"ศุภชัย" โวย "รังสิมันต์ โรม" ใช้อำนาจประธาน กมธ.กมฯ เกินขอบเขต ทำ กมธ.กม.ฯ ฝั่งรัฐบาลคว่ำประชุม ยัน นายกฯ พร้อมแจงปมทุจริตสอบท้องถิ่น หากถูกข้อบังคับ จี้ประธานสภาฯ รีบวินิจฉัยด่วน
สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2569 ที่รัฐสภา นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ และประธานฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย ได้แถลงข่าวแสดงจุดยืนคัดค้านนายรังสิมันต์ โรม ประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน ต่อกรณีที่นายรังสิมันต์ได้เรียกนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มาชี้แจงกรณีการทุจริตสอบท้องถิ่น
นายศุภชัยเปิดเผยว่า คณะกรรมาธิการจากพรรคร่วมรัฐบาลได้มีมติร่วมกันที่จะไม่เข้าร่วมการประชุมของคณะกรรมาธิการ โดยมีจุดประสงค์เพื่อแสดงจุดยืนที่ชัดเจนว่า หากประธานคณะกรรมาธิการไม่ดำเนินการให้ถูกต้องตามข้อบังคับ เราก็จะไม่เข้าร่วมประชุม อันเนื่องมาจากพฤติการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในการประชุมคณะกรรมาธิการ ซึ่งฝ่ายรัฐบาลมองว่าเป็นการดำเนินการที่อาจผิดข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรอย่างร้ายแรง โดยเฉพาะการที่ประธานคณะกรรมาธิการสั่งบรรจุวาระการประชุมเองโดยไม่มีมติเห็นชอบจากที่ประชุมคณะกรรมาธิการ
นายศุภชัยย้ำว่าการดำเนินการในลักษณะนี้ไม่ได้เป็นไปตามอำนาจหน้าที่ที่ถูกต้องของคณะกรรมาธิการกฎหมาย ส่งผลให้การประชุมที่เกิดขึ้นมีกรรมาธิการที่คงเหลืออยู่ไม่ถึงกึ่งหนึ่งตามข้อบังคับ และไม่สามารถมีมติใดๆ ออกมาได้อย่างชอบด้วยกฎหมาย ทำให้การประชุมดำเนินไปโดยขาดความชอบธรรม และเป็นเพียงการแสดงออกซึ่งความเห็นของฝ่ายค้านเท่านั้น
ประธานฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทยยังได้กล่าวถึงต้นตอของปัญหาว่า เกี่ยวเนื่องกันมาอย่างต่อเนื่อง โดยในวาระการประชุมของคณะกรรมาธิการ ได้มีการหยิบยกเรื่องการพิจารณาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการทุจริตการสอบท้องถิ่นขึ้นมาหารือ และมีการออกคำสั่งเรียกนายกรัฐมนตรีมาให้ข้อมูล ซึ่งเป็นประเด็นที่ก่อให้เกิดคำถามอย่างมากถึงขอบเขตอำนาจหน้าที่ อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายบริหาร ชี้แจงไปยังประธานคณะกรรมาธิการว่า เรื่องนี้ต้องมีการพิจารณาก่อนว่าคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน มีหน้าที่และอำนาจในการเรียกบุคคลในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมาชี้แจงประเด็นดังกล่าวหรือไม่ ซึ่งเป็นการตั้งคำถามถึงอำนาจตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
โดยนายกรัฐมนตรีได้มีการทำหนังสือถึงประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้วินิจฉัยในประเด็นนี้ และได้แจ้งไปยังประธานคณะกรรมาธิการคือนายรังสิมันต์ โรม โดยอ้างอิงข้อ 90 วรรค 4 ของข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งกำหนดหลักเกณฑ์และขอบเขตอำนาจในการเรียกบุคคลมาชี้แจง
นายศุภชัยมองว่าเจตนาในการเรียกมาชี้แจงครั้งนี้ไม่ได้หวังผลในสาระของเนื้อหาข้อมูล หรือเพื่อค้นหาความจริงอย่างแท้จริง แต่หวังผลทางการเมืองเพื่อสร้างกระแสและประโยชน์ให้กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง พร้อมเน้นย้ำว่าสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นสถาบันหลักของประเทศ ไม่ควรตกเป็นเครื่องมือให้การเมืองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งใช้ประโยชน์จากคณะกรรมาธิการเพื่อวัตถุประสงค์ที่ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของประชาชน
"การจะออกคำสั่งเรียกเนี่ยมันมีขั้นตอนตามกฎหมายแน่นอนครับขอออกได้ แต่มันต้องอยู่บนพื้นฐานว่าผู้ออกเนี่ยมีหน้าที่อำนาจในการที่จะพิจารณาเรื่องนั้นๆ หรือไม่" นายศุภชัยกล่าว โดยย้ำว่าการใช้อำนาจใดๆ ก็ตาม ต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายและข้อบังคับที่วางไว้ ไม่ใช่การใช้อำนาจตามอำเภอใจ
นายศุภชัยยังได้ยกตัวอย่างว่าเรื่องบางเรื่อง เช่น กรณีการเรียกตัวอดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย ซึ่งมีการกล่าวอ้างถึงก่อนหน้านี้ ก็ไม่เกี่ยวข้องกับอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมาธิการกฎหมายเลยแม้แต่น้อย แต่กลับถูกนำมาพิจารณาในคณะกรรมาธิการนี้ ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงการใช้อำนาจที่เกินขอบเขตและไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ที่ควรจะเป็น นอกจากนี้ ยังมีการกล่าวถึงปัญหาเรื่องการซ้ำซ้อนของการพิจารณา โดยสื่อมวลชนได้เห็นมาโดยตลอดว่าที่ผ่านมา เรื่องเดียวกันไปเปลี่ยนหัวข้อ แต่ในที่สุดแล้วก็มีการพิจารณาในเรื่องเดียวกันในต่างกรรมาธิการกัน ทำให้ผู้ที่ถูกเรียกมาชี้แจงก็คือคนเดิมๆ ต้องเข้ามาชี้แจงซ้ำแล้วซ้ำเล่าในคณะกรรมาธิการเดียวกัน หรือแม้แต่ในคณะกรรมาธิการอื่น
นายศุภชัยยังได้วิพากษ์วิจารณ์พฤติกรรมและแนวทางการทำหน้าที่ของประธานคณะกรรมาธิการอย่างตรงไปตรงมาว่า "ท่านยังยึดแนวเดิมแบบที่ท่านเป็นอยู่ตอนนี้นะครับ Entertainment Crazy อะไรก็ว่าของท่านไปเนี่ย พวกเราก็คงมีมาตรการในการที่จะดำเนินการที่ข้อบังคับเปิดช่องไว้ครับ" ซึ่งสะท้อนความรู้สึกของกรรมาธิการฝ่ายรัฐบาลว่าการทำหน้าที่ของประธานกรรมาธิการมุ่งเน้นไปที่ประเด็นการเมืองที่สร้างความบันเทิงมากกว่าสาระสำคัญ
อย่างไรก็ตาม นายศุภชัยยืนยันว่านายกรัฐมนตรีพร้อมที่จะมาให้ข้อมูลและชี้แจงประเด็นต่างๆ อย่างเต็มที่ โดยไม่ได้มีปัญหาในเรื่องส่วนตัว แต่ความกังวลอยู่ที่กระบวนการและวิธีการ เนื่องจากเกรงว่าเมื่อนายกรัฐมนตรีมาพูดอย่างหนึ่ง ประธานอาจนำไปแถลงข่าวหรือตีความอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งถือว่าไม่ชอบตามข้อบังคับ และเป็นพฤติกรรมที่บิดเบือนข้อเท็จจริงทำให้เกิดความเสียหายต่อการทำงานของสภาและต่อบุคคลที่มาชี้แจง
นายศุภชัยตั้งคำถามถึงการทำงานร่วมกันในอนาคตว่า ตนก็ยังสงสัย แต่ถ้านายรังสิมันต์จะกลับเนื้อกลับตัวให้เป็นไปตามข้อบังคับก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าประธานยังคงยึดแนวทางเดิมที่มุ่งเน้นการสร้างประเด็นทางการเมืองมากกว่าการทำงานตามกรอบ พวกเขาก็คงจะต้องใช้มาตรการตามข้อบังคับที่เปิดช่องไว้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น
"ผมคิดว่าสิ่งที่เราหรือประธานกรรมาธิการทุกคณะเหมือนกันก็คือการไม่ตั้งตนว่าประธานคืออำนาจไงครับ" นายศุภชัยกล่าว โดยเปรียบเทียบว่ากรรมาธิการบ้านหลังนี้ไม่ใช่บ้านของประธานที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ แต่เป็นสถานที่ที่ทุกคนเป็นกรรมาธิการเท่าเทียมกัน และประธานเป็นเพียงผู้ได้รับมอบหมายให้นั่งเก้าอี้สมมติเพื่อทำหน้าที่จัดการประชุมให้เป็นไปตามระเบียบเท่านั้น หากประธานคิดว่าเก้าอี้เป็นของตนเอง และจะชี้ใครก็ได้ ใครยกมือไม่พอใจก็กดไม่ให้พูด หรือถึงเวลาจะไล่ออกจากห้องประชุม ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ประธานมักจะกระทำอยู่บ่อยครั้ง นี่คือประเด็นปัญหาที่สำคัญ
นายศุภชัยกล่าวเรียกร้องให้ประธานคณะกรรมาธิการกลับมาทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา โดยขอให้ประธานเมตตาและกลับมาอยู่ในกรอบที่ถูกต้องตามกฎหมายและข้อบังคับของการประชุม ซึ่งจะทำให้การทำงานของคณะกรรมาธิการเป็นไปอย่างสร้างสรรค์และมีประสิทธิภาพ เพื่อประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง
"เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว ผมและคณะกรรมาธิการส่วนหนึ่งซึ่งเป็นเสียงข้างมากในคณะกรรมาธิการ จะร่วมกันทำหนังสือถึงประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้ดำเนินการวินิจฉัยและแก้ไขปัญหาเหล่านี้โดยเร่งด่วนที่สุด เนื่องจากหากประธานคณะกรรมาธิการยังคงกระทำการเกินขอบเขตอำนาจที่กฎหมายให้ไว้ จะส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อการทำงานของกรรมาธิการและในที่สุดก็จะส่งผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย รวมถึงต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของสภาผู้แทนราษฎรโดยรวม ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรปล่อยให้เกิดขึ้นอย่างเด็ดขาด" นายศุภชัยกล่าวทิ้งท้าย




