‘ทักษิณ' เดินหน้ายื่นนิรโทษกรรม ย้อนรอย 4 คดีดังผลพวงรัฐประหารปี 49 ทั้งหวยบนดิน-เอ็กซิมแบงก์-สัมปทานดาวเทียม และคดียึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้าน ท่ามกลางวงเสวนาการเมืองจับตา ไม่ใช่แค่การ 'ล้างมนทิน' ในอดีต แต่คือหมากเกมใหญ่ต่อรองศึกซักฟอกปลายปี
นับเป็นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่น่าจับตา เมื่อ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มอบหมายให้ นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความ ยื่นคำร้องขอรับสิทธินิรโทษกรรม ตาม พ.ร.บ. สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคดีความที่เกิดขึ้นระหว่างปี 2548 - 2559 และมีมูลเหตุสืบเนื่องมาจากผลพวงของการทำรัฐประหาร เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549
พ.ร.บ. สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2569 นับเป็นกลไกสำคัญในการปลดล็อกความขัดแย้งทางการเมืองที่ยืดเรื้อมากว่าสองทศวรรษ โดยสาระสำคัญของกฎหมายฉบับนี้กำหนดให้นิรโทษกรรมแก่ผู้ร่วมแสดงออกทางการเมือง หรือผู้ถูกดำเนินคดีในฐานความผิดต่างๆ
ดังเช่นในมาตรา 7 ที่ระบุว่า การกระทำใดๆ ของผู้เข้าร่วมชุมนุมหรือแสดงออกทางการเมือง อันมีมูลเหตุหรือแรงจูงใจมาจากความขัดแย้งทางการเมือง ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2548 ถึงวันที่ 16 กรกฎาคม 2568 ตามฐานความผิดที่ระบุในบัญชีท้าย พ.ร.บ. นี้ รวมถึงความผิดที่เกี่ยวพัน ให้ถือว่าการกระทำนั้นไม่เป็นความผิด และให้ผู้กระทำพ้นจากความรับผิดทั้งทางอาญาและทางพินัย เท่าที่ไม่ขัดกับพันธกรณีระหว่างประเทศ ซึ่งในส่วนคำร้องของนายทักษิณ ได้ระบุว่า มีคุณสมบัติและเข้าเงื่อนไขตามมาตรา 7 ของกฎหมายฉบับนี้เช่นกัน
ทั้งนี้ จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่า 4 คดีที่ได้ทักษิณขอนิรโทษกรรมประกอบไปด้วย 1.คดีให้เอ็กซิมแบงก์ปล่อยกู้ 4,000 ล้านบาท (คดีหมายเลขแดงที่ อม.4/2551) 2.คดีหวยบนดิน (คดีหมายเลขแดงที่ อม. 10/2552) 3. คดีแก้ไขสัมปทานดาวเทียมไทยคม (คดีหมายเลขแดงที่ อม.5/2551) และ 4.คดียึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้าน (คดีหมายเลขแดงที่ อม.1/2553) โดยแต่ละคดีมีรายละเอียดดังนี้
คดีให้เอ็กซิมแบงก์ปล่อยกู้ 4,000 ล้านบาท ศาลพิพากษาจำคุก 3 ปี
สืบเนื่องจาก คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะผู้เข้าเป็นคู่ความแทน คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ได้ยื่นฟ้อง นายทักษิณในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ กรณีอนุมัติให้ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank) ปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำกว่าต้นทุนให้แก่รัฐบาลเมียนมา วงเงิน 4,000 ล้านบาท ในโครงการพัฒนาระบบโทรคมนาคม เพื่อมุ่งหวังเอื้อประโยชน์แก่ธุรกิจดาวเทียม โดยเปิดทางให้รัฐบาลเมียนมานำเงินกู้ดังกล่าวไปสั่งซื้ออุปกรณ์จาก บริษัท ชินแซทเทอร์ไลท์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ ชิน คอร์ปอเรชั่น ของตระกูลชินวัตร
ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษาว่า นายทักษิณมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 152 (เดิม) ซึ่งระบุว่า ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่จัดการหรือดูแลกิจการใด แล้วเข้ามีส่วนได้เสียเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่นเนื่องด้วยกิจการนั้น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปี ถึง 10 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000 บาท ถึง 200,000 บาท โดยองค์คณะผู้พิพากษามีมติเสียงข้างมาก ให้ลงโทษจำคุกเป็นเวลา 3 ปี
คดีหวยบนดิน ศาลพิพากษาจำคุก 2 ปี
สืบเนื่องจาก คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะผู้เข้าเป็นคู่ความแทน คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ได้ยื่นฟ้อง นายทักษิณ และบุคคลที่เกี่ยวข้อง ในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ และความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ
จากกรณีเร่งรัดให้มีการออกสลากพิเศษเลขท้าย 3 ตัว และ 2 ตัว (หวยบนดิน) ระหว่างปี 2546-2549 ซึ่งแม้จะได้รับการทักท้วงว่าขัดต่อกฎหมาย แต่ในฐานะนายกรัฐมนตรีกลับละเว้นไม่ยับยั้ง จนสร้างความเสียหายแก่รัฐ นอกจากนี้ ศาลชี้ว่าโครงการดังกล่าวมุ่งเร่งรัดออกสลากจนขาดการบริหารจัดการความเสี่ยงในการจ่ายเงินรางวัล แม้ภาพรวมจะทำรายได้มหาศาล แต่กลับมีผลขาดทุนรวมสูงถึง 1.6 พันล้านบาท อีกทั้งเงินรายได้ร้อยละ 80 ที่สมทบเข้ากองทุนจ่ายเงินรางวัลและส่วนที่ต้องคืนสู่สังคม ก็มีการเบิกจ่ายผิดวัตถุประสงค์ของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล
ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จึงมีคำพิพากษาลงโทษจำคุก นายทักษิณ ชินวัตร เป็นเวลา 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา ตามความผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 ส่วนข้อกล่าวหาอื่นๆ ให้ยกฟ้อง
คดีแก้ไขสัมปทานดาวเทียมไทยคม เอื้อ บ.ชินคอร์ปฯ ศาลพิพากษาจำคุก 5 ปี
สืบเนื่องจากอัยการสูงสุดได้ยื่นฟ้องนายทักษิณในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ และการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับส่วนรวม กรณีการแปลงสัญญาสัมปทานกิจการโทรคมนาคมเป็นภาษีสรรพสามิต ซึ่งเป็นการเอื้อประโยชน์แก่ธุรกิจของบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จนสร้างความเสียหายแก่รัฐมูลค่ากว่า 6.6 หมื่นล้านบาท
โดยศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 100 วรรคหนึ่ง (2) และมาตรา 122 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 152 (เดิม) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91
ทั้งนี้ องค์คณะผู้พิพากษามีมติเสียงข้างมาก ให้ลงโทษฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐถือหุ้นในบริษัทที่รับสัมปทานหรือเข้าเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐ จำคุก 2 ปี และฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่จัดการหรือดูแลกิจการ แต่เข้ามีส่วนได้เสียเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่นเนื่องด้วยกิจการนั้น จำคุก 3 ปี รวมจำคุกทั้งสิ้น 5 ปี โดยให้นับโทษจำคุกต่อจากโทษในคดีหมายเลขแดงที่ อม. 4/2551 และคดีหมายเลขแดงที่ อม. 10/2552 ของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
คดียึดทรัพย์ทักษิณและบุคคลที่เกี่ยวข้อง 4.6 หมื่นล้าน ให้ตกเป็นของแผ่นดิน
สืบเนื่องจากอัยการสูงสุดได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งยึดทรัพย์สินของ นายทักษิณ และบุคคลที่เกี่ยวข้อง ตกเป็นของแผ่นดิน เนื่องจากเป็นทรัพย์สินที่ได้มาโดยมิชอบ จากการใช้อำนาจในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเอื้อประโยชน์แก่ธุรกิจของครอบครัวและเครือข่าย รวม 5 กรณี ประกอบด้วย การแปลงสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิตเอื้อประโยชน์แก่บริษัท เอไอเอส, การปรับลดส่วนแบ่งค่าสัมปทานโทรศัพท์ระบบเติมเงิน (Prepaid) ให้แก่บริษัท เอไอเอส, การแก้ไขสัญญาให้รัฐร่วมรับผิดชอบค่าใช้เครือข่ายร่วม (Roaming) กับบริษัท เอไอเอส ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย (ทศท.) และ การสื่อสารแห่งประเทศไทย (กสท.), การสนับสนุนโครงการดาวเทียมไอพีสตาร์ (IPSTAR) เอื้อประโยชน์แก่บริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) และการสั่งการให้ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank) อนุมัติเงินกู้แก่รัฐบาลเมียนมาจำนวน 4,000 ล้านบาท เพื่อนำไปซื้อสินค้าและบริการจากบริษัท ไทยคมฯ และ ชินคอร์ปฯ
ทั้งนี้ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้มีคำพิพากษาให้ทรัพย์สินอันเป็นเงินที่ได้จากการขายหุ้นและเงินปันผลของ บริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) รวมจำนวน 46,373 ล้านบาท ตกเป็นของแผ่นดิน พร้อมดอกผลซึ่งเป็นดอกเบี้ยจากบัญชีเงินฝากนับแต่วันที่ฝากจนถึงวันที่ธนาคารนำส่ง โดยให้บังคับเอาจากทรัพย์สินที่ถูกอายัดไว้ตามคำสั่งของ คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ซึ่งได้แก่ บัญชีเงินฝากธนาคารและหน่วยลงทุนต่างๆ
อย่างไรก็ดี คดีความทั้งหมดข้างต้นถือเป็นผลพวงจากการรัฐประหารปี 2549 ซึ่งทำให้นายทักษิณต้องลี้ภัยทางการเมือง ก่อนจะกลับมารับโทษจำคุกและได้รับการพระราชทานอภัยลดโทษในเวลาต่อมา ทว่าการยื่นขอรับสิทธินิรโทษกรรมในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่ถูกจับตาว่าเป็นการ 'ล้างมนทิน' ในอดีตเท่านั้น แต่มีคนบางส่วนยังมองว่า นี่คือการเดินหมากทางการเมืองครั้งสำคัญที่เชื่อมโยงกับศึกซักฟอกช่วงปลายเดือนตุลาคมถึงต้นเดือนพฤศจิกายน อันเป็นเกมต่อรองเขย่าเก้าอี้รัฐบาลภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทย ผ่านพลังเสียงโหวตของ สส.พรรคเพื่อไทย
อนึ่ง สิ่งที่ถูกจับตาในเงื่อนไขทางกฎหมายสำคัญ เนื่องจาก พ.ร.บ.นิรโทษกรรม มีข้อยกเว้นตามมาตรา 3 ที่ระบุว่า จะไม่ครอบคลุมความผิดฐานทุจริตและประพฤติมิชอบ, ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 รวมถึงการกระทำอันเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ชีวิต จึงต้องติดตามกันต่อไปว่า การเดินหน้ายื่นขอนิรโทษกรรมครั้งนี้จะมีทิศทางอย่างไร ทั้งนี้ ล่าสุด นายฉัตรชัย บางชวด ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) ในฐานะกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข เปิดเผยว่า ขณะนี้คำร้องดังกล่าวเข้าสู่ระบบแล้ว และกำลังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของคณะอนุกรรมการกลั่นกรองต่อไป
อ้างอิง




