์เน้นย้ำคือ ตนไม่เคยได้รับแจ้งข้อกล่าวหา ไม่เคยถูกเรียกให้มาให้ข้อมูล หรือชี้แจงข้อเท็จจริงใด ๆ เกี่ยวกับคดีนี้มาก่อนเลย ซึ่งตามกฎหมายของ กกต. แล้ว ผู้ถูกกล่าวหาจะต้องได้รับการแจ้งข้อกล่าวหาอย่างชัดเจนก่อนดำเนินการใด ๆ การที่ชื่อตนปรากฏอยู่ในคำวินิจฉัยโดยไม่เคยผ่านกระบวนการรับทราบข้อกล่าวหามาก่อนนั้น ถือเป็นปัญหาอย่างยิ่งในด้านกระบวนการยุติธรรมและความโปร่งใส

นายเทวฤทธิ์ยังกล่าวเสริมว่า ในอดีตตนเคยถูกร้องเรียนในคดีอื่น และเคยมาให้ปากคำกับ กกต. เพียงครั้งเดียว ในประเด็นที่เกี่ยวกับคุณสมบัติการเป็นสมาชิกวุฒิสภา ว่าตนไม่ได้ทำงานเป็นนักข่าวครบ 10 ปี ซึ่งในครั้งนั้นตนได้นำหลักฐานมาแสดงและ กกต. ก็มีมติยกคำร้องไปในที่สุด อย่างไรก็ตาม คดีในครั้งนั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับคุณสมบัติ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาเรื่อง "ฮั้ว สว." หรือ "เลี้ยงหรือรับจะจัดเลี้ยงผู้ใด" แต่อย่างใด ดังนั้น การที่อยู่ดี ๆ มีชื่อปรากฏในเอกสารข่าวว่าเป็นผู้ถูกร้องในคดีฮั้ว สว. โดยไม่มีการแจ้งหรือเรียกสอบก่อน จึงสร้างความสับสนและกังวลใจเป็นอย่างมาก ไม่เพียงแต่ตนเองเท่านั้น อาจารย์นันทนา นันทวโรภาส ซึ่งมีชื่อปรากฏในรายชื่อผู้ถูกร้องเช่นกัน ก็มีความกังวลใจในลักษณะเดียวกัน

ข้อกล่าวหา "เลี้ยงหรือรับจะจัดเลี้ยงผู้ใด" -กรณีห้องจูปีเตอร์

สำหรับข้อกล่าวหาที่นายเทวฤทธิ์ปรากฏชื่อในเอกสารข่าว คือความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งวุฒิสภา มาตรา 77 วรรคหนึ่ง อนุที่ 3 ซึ่งระบุถึงการ "เลี้ยงหรือรับจะจัดเลี้ยงผู้ใด" โดยมีส่วนท้ายเพิ่มเติมว่า "และสำนวนอื่น" ซึ่งนายเทวฤทธิ์ยอมรับว่าไม่ทราบแน่ชัดว่าตนถูกกล่าวหาในประเด็นเรื่องการจัดเลี้ยง หรือเป็นกรณี "สำนวนอื่น" กันแน่ หากเป็นเรื่องการจัดเลี้ยง นายเทวฤทธิ์เชื่อว่าอาจเกี่ยวข้องกับกิจกรรมที่ห้องจูปีเตอร์ ซึ่งเป็นสถานที่จัดงานใกล้กับอิมแพ็ค เมืองทองธานี ที่ใช้เป็นสถานที่เลือก สว. ระดับประเทศ โดยนายเทวฤทธิ์ยอมรับว่าตนเองได้เข้าร่วมกิจกรรมที่ห้องจูปีเตอร์ในวันนั้นจริง

นายเทวฤทธิ์ได้ชี้แจงถึงลักษณะของกิจกรรมที่ห้องจูปีเตอร์ว่า เป็นการรวมตัวกันของผู้สมัคร สว. เพื่อแนะนำตัว แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และรณรงค์เป้าหมายร่วมกันในการผลักดันให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยตั้งเป้าหมายว่าต้องการให้มี สว. ที่มีแนวคิดสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างน้อย 1 ใน 3 หรือประมาณ 67 คน เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดในการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ร่างโดยคณะผู้ยกร่าง อย่างนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ได้เขียนล็อกเอาไว้ กิจกรรมดังกล่าวมีการเชิญชวนทั้งผู้สมัครที่ผ่านเข้ารอบและผู้ที่ตกรอบไปแล้ว มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์และแรงบันดาลใจ ซึ่งส่วนตัวขอยืนยันว่ากิจกรรมนี้มีความโปร่งใส และผู้จัดงานตั้งใจที่จะเชิญ กกต. มาร่วมสังเกตการณ์ด้วยซ้ำ

เกี่ยวกับการตีความข้อกล่าวหา "เลี้ยงหรือรับจะจัดเลี้ยงผู้ใด" นายเทวฤทธิ์ย้ำว่า การจัดเลี้ยงตามเจตนารมณ์ของกฎหมายเลือกตั้งนั้น มุ่งไปที่การเลี้ยงเพื่อ "จูงใจ" ให้ผู้ได้รับการเลี้ยงไปเลือกตามที่ผู้จัดต้องการ อย่างไรก็ตาม ในวันที่มีกิจกรรมที่ห้องจูปีเตอร์นั้น ไม่มีการจัดอาหารหรือเครื่องดื่มเพื่อจูงใจใดๆ ผู้เข้าร่วมจะต้องซื้ออาหารและน้ำดื่มด้วยตนเอง เป้าหมายหลักของกิจกรรมคือการแนะนำตัวและการรวมกลุ่มผู้ที่มีแนวคิดคล้ายกันเพื่อผลักดันวาระการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งผลลัพธ์ของการเลือก สว. ที่ออกมาก็ชี้ให้เห็นว่า ผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่ไม่ได้เลือกตามที่ได้มีการพูดคุยแนะนำตัวกันในกิจกรรมนั้น เนื่องจากไม่มีการผูกมัดหรืออามิสสินจ้างใด ๆ ที่จะบังคับให้พวกเขาเลือกตาม ดังนั้นกิจกรรมดังกล่าวไม่ใช่การ "ฮั้ว" หรือการจัดเลี้ยงเพื่อจูงใจอย่างที่ถูกกล่าวหา

นายเทวฤทธิ์ยังกล่าวย้อนไปถึงคำกล่าวของนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ที่เคยให้สัมภาษณ์หลังการสังเกตการณ์กิจกรรมในลักษณะเดียวกันว่า การจัดกิจกรรมเพื่อมาพบปะกันนั้นไม่ถือว่าผิดกฎหมาย หากไม่มีการให้อามิสสินจ้างหรือสิ่งจูงใจใด ๆ

ข้อวิจารณ์กระบวนการของ กกต. -คำสั่งศาลปกครองที่ถูกนำมาอ้าง

นายเทวฤทธิ์ได้กล่าววิพากษ์วิจารณ์การทำงานของ กกต. ที่มักจะอ้างถึงคำสั่งศาลปกครองว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้ กกต. ขาดเครื่องมือในการควบคุมการเลือกตั้ง ซึ่งตนเองเป็นหนึ่งในผู้ที่เคยเป็นโจทก์ฟ้องร้อง กกต. ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับระเบียบการแนะนำตัวผู้สมัคร สว. ด้วย โดยนายเทวฤทธิ์ชี้แจงว่า คำพิพากษาของศาลปกครองที่ถูกนำมาอ้างนั้น เกี่ยวข้องกับการเพิกถอนระเบียบ กกต. ที่จำกัดการแนะนำตัวผู้สมัครเพียงเอกสาร 2 หน้ากระดาษ A4 และห้ามนำเอกสารดังกล่าวเข้าไปในหน่วยเลือกตั้ง ศาลปกครองมองว่าระเบียบดังกล่าวเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพในการสื่อสารและการมีส่วนร่วมของประชาชนมากเกินไป และไม่ได้ขัดต่อความสงบเรียบร้อยแต่อย่างใด

นายเทวฤทธิ์ยืนยันว่า เอกสารที่ศาลสั่งเพิกถอนนั้นคือ "เอกสารแนะนำตัว 2 หน้า A4" ไม่ใช่โพยคำสั่งหรือเอกสารอื่นใดที่เกี่ยวกับการทุจริต ดังนั้น การที่ กกต. โดยเฉพาะว่าที่ ร.ต.ภาสกร สิริภัคยากร และนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.พยายามโทษว่าคำสั่งศาลปกครองเป็นต้นเหตุที่ทำให้ กกต. ไม่มีเครื่องมือควบคุมการเลือกตั้ง เปรียบเสมือนการ "โยนแพะ" หรือ "โทษผิดฝาผิดตัว" หาก กกต. เล็งเห็นว่าจะมีปัญหาจริง ก็สามารถออกระเบียบใหม่ที่เหมาะสมกว่าได้ เพราะ กกต. เคยออกระเบียบแก้ไขระเบียบเดิมเกี่ยวกับการแนะนำตัวมาแล้วก่อนที่ศาลจะมีคำพิพากษาด้วยซ้ำไป ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลใดที่ กกต. จะอ้างว่าไม่มีเครื่องมือในการกำกับดูแล

“เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ มาตรา 107 ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. นั้น มุ่งเน้นการสร้าง "การมีส่วนร่วม" ของกลุ่มอาชีพต่างๆ ซึ่งการจำกัดการแนะนำตัวผู้สมัครนั้นขัดต่อเจตนารมณ์ดังกล่าว ศาลปกครองจึงพิจารณาในประเด็นนี้และเห็นว่าการเปิดโอกาสให้แนะนำตัวได้มากขึ้นไม่ขัดต่อความเรียบร้อย การที่ กกต. ออกมาระบุว่าตนขาดเครื่องมือป้องกันการฮั้วหรือทุจริตเพราะคำสั่งศาล จึงไม่เป็นธรรมและเป็นการบิดเบือนเจตนารมณ์ที่แท้จริงของคำพิพากษา” นายเทวฤทธิ์กล่าว

ข้อเรียกร้องความเป็นธรรมและมาตรฐานเดียวกัน

นายเทวฤทธิ์ได้เรียกร้องให้ กกต. ดำเนินการด้วยความเป็นธรรมและใช้มาตรฐานเดียวกันกับผู้ถูกกล่าวหาทุกคน โดยอ้างถึงกรณีของ สว.คนอื่น อย่างนายพิสิฐ ลี้อาธรรม ซึ่งเป็นโฆษกวิปวุฒิสภา ที่เคยเรียกร้องให้กระบวนการเป็นไปตามมาตรฐานเดียวกัน และใช้เวลาในการตรวจสอบยาวนานกว่าหนึ่งปี

“ผมก็ขอมาตรฐานเดียวกับท่านพิสิฐเช่นกัน ไม่ได้หวังว่าจะต้องใช้เวลานานขนาดนั้น แต่ต้องการให้กระบวนการมีความโปร่งใสและเป็นไปตามระบบระเบียบที่ถูกต้อง” นายเทวฤทธิ์กล่าว

นายเทวฤทธิ์ยืนยันว่าตนยินดีที่จะเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบของ กกต. อย่างเต็มที่ และไม่ต้องการหลบหนีหรือปกปิดข้อมูลใด ๆ

เมื่อถามว่าต้องการทราบตัวตนของผู้ร้องเรียนหรือไม่ นายเทวฤทธิ์ตอบว่า ตนไม่จำเป็นต้องรู้ว่าใครเป็นผู้ร้อง หรือ กกต. ตั้งเรื่องขึ้นมาเอง สิ่งสำคัญที่สุดคือการได้รับทราบข้อกล่าวหา ข้อเท็จจริง และพยานหลักฐานโดยสรุปอย่างชัดเจน เพื่อที่ตนจะสามารถเข้าใจและชี้แจงประเด็นที่ถูกกล่าวหาได้ การเปิดเผยข้อมูลในส่วนนี้เป็นไปตามหลักการความเป็นธรรมที่ผู้ถูกกล่าวหาพึงได้รับ

นายเทวฤทธิ์ยังได้ชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่าง "การรู้จักกัน" ในแวดวงการเมือง กับ "การทุจริต" หรือ "การฮั้ว" การที่บุคคลในแวดวงการเมืองรู้จักกันหรือเคยทำงานร่วมกันถือเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่สิ่งที่ตัดสินว่ามีความผิดตามมาตรา 77 ของ พ.ร.บ. สว. หรือไม่นั้น ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงว่ามีการให้อามิสสินจ้าง การหลอกลวง หรือการข่มขู่หรือไม่ ไม่ใช่เพียงแค่การมีภาพถ่ายร่วมกัน หรือเคยเป็นสมาชิกพรรคการเมืองมาก่อน ซึ่งเป็นเรื่องปกติของวิถีชีวิตทางการเมือง

 

แท็กที่เกี่ยวข้อง
ฮั้ว สว.



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'ศุภจี'ลุ้นปิดดีลความตกลงฯกับUSTR หวังคงภาษีก่อนประกาศผล ม.301
'ศุภจี'ลุ้นปิดดีลความตกลงฯกับUSTR หวังคงภาษีก่อนประกาศผล ม.301