News Logo
หน้าแรก
'อนุทิน'สั่งล่าขบวนการโกงสอบฯ 2 พัน ล.ชี้ผู้ทำผิดอาศัยช่วง รบ.เป็ดง่อย

'อนุทิน'สั่งล่าขบวนการโกงสอบฯ 2 พัน ล.ชี้ผู้ทำผิดอาศัยช่วง รบ.เป็ดง่อย

1 ต.ค. 2569 21:00
ผู้ชม 46 คน
googleตั้ง Next News เป็นข่าวโปรดบน Google

"อนุทิน" ลั่นภารกิจแห่งชาติ! ลุยทลายขบวนการโกงสอบท้องถิ่น 2.4 พันล้านนายกฯ ย้ำ "ดูพฤติกรรม ไม่สนชื่อ" ตามล่าทรัพย์สินคืน 320 ล้านบาทชี้คนทำผิดอาศัยช่วง "รัฐบาลเป็ดง่อย" สร้างความเสียหายร้ายแรงประชาชนคือผู้แบกรับภาระ - ประสาน 7 หน่วยงานปราบโกง มุ่งสร้างความเชื่อมั่นและธรรมาภิบาล

สำนักข่าว Next News รายงานว่า เมื่อวันที่ 1 ต.ค. ที่ห้องจูบิลลี่ อินแพค อารีน่า เมืองทองธานี นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวในงาน ZEO Corruption คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) และเพื่อนไม่ทน ถึงการแก้ปัญหาทุจริตในหลายประเด็น โดยกล่าวว่าการทุจริตคอร์รัปชันเป็นโจทย์สำคัญที่ประเทศไทยต้องเร่งผลักดันจากนโยบายไปสู่การปฏิบัติจริง รัฐบาลชุดปัจจุบันกำหนดให้ "ไม่มีการคอร์รัปชันในประเทศเรา" เป็นภารกิจแรกที่ต้องดำเนินการ และได้นำเสนอกรณีการทุจริตสอบท้องถิ่นเป็นกรณีศึกษาสำคัญที่รัฐบาลกำลังดำเนินการแก้ไขอย่างจริงจัง เพื่อเรียกคืนความเชื่อมั่นและธรรมาภิบาลในระบบราชการ

นายอนุทิน ระบุว่า ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันที่สั่งสมมานานได้บ่อนทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อภาครัฐ ทำให้ผู้ประกอบการไม่มั่นใจในการแข่งขันที่เป็นธรรม และนักลงทุนขาดความเชื่อมั่นในกติกาของประเทศ เนื่องจากอำนาจรัฐถูกนำไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว ซึ่งส่งผลให้ความเป็นนิติรัฐและหลักธรรมาภิบาลถูกกลั่นกรอง

นายกรัฐมนตรีได้อธิบายว่าความเชื่อมั่นของประเทศเป็นเครดิตที่ไม่อาจซื้อได้ด้วยเงิน แต่ต้องสร้างขึ้นจากการทำงานที่มีความประพฤติที่ดี และการบังคับใช้กฎหมายที่เคร่งครัดตรงไปตรงมา รัฐบาลชุดนี้จึงมุ่งมั่นที่จะฟื้นฟูและสร้างสิ่งเหล่านี้ให้กลับคืนมาเป็นรากฐานสำคัญของประเทศ

ขนาดของการทุจริตสอบท้องถิ่น: ความเสียหายมูลค่า 2.4 พันล้านบาท

นายกรัฐมนตรีได้นำกรณีการทุจริตสอบท้องถิ่นขึ้นมาเป็นกรณีตัวอย่างของการทุจริตในภาครัฐที่รัฐบาลให้ความสำคัญในการแก้ไข ปัญหานี้ยังคงเป็นข่าวรายวันในสื่อและโซเชียลมีเดีย สะท้อนให้เห็นถึงลักษณะของการทุจริตที่มีขนาดใหญ่และซับซ้อน

นายอนุทินได้เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับขอบเขตของปัญหานี้ โดยระบุว่ามีผู้ติดต่อกว่า 300,000 คน เพื่อสมัครสอบในตำแหน่งราชการท้องถิ่น ซึ่งมีตำแหน่งที่ต้องการรับประมาณ 80,000 คน ที่น่าตกใจคือ ขบวนการทุจริตได้เรียกเก็บค่าใช้จ่ายเฉลี่ยจากผู้สมัครสูงถึงรายหัวคนละ 300,000 บาท เมื่อคำนวณจากตัวเลขดังกล่าว มูลค่าความเสียหายรวมที่หมุนเวียนอยู่ในขบวนการทุจริตครั้งนี้จึงสูงถึง 2,400 ล้านบาท ซึ่งนี่คือ "การทุจริตในสเกลใหญ่" อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในรอบหลายปี ซึ่งสร้างความเสียหายอย่างมากต่อระบบราชการและงบประมาณของประเทศ

ช่วงเวลาของการก่อเหตุ: การอาศัยช่องว่าง "รัฐบาลรักษาการ"

นายอนุทินได้ชี้แจงถึงปัจจัยสำคัญที่เอื้อให้เกิดการทุจริตขนาดใหญ่นี้ขึ้น โดยกล่าวว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในห้วงเวลาที่ประเทศกำลังเผชิญกับ "ช่องว่างของการบริหาร" ซึ่งตรงกับช่วงที่รัฐบาลได้ประกาศยุบสภาและเข้าสู่การเป็นรัฐบาลรักษาการในช่วงปลายเดือนธันวาคมของปีที่ผ่านมา ขบวนการผู้กระทำความผิดน่าจะวิเคราะห์สถานการณ์และคาดการณ์ว่ารัฐบาลรักษาการในขณะนั้นมีลักษณะเป็น "เป็ดง่อย" ที่ไม่มีอำนาจเต็มที่ และอาจจะไม่ได้กลับมาเป็นรัฐบาลอีกในอนาคต ดังนั้น พวกเขาจึงมองว่าช่วงเวลานั้นคือ "โอกาสที่ดีที่สุด" ที่จะดำเนินการทุจริตอย่างไม่เกรงกลัวและเต็มรูปแบบ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่าเชื่อว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดการทุจริตในลักษณะนี้ โดยคาดการณ์ว่าขบวนการเหล่านี้อาจเคยทำสำเร็จมาแล้วหลายครั้งในการสอบคัดเลือกตำแหน่งจำนวนมากถึง 1,400-2,000 อัตราต่อปีถึง 2 ครั้งในแต่ละเดือน การที่พวกเขาดำเนินการในช่วงรัฐบาลรักษาการ สะท้อนถึงการใช้โอกาสจากความเปราะบางทางการเมือง เพื่อแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไป เมื่อรัฐบาลปัจจุบันได้กลับเข้ามาบริหารประเทศ และกลไกการตรวจสอบของราชการยังคงทำงานอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ ซึ่งส่งผลให้เรื่องราวของการทุจริตครั้งนี้ได้ปรากฏเป็นที่รับรู้ของสาธารณะในทันทีที่รัฐบาลใหม่เข้ามาดำเนินการ โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า "เรื่องนี้โผล่ขึ้นมาทันที" แสดงให้เห็นถึงความรวดเร็วในการตรวจจับและการเปิดเผยข้อมูลเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง และระบบการตรวจสอบกลับมาทำงานอย่างเข้มแข็ง

แรงจูงใจในการทุจริตและผลกระทบต่อสังคมโดยรวม

นายกรัฐมนตรีได้ตั้งคำถามและวิเคราะห์ถึงเหตุผลที่ผู้คนจำนวนมากยอมจ่ายเงินสูงถึง 300,000 บาท เพื่อให้ได้เข้ารับราชการในตำแหน่งท้องถิ่น จากมุมมองของผู้ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต อาจมองว่าเป็นการลงทุนที่ "คุ้มซะยิ่งกว่าคุ้ม" เพราะการได้เข้ารับราชการจะได้รับผลประโยชน์มากมายตลอดชีวิตที่เหนือกว่าอาชีพทั่วไป อาทิ เงินเดือนที่มั่นคง สวัสดิการภาครัฐที่ครอบคลุม กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ รวมถึงสวัสดิการการรักษาพยาบาลที่ครอบคลุมไปถึงญาติ และที่สำคัญที่สุดคือ เงินบำนาญตลอดชีวิตที่จะได้รับหลังเกษียณอายุราชการ นายอนุทินกล่าวว่าสิ่งเหล่านี้เป็น "แรงจูงใจที่ทำให้เกิดการเรียกร้องแล้วก็เกิดการทุจริตขึ้นมา" เพราะเป็นการรับประกันความมั่นคงในชีวิตไปจนสิ้นสุดลง ซึ่งเป็นสิ่งที่หลายคนแสวงหา

อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำว่าผู้ที่ได้รับผลกระทบและเป็นผู้แบกรับความเสี่ยงและความเสียหายจากการทุจริตเหล่านี้ไม่ใช่เพียงแค่ผู้สมัครที่จ่ายเงิน แต่คือ "ประชาชนทุกคน รวมถึงลูกหลานในอนาคต" ของประเทศชาติ การได้มาซึ่งข้าราชการที่ไม่สุจริตและไร้ซึ่งความรู้ความสามารถผ่านการซื้อตำแหน่ง จะส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพของการดูแลบ้านเมือง การให้บริการสาธารณะ และสวัสดิภาพของประชาชนโดยรวม ซึ่งถือเป็นการบ่อนทำลายระบบราชการและสร้างความเสียหายให้กับสังคมในระยะยาว การทุจริตดังกล่าวทำให้ประชาชนต้องแบกรับภาระจากข้าราชการที่เข้ามาโดยมิชอบ ทำให้ความไว้วางใจในภาครัฐลดลง และเป็นการขโมยโอกาสจากผู้ที่มีความรู้ความสามารถอย่างแท้จริง รัฐบาลจึงต้องดำเนินการอย่างเฉียบขาด เด็ดขาด และรวดเร็วกับผู้เกี่ยวข้องในคดีนี้ เพื่อเรียกคืนความชอบธรรมและทรัพย์สินของรัฐที่ถูกฉ้อฉลไปให้กลับคืนมา และหยุดยั้งการสร้างความเสียหายให้กับสังคมและประเทศชาติในทุกรูปแบบ

การตอบสนองของรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง: การผนึกกำลังปราบปราม

เมื่อเรื่องการทุจริตสอบท้องถิ่นถูกเปิดเผยและปรากฏสู่สาธารณะ รัฐบาลปัจจุบันได้ดำเนินการอย่างรวดเร็วและเป็นระบบ นายอนุทินในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (ในขณะนั้น) ได้มีการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) เรื่องการต่อต้านคอร์รัปชันร่วมกับ 7 หน่วยงานหลัก เพื่อบูรณาการการทำงานร่วมกันในการปราบปรามการทุจริต ซึ่งหน่วยงานหลักเหล่านี้ ได้แก่ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.), สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.), สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) และ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) พร้อมด้วยหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบ

นายกรัฐมนตรีได้ระบุว่าในกรณีการทุจริตสอบท้องถิ่นนี้ ป.ป.ช. เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการ โดยยืนยันว่าการดำเนินการของ ป.ป.ช. จะเป็นไปอย่างอิสระ ปราศจากอิทธิพล หรือข้อต่อรองใด ๆ ทั้งสิ้น เพื่อให้การสืบสวนสอบสวนเป็นไปอย่างตรงไปตรงมา ไม่มีความเกรงใจใคร และเป็นไปตามพยานหลักฐานที่ปรากฏอย่างแท้จริง การนี้เป็นสิ่งที่รัฐบาลได้วางรากฐานและเชื่อมั่นในกลไกการทำงานของหน่วยงานต่อต้านคอร์รัปชัน

นายอนุทินกล่าวเสริมว่า กลไกของภาครัฐในปัจจุบันที่ทำงานร่วมกับการตรวจสอบของสังคม และความรวดเร็วของการเผยแพร่ข่าวสารในโลกโซเชียลมีเดีย ทำให้ทุกคนต้องอยู่ในกรอบความถูกต้อง ผู้ที่คิดจะทุจริตคอร์รัปชันจะเผชิญความยากลำบากมากขึ้นอย่างแน่นอน เนื่องจากรัฐบาลจะดำเนินการด้วยความชัดเจน คือ "ปิดโอกาสโกง เปิดโอกาสตรวจสอบ และปิดหนทางช่วยเหลือผู้กระทำผิด" ซึ่งเป็นหลักการสำคัญที่รัฐบาลและตนเองจะยึดถือในการทำงานอย่างเคร่งครัด

หลักการบังคับใช้กฎหมายและการติดตามทรัพย์สินในคดีทุจริตสอบท้องถิ่น

นายกรัฐมนตรีเปิดเผยถึงความคืบหน้าของการดำเนินการ ณ ขณะนี้ว่าได้มีการติดตามและอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับคดีทุจริตสอบท้องถิ่นคืนมาแล้วกว่า 320 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นจำนวนที่มีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม นายอนุทินได้ระบุว่าคดีนี้ "ยังไม่จบ" และจะมีการขยายผลการสืบสวนสอบสวนต่อไปอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำผู้กระทำผิดมารับโทษตามกฎหมายให้ได้มากที่สุด โดยรัฐบาลได้ยึดหลักปฏิบัติที่สำคัญซึ่งได้มอบไว้ให้แก่ผู้ปฏิบัติงานทุกคนได้ยึดถือและดำเนินการ นั่นคือ "ดูพฤติกรรม ไม่สนชื่อ"

หลักการนี้หมายความว่า การทำงานจะไม่ยึดติดกับชื่อเสียง นามสกุล ยศถาบรรดาศักดิ์ หรือความเชื่อมโยงกับบุคคลใด ๆ ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นคนใหญ่คนโตเพียงใด หรือมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับใครก็ตาม ผู้ปฏิบัติงานจะมุ่งเน้นไปที่หลักฐานและพฤติการณ์ของการกระทำความผิดเป็นสำคัญ เมื่อหลักฐานครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว ไม่ว่าจะเป็นใครก็ต้องรับโทษตามกฎหมายอย่างเท่าเทียม ไม่มีข้อยกเว้นหรือการช่วยเหลือใด ๆ ทั้งสิ้น นายอนุทินได้กล่าวถึงกรณีที่หากเพื่อนสนิทหรือญาติสนิทมีชื่อพัวพันกับการทุจริต ก็จะต้องถูกดำเนินการตามกฎหมายอย่างเต็มที่ ซึ่งแสดงถึงการไม่ประนีประนอมกับผู้ทุจริต

นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่าระบบกฎหมายปัจจุบันไม่สามารถอนุญาตให้มีการช่วยเหลือผู้กระทำผิดได้ง่ายนัก และรัฐบาลจะปิดหนทางที่บุคคลใดก็ตามจะใช้อำนาจมาช่วยให้คนโกงพ้นผิด นี่คือกระบวนการยุติธรรมที่ต้องทำด้วยความรวดเร็ว ไม่มีการทุจริตเกิดขึ้นกลางทาง ต้องติดตามขยายผลไปจนถึงผู้สั่งการ ต้องขยายผลหาผู้กระทำผิดให้มากที่สุด และติดตามทรัพย์สินทางกฎหมายด้วย การจัดการทางคดีเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ แต่ต้องทำให้ขบวนการนี้หมดไปโดยการเข้ายึดทรัพย์ อายัดทรัพย์ ทำให้ทุกอย่างตกเป็นของรัฐ เพื่อคืนความเป็นธรรมและป้องกันการกระทำผิดซ้ำในอนาคต

แท็กที่เกี่ยวข้อง
ทุจริตสอบท้องถิ่น

ก

ก

ก



ก

ก

ก

section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'อนุทิน' พร้อมแขวนนวม หากปราบทุจริตสำเร็จ เพราะตอบโจทย์ตัวเองได้แล้ว
'อนุทิน' พร้อมแขวนนวม หากปราบทุจริตสำเร็จ เพราะตอบโจทย์ตัวเองได้แล้ว