News Logo
หน้าแรก
ครม.เงาแถลงถล่ม รบ.จัดการน้ำท่วมเหลว-'ณัฐพงษ์' ขอ 5 วัน ซักฟอก 18 รมต.

ครม.เงาแถลงถล่ม รบ.จัดการน้ำท่วมเหลว-'ณัฐพงษ์' ขอ 5 วัน ซักฟอก 18 รมต.

19 ต.ค. 2569 12:06
ผู้ชม 9 คน
googleตั้ง Next News เป็นข่าวโปรดบน Google

"ครม.เงา" แถลงถล่มรัฐบาลชี้บริหารจัดการน้ำท่วมล้มเหลว-เยียวยาล่าช้าเมินเสียง ปชช. บนเวที IMF-World Bank ห่วงอนาคตการจ้างงาน "ณัฐพงษ์" ยืนยันเดินหน้าอภิปรายไม่ไว้วางใจ 18 รมต. ขอ 5 วันเต็มลั่น "ระบอบสีน้ำเงิน" คืออาชญากรรมต่อประชาธิปไตย

สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2569 ที่รัฐสภา พรรคประชาชนได้แถลงถึงการดำเนินงานของคณะรัฐมนตรีเงา ซึ่งครอบคลุมประเด็นสำคัญสามเรื่องหลักได้แก่ สถานการณ์น้ำท่วมและการเยียวยา ปัญหาที่สืบเนื่องมาจากการประชุมกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund: IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) รวมถึงการเตรียมการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล

โดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ได้กล่าวถึงการเตรียมอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า รัฐบาลกำลังพยายามจำกัดระยะเวลาการอภิปรายให้เหลือเพียง 3 วันเท่านั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ฝ่ายค้านเห็นว่าไม่เพียงพอและอาจเป็นการ "เล่นกลรัฐสภา" โดยชี้ว่าหากรวมเวลาที่รัฐบาลจะต้องตอบชี้แจงด้วยแล้ว ฝ่ายค้านอาจเหลือเวลาเพียง 2 วันเท่านั้นในการซักฟอกรัฐมนตรีทั้ง 18 คน ซึ่งถือว่าไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง โดยนายณัฐพงษ์ย้ำว่า การให้ข่าวของรัฐบาลในเรื่องนี้เป็นการคิดเองเออเองโดยไม่มีการหารือร่วมกับฝ่ายค้านแต่อย่างใด และประธานรัฐสภายังไม่ได้มีการเรียกประชุมวิปเพื่อตกลงวันและเวลาการอภิปรายที่ชัดเจนเลย

นายณัฐพงษ์ยืนยันในกรอบระยะเวลา 5 วันที่ฝ่ายค้านได้เสนอไปก่อนหน้านี้ โดยมองว่าเป็นกรอบเวลาที่เหมาะสมและสอดคล้องกับธรรมเนียมปฏิบัติในการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ผ่านมา โดยยกตัวอย่างในสมัยรัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งแม้จะมีจำนวนรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายน้อยกว่าครั้งนี้ แต่ก็ยังให้เวลาซักฟอกถึง 4 วันเต็ม และลงมติในวันที่ 5 ดังนั้นการที่รัฐบาลในปัจจุบันพยายามจำกัดเวลาให้สั้นลงจึงเป็นเรื่องที่น่าสงสัย ส่วนกรณีที่นายกรัฐมนตรีอาจอ้างภารกิจต่างประเทศเป็นเหตุผลสำคัญในการจำกัดวันอภิปรายนั้น นายณัฐพงษ์กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีสามารถบริหารจัดการตารางงานของตัวเองได้ หากให้ความสำคัญกับการตอบคำถามในเวทีสภาเท่าเทียมกับงานอื่น ๆ เพราะสุดท้ายแล้วเรื่องนี้อยู่ที่การให้ความสำคัญของนายกรัฐมนตรีต่อสภาเป็นหลัก ขณะนี้การจัดทัพของฝ่ายค้านมีความสมบูรณ์และพร้อมที่จะซักฟอกรัฐบาลทุกเมื่อ ประเด็นสำคัญของการอภิปรายคือการชี้ให้เห็นว่า "ระบอบสีน้ำเงิน" เป็นภัยคุกคามต่อประเทศอย่างแท้จริง และการดำเนินนโยบายของรัฐบาลนั้นถือเป็น "อาชญากรรมต่อประชาธิปไตย" โดยจะมีการขยายความถึงการใช้อำนาจหน้าที่ในฝ่ายบริหารที่อาจเกี่ยวโยงกับองค์กรอิสระต่าง ๆ การตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณที่อาจเกี่ยวข้องกับกลุ่มทุน รวมถึงประเด็นการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ ซึ่งทั้งหมดนี้อยู่ในกรอบญัตติที่ฝ่ายค้านได้ยื่นไปแล้ว นายณัฐพงษ์ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการนำเสนอ "ใบเสร็จ" ที่เป็นหลักฐานตายตัวเท่านั้น แต่หน้าที่หลักของฝ่ายค้านคือการทำหน้าที่เพื่อให้ประชาชนเห็นว่าการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลนั้นล้มเหลวอย่างไร ให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินรัฐบาล ไม่ใช่เพียงแค่การกล่าวอ้างว่าไม่มีหลักฐานแล้วจะหมายความว่ารัฐบาลบริหารงานสำเร็จ

วิกฤติน้ำท่วมไม่คลี่คลาย: ปัญหาเร่งด่วนที่รัฐบาลเมินเฉย

นายเดชรัตน์ สุขกำเนิด ทีมบริหารพรรคประชาชน ได้นำเสนอสถานการณ์น้ำท่วมที่ยังคงวิกฤติในหลายพื้นที่ แม้บางส่วนจะเริ่มเข้าสู่กระบวนการเยียวยาและฟื้นฟูแล้ว แต่ยังมีหลายจังหวัดที่ยังคงเผชิญสถานการณ์น้ำท่วมหนักอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี นครนายก และปทุมธานี ซึ่งคาดว่าน้ำอาจท่วมเกินกว่า 1 เดือน ทำให้ประชาชนที่เดือดร้อนยาวนานต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน ทั้งด้านการดำรงชีวิต การแพทย์ และความชัดเจนเกี่ยวกับการปนเปื้อนของสารเคมีในพื้นที่น้ำท่วม โดยเฉพาะในจังหวัดปราจีนบุรีและฉะเชิงเทรา พรรคประชาชนมีความเป็นห่วงอย่างมากและได้ตั้งกระทู้ถามเกี่ยวกับความพร้อมในการจัดการศูนย์พักพิงและแผนการระบายน้ำไปตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคม แต่กลับไม่ได้รับข้อมูลตามที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยได้ให้สัญญาไว้ ทำให้เกิดคำถามถึงความพร้อมและประสิทธิภาพในการบริหารจัดการของกระทรวงมหาดไทย

นอกจากนี้ ยังพบปัญหาความขัดแย้งระหว่างประชาชนในแต่ละพื้นที่จากการขาดแผนบริหารจัดการน้ำที่ชัดเจน เช่น กรณีความขัดแย้งระหว่างจังหวัดนครนายกกับจังหวัดที่อยู่ข้างเคียง และมีการพูดถึงพื้นที่ที่ถูกน้ำท่วมยาวนานเกินกว่า 1 สัปดาห์ อย่างที่อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี และอำเภอบางคนที อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งเป็นพื้นที่สวนผลไม้สำคัญอย่างมะพร้าวและส้มโอ ชาวสวนกำลังกังวลว่าจะได้รับความเสียหายอย่างหนัก จึงเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งสนับสนุนการผลักดันน้ำออกจากพื้นที่โดยด่วนที่สุด ขณะเดียวกัน ภาคใต้ก็กำลังเผชิญสถานการณ์ฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อคืนที่ผ่านมามีฝนตกหนักเกินกว่า 100 มิลลิเมตรในหลายพื้นที่ และจากการพยากรณ์อากาศคาดว่าฝนจะยังคงตกหนักต่อเนื่องไปอีกหลายวัน จึงขอให้ประชาชนในจังหวัดตั้งแต่เพชรบุรีลงไปติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และให้ท้องถิ่นเตรียมความพร้อมรับมือและช่วยเหลือประชาชน หากมีการเตือนภัยในอนาคต พรรคประชาชนเองก็ได้เตรียมจัดเวิร์กช็อปและศูนย์ประสานงานช่วยเหลือในจังหวัดที่มีความเสี่ยง เช่น สงขลาและปัตตานี เพื่อสนับสนุนการทำงานของท้องถิ่นและช่วยเหลือพี่น้องประชาชน

ปัญหาการเยียวยาและช่องโหว่ของระบบ: เสียงสะท้อนจากประชาชน

นายเดชรัตน์ยังกล่าวถึงประเด็นการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัยที่ประสบปัญหาทั้งความสับสนและความล่าช้า โดยชี้ว่าหนึ่งในแนวทางแก้ไขความล่าช้าคือการมีมติคณะรัฐมนตรีอนุมัติเงินเยียวยาเพิ่มเติมจากงบกลางโดยด่วน ซึ่งจะทำให้การเบิกจ่ายเป็นไปอย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น นอกจากการเพิ่มวงเงินที่เตรียมไว้ซึ่งอาจไม่เพียงพอแล้ว สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งคือการทบทวนและปรับปรุงกฎเกณฑ์ที่เป็นอุปสรรคที่ทำให้ประชาชนที่ได้รับความเสียหายไม่สามารถเข้าถึงความช่วยเหลือได้ ยกตัวอย่างเช่น กรณีเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในอำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา ที่ไม่สามารถแสดงหลักฐานการซื้อลูกพันธุ์กุ้งพันธุ์ปลา หรือไม่มีทะเบียนผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่อัปเดต ทำให้ไม่สามารถขอรับความช่วยเหลือได้ จึงเรียกร้องให้รัฐบาลใช้โอกาสนี้ในการแก้ไขกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงความช่วยเหลือได้อย่างแท้จริง โดยประชาชนฝากมาบอกว่า หากบริหารจัดการน้ำไม่ดี ก็ขอให้ช่วยเหลือเยียวยาให้ดีหน่อย

กรุงเทพกับภาวะน้ำท่วมที่ถูกมองข้าม

ในส่วนของกรุงเทพมหานคร นายธีรชัย พันธุมาศ สส.กรุงเทพมหานคร เขตหนองจอก มีนบุรี ลาดกระบัง พรรคประชาชน ได้สะท้อนปัญหาว่า แม้จะล่วงเลยมาแล้วกว่า 25 วัน นับตั้งแต่วันที่ฝนตกหนักเมื่อวันที่ 25 กันยายนที่ผ่านมา และรัฐบาลอาจเข้าใจว่าสถานการณ์น้ำท่วมในกรุงเทพมหานครกลับสู่ภาวะปกติ คลองในเมืองและกรุงเทพชั้นในระดับน้ำลดลงไปกว่า 2 เมตรจนน้ำแห้งสนิทมานานร่วม 10 วันแล้ว แต่ในพื้นที่กรุงเทพมหานครเขตหนองจอก มีนบุรี และลาดกระบัง ซึ่งครอบคลุม 7 แขวง ไม่ว่าจะเป็นแขวงโคกแฝด ลำผักชี ลำต้อยติ่ง ลำปาทิว แขวงหนองจอก และแขวงกระทุ่มราย ซึ่งมีคลองไม่น้อยกว่า 82 คลอง เช่น คลองแสนแสบ คลองลำปาทิว คลองหลวงแพ่ง คลองลำตาอิน คลอง 13 และคลอง 14 ประชาชนที่อาศัยอยู่ริมคลองเหล่านี้ หรือใกล้คลองเหล่านี้ ทั้งชุมชนใหญ่ ชุมชนเล็ก ท้ายซอย ท้ายหมู่บ้าน หรือแม้แต่บ้านเรือนที่แยกตัวเป็น 3-40 หลัง ยังคงมีน้ำท่วมขังอยู่ และเป็นบุคคลที่ตกสำรวจซึ่งหน่วยงานราชการยังเข้าไปไม่ถึง โดยปัจจุบันน้ำยังคงท่วมลึกมากพอสมควร ซึ่งแตกต่างจากภาพถนนที่ประชาชนเห็นในข่าวหรือในกรุงเทพฯ ชั้นในอย่างสิ้นเชิง

นายธีรชัยได้นำภาพถ่ายเมื่อเร็วๆ นี้จากพื้นที่ซอยเรียบาลี 79 ชุมชนริมคลอง 2 ชุมชนริมทางรถไฟลาดกระบัง และสนามกอล์ฟที่ลำต้อยติ่ง เพื่อยืนยันว่าน้ำยังคงท่วมขังในระดับที่สูง พี่น้องประชาชนเหล่านี้ แม้จะไม่ใช่กลุ่มใหญ่ที่มีเสียงดัง แต่เขายังคงต้องการการช่วยเหลือจากรัฐบาลอย่างเร่งด่วน จึงขอร้องให้กรุงเทพมหานครและรัฐบาลอย่าเพิ่ง "ปิดจ๊อบ" การช่วยเหลือ แต่ให้เร่งจัดหาความช่วยเหลือในเรื่องของอาหาร ยาน้ำกัดเท้า ถุงยังชีพ จุลินทรีย์ที่ช่วยให้น้ำคลายความเน่าเหม็น สุขาเคลื่อนที่ ซึ่งบางแห่งเต็มแล้วและต้องการเปลี่ยนใหม่ รวมถึงเรือสำหรับขนส่งผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาล ซึ่งมีผู้ป่วยติดเตียงอยู่จำนวนมากที่ต้องการแพมเพิร์สและความช่วยเหลืออื่น ๆ อีกมากมาย โดยบุคคลเหล่านี้มีจำนวนนับหมื่นคน แต่กลับถูกมองข้าม

นายธีรชัยเรียกร้องให้รัฐบาลและกรุงเทพมหานครเข้ามาช่วยเหลือแบบเชิงรุก เข้าไปสำรวจจริงๆ อย่างคลองต่าง ๆ ทั้งหมด 82 คลอง ว่าริมคลองนั้นมีน้ำลดลงแค่ไหน และประชาชนยังเดือดร้อนอย่างไร พร้อมนำของช่วยเหลือไปมอบให้ นอกจากนี้ยังย้ำว่าพี่น้องชาวหนองจอก มีนบุรี ลาดกระบัง เป็นคนที่ถูกบังคับให้เสียสละให้รับน้ำแทนกรุงเทพมหานครเป็นที่สุดท้ายในการระบายน้ำ และเป็นที่สุดท้ายที่ได้รับการเหลียวแล ดังนั้นจึงสมควรได้รับสิทธิพิเศษในการดูแลเป็นพิเศษ ทั้งในเรื่องของเครื่องสูบน้ำ การระบายน้ำ และแผนจัดการน้ำ เพื่อระบายน้ำให้อย่างรวดเร็ว รวมถึงการช่วยเหลืออย่างจริงจังในทุกพื้นที่ที่ยังคงมีคนเป็นหมื่นคนอาศัยอยู่ และระบบการเยียวยาจะต้องไม่ให้ประชาชนต้องไปเข้าแถวและไม่เกิดความเหลื่อมล้ำในการรับเงินช่วยเหลือ

ความเหลื่อมล้ำในการเยียวยา: เสียงจากลาดกระบังและหนองจอก

นายชุมพล หลักคำ สส.ลาดกระบัง พรรคประชาชน ได้สะท้อนปัญหาเกี่ยวกับความล่าช้าและความเหลื่อมล้ำในการจ่ายเงินเยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วมในเขตพื้นที่ของตน โดยกล่าวว่าเขตพื้นที่ลาดกระบังบอบช้ำจากน้ำท่วมใหญ่มาแล้วหลายครั้ง และเคยมีปัญหาสืบเนื่องจากขยะ แต่รอบนี้นับว่าสาหัสยิ่งกว่ากับการต่อแถวขอรับเงินเยียวยาและการกระจุกตัวของจุดลงทะเบียน ซึ่งมีเพียง 2 จุดเท่านั้น คือที่สำนักงานเขตลาดกระบัง และโรงเรียนเคหะชุมชนลาดกระบัง ซึ่งไม่เพียงพอต่อพื้นที่ทั้งหมด 123 ตารางกิโลเมตร ที่มี 6 แขวง และกว่า 109,000 ครัวเรือน รวมถึงประชากรแฝงที่อาศัยตามห้องเช่า บ้านเช่า หรือบ้านที่ไม่มีเลขที่ และบ้านจัดสรรต่าง ๆ ซึ่งล้วนได้รับผลกระทบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นน้ำล้อม น้ำเข้าบ้าน หรือทรัพย์สินเสียหาย

นายชุมพลชี้ว่า แต่ละจุดลงทะเบียนรับบัตรคิวเพียง 600 ใบเท่านั้น ทำให้ประชาชนต้องไปต่อแถวตั้งแต่เวลา 04.00 น. แต่บัตรคิวกลับหมดลงตั้งแต่เวลา 06.00 น. ดังที่เห็นภาพเมื่อเร็วๆ นี้ที่หน้าโรงเรียนเคหะชุมชนลาดกระบัง ซึ่งมีแถวยาวเหยียด เนื่องจากพ่อแม่พี่น้องผู้ใช้แรงงานหยุดงานเพียงวันอาทิตย์วันเดียว ทำให้ต้องลำบากในการต่อแถว หากไม่ไปก็ไม่สามารถลงทะเบียนได้ และหากลางานในวันธรรมดา ก็อาจเสียวันลา เสียโอกาสเป็นพนักงานดีเด่น หรือเสียโบนัสปลายปีได้ เพราะนี่จะเป็นช่วงปลายปีแล้ว นายชุมพลจึงเสนอแนวทางให้กรุงเทพมหานครพิจารณาเพิ่มจุดลงทะเบียนให้เป็น 1 แขวงต่อ 1 จุดบริการ เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายและเวลาในการเดินทางให้กับประชาชน ลดความเดือดร้อน พร้อมย้ำว่าลาดกระบังบอบช้ำจากน้ำท่วมมามากแล้ว จึงไม่ควรให้ประชาชนต้องบอบช้ำอีกครั้งในกระบวนการเยียวยา และขอให้รัฐบาลและกรุงเทพมหานครเข้ามาดูแลจัดการระบบให้ดี เพื่อให้ประชาชนได้รับการเยียวยาอย่างรวดเร็ว

สอดคล้องกับนายหยกพรชัย อิสระเสรีพงษ์ สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) เขตหนองจอก ที่กล่าวถึงปัญหาความล่าช้าและความเหลื่อมล้ำในการจ่ายเงินเยียวยา โดยเฉพาะเรื่องเงิน 5,000 บาท และ 9,000 บาท ที่หลายคนยังไม่ได้รับความเป็นธรรมจากปัญหาการลงทะเบียน โดยยอมรับว่าปัญหาอุทกภัยในปีนี้นั้นมีพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักกว่าน้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 ซึ่งก็คือพี่น้องที่อาศัยอยู่บริเวณริมคลอง 13 คลอง 14 คลองแสนแสบ และคลองนครเนื่องเขต โดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่น้องที่อาศัยอยู่บริเวณเส้นผดุงพันธุ์ และเส้นถนนสังฆสันติสุข ได้รับผลกระทบหนักมาก จากการลงพื้นที่พบปัญหาในเรื่องของการเยียวยาที่ไม่เท่ากันในส่วนของเงิน 9,000 บาท และ 5,000 บาท ซึ่งเกิดจากปัญหาตอนลงทะเบียน จึงอยากให้กรุงเทพมหานครเพิ่มช่องทางในการอุทธรณ์ให้กับประชาชน และพิจารณาเพิ่มหลักเกณฑ์ในการเยียวยาให้กับประชาชน เพราะว่าการเยียวยาในช่วงของก่อน 7 วันผู้ได้รับผลกระทบ และหลัง 7 วันนั้นไม่เพียงพอ เนื่องจากมีพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบที่ยาวนานกว่านั้นคือ 14 วัน หรือ 1 เดือน จึงควรเยียวยาให้สมเหตุสมผลกับสภาพความเป็นอยู่ของพี่น้องที่ได้รับผลกระทบระยะยาวมากกว่านี้

แอปพลิเคชัน "ทางรัฐ" -ปัญหาการประสานงาน

นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.พรรคประชาชน ได้ชี้ให้เห็นถึงปัญหาหลักที่ทำให้การจ่ายเงินเยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วมล่าช้า โดยเฉพาะเงิน 9,000 บาทสำหรับผู้ที่น้ำท่วมบ้าน และ 5,000 บาทสำหรับผู้ที่น้ำล้อมบ้าน ซึ่งเกิดจากการออกแบบระบบของแอปพลิเคชัน "ทางรัฐ" ที่ไม่ได้ตอบโจทย์กับปัญหาและไม่ได้เชื่อมโยงกับการทำงานของเจ้าหน้าที่หน้าด่าน ทั้งเจ้าหน้าที่กรุงเทพมหานคร และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อบต.) ต่าง ๆ ประเด็นแรกคือ แอปพลิเคชัน "ทางรัฐ" ไม่ได้มีช่องทางในการแนบรูปภาพหรือเอกสารต่าง ๆ ที่ใช้ในการประกอบการพิจารณาของเจ้าหน้าที่ ซึ่งเป็นเอกสารสำคัญที่เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องใช้ ทำให้เมื่อผ่านไปแล้ว 2 สัปดาห์ เจ้าหน้าที่ต้องมีการขอเอกสารเพิ่มเติม และกว่าพี่น้องประชาชนผู้ประสบภัยจะยื่นเอกสารต่าง ๆ ให้กับเจ้าหน้าที่ได้นั้นก็ใช้ระยะเวลา และมีปัญหาเรื่องของความคมชัดต่าง ๆ ที่ยื่นผ่าน Line OA กลายเป็นว่าวันนี้มีพี่น้องประชาชนหลายคน ถ้าหากไปยื่นเอกสารครบถ้วนครั้งเดียวที่สำนักงานเขต อาจจะได้เงินเร็วกว่าผู้ที่ยื่นผ่านแอปพลิเคชัน "ทางรัฐ" มาแล้ว 2 สัปดาห์ นี่จึงเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้มีพี่น้องประชาชนหลายคนเลือกที่จะไปออกันอยู่ที่หน้าสำนักงานเขต ณ เวลานี้

ประเด็นที่สอง แอปพลิเคชัน "ทางรัฐ" นั้นไม่ได้มีระบบในการตรวจคัดกรองว่าผู้ที่ยื่นนั้นมีสถานะเป็นเจ้าบ้าน หรือเป็นผู้ที่อยู่อาศัย เมื่อมีการยื่นซ้ำกัน เจ้าหน้าที่ต้องเสียเวลาในการคัดกรองว่าใครเป็นเจ้าบ้านและใครเป็นลูกบ้าน ประเด็นที่สามคือ แอปพลิเคชัน "ทางรัฐ" ไม่ได้มีระบบในการปักหมุดตำแหน่ง (location) ไม่เหมือนกับเว็บไซต์ของกรุงเทพมหานคร (cam.bangkok) ที่มีการปักหมุดตำแหน่ง เมื่อไม่ได้ปักหมุดแล้วทำให้เจ้าหน้าที่ไม่มั่นใจว่าพื้นที่นั้นมีการน้ำท่วมนานถึง 7 วันจริงหรือไม่ หรือมีปัญหาน้ำล้อมเกิน 7 วันจริงหรือไม่ จึงใช้เวลานานมากขึ้นในการพิจารณา ประเด็นที่สี่คือเรื่องของปัญหาที่ว่าแอปพลิเคชัน "ทางรัฐ" นั้นไม่ได้มี แม้ว่าจะมีข้อมูลในส่วนของเลขที่บ้านที่ล็อกอินผ่านระบบ Thai ID แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นปัญหาก็คือ เลขที่บ้านที่หน่วยงานภาครัฐมีนั้นไม่สามารถระบุได้ว่าอาคารนั้นเป็นอาคารประเภทใด คือเป็นอาคารบ้านเดี่ยว เป็นคอนโด เป็นหอพัก เป็นแกหรือว่าเป็นบ้านพักข้าราชการ ปัญหาหนึ่งที่สำคัญและทำให้เจ้าหน้าที่เสียเวลาไปเป็นวันก็คือการคัดในส่วนของผู้ที่ยื่นผ่านบ้านพักข้าราชการออกมา เนื่องจากระเบียบไม่อนุญาตให้บ้านพักข้าราชการได้รับเงิน และประเด็นสุดท้ายคือเรื่องของช่องทางในการยื่นของรัฐบาลที่แยกกับของกรุงเทพมหานคร ช่องทางในการยื่นของรัฐบาลคือยื่นผ่านแอปพลิเคชัน "ทางรัฐ" ส่วนของกรุงเทพมหานครยื่นผ่านเว็บไซต์ cl.bangkok ซึ่งระบบทั้งสองส่วนนั้นไม่ได้ทำงานร่วมกันผ่านระบบหลังบ้าน เนื่องจากไม่ได้มีการเชื่อมโยงกัน ทำให้เกิดปัญหาความล่าช้าในการพิจารณาของเจ้าหน้าที่

ภัยสารเคมีและแผนระยะยาว: เสียงเตือนจากภาคประชาชน

ในประเด็นเรื่องสารเคมีที่ปนเปื้อนในพื้นที่น้ำท่วม ประชาชนมีความกังวล 3 ประการ โดยประเด็นแรกคือข้อเท็จจริงว่าการปนเปื้อนนั้นไปไกลแค่ไหนเพียงใด แม้ล่าสุดมีการชี้แจงว่าน่าจะเป็นแค่น้ำมันเท่านั้นหรือไม่ได้อยู่ในเกณฑ์ค่ามาตรฐาน แต่ประชาชนยังคงสงสัยและต้องการการตรวจพิสูจน์ที่ยืนยันได้ชัดเจน ประการที่สองคือแนวทางการบริหารจัดการ เพราะน้ำที่ท่วมขังเหล่านี้จะไปอยู่ในดินด้วย การปนเปื้อนตกค้างในดินจะเป็นอย่างไร การใช้พื้นที่เพาะปลูกจะทำได้หรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกษตรกรในพื้นที่นี้บางส่วนเป็นเกษตรกรที่ได้รับมาตรฐาน GAP (Good Agricultural Practices) ซึ่งจะมีประเด็นเกี่ยวกับการป้องกันการปนเปื้อนของสารเคมีในพื้นที่ที่เพาะปลูก และประเด็นสุดท้ายที่พี่น้องประชาชนกังวลก็คือ แล้วในอนาคตจะเป็นอย่างไร โรงงานที่มีความเสี่ยงในการเกิดอุทกภัยเช่นนี้ จะยังสามารถรับของเสียอันตรายเข้ามาบริหารจัดการแล้วก็ยังกลายเป็นความเสี่ยงแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ หรือไม่ นี่คือคำถาม 3 ข้อที่พี่น้องประชาชนในพื้นที่เสี่ยงนั้นยังมีความกังวลอยู่

นนายศุภณัฐได้เน้นย้ำถึง "Call for Action" หรือข้อเรียกร้องให้ดำเนินการอย่างเร่งด่วน โดยเสนอว่าเรื่องนี้ต้องใช้ 2 หน่วยงานเดินหน้าคู่ขนาน โดยต้องไม่หลงประเด็น และรัฐมนตรีต้องแยกงานกันทำ หน่วยงานแรกคือกรมควบคุมมลพิษ จะมีหน้าที่ดำเนินคดีกับโรงงานที่เกี่ยวข้องให้ถึงที่สุด เอาผิดให้ถึงที่สุด แต่หน้าที่ในการฟื้นฟูและจัดการพื้นที่ตรงนั้น จะต้องเป็นของกรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งต้องแยก 2 งานนี้ที่ทำไปพร้อมกัน ไม่อย่างนั้นจะไม่เกิดผล เพราะกรมโรงงานอุตสาหกรรมนั้นมีพระราชบัญญัติวัตถุอันตรายที่เขามีอำนาจและเคยมีประสบการณ์ในการเคลียร์หน้างานมาแล้วในหลายที่ แต่เขาต้องการงบประมาณเพิ่มเติม เพราะไม่ได้มีการจัดสรรงบประมาณเอาไว้ให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมเตรียมการล่วงหน้า โดยแต่ละแห่งต้องใช้เงินหลักร้อยล้านบาท ดังนั้นจึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลใช้งบกลางในการจัดสรรตรงนี้ เพราะเป็นเรื่องฉุกเฉินเร่งด่วนและจำเป็นอย่างแน่นอน และจำเป็นจะต้องเดินไป 2 ขา จะไปรอกรมควบคุมมลพิษนั้นไม่ได้ ต้องให้ไฟเขียวให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมเดินหน้าเคลียร์พื้นที่ทันที

ส่วนโครงการแก้น้ำท่วมระยะยาวขนาดใหญ่ที่นายกรัฐมนตรีได้ลงพื้นที่สุพรรณบุรี และมีแผนจะอนุมัติโครงการ เช่น โครงการชัยนาท-อ่าวไทย-ป่าสักนั้น นายเดชรัตน์ให้ความเห็นว่า ควรอยู่กับสิ่งที่มีและแก้ปัญหาเฉพาะหน้าชีวิตประชาชนที่ปราจีนบุรีและฉะเชิงเทราที่กำลังเดือดร้อนอยู่ก่อน อย่าเพิ่งไปพูดถึงโครงการขนาดใหญ่ที่ควรจะมีการทำจริงและเตรียมพร้อมมาก่อนหน้านี้แล้ว แต่ปัจจุบันขอให้แก้ปัญหาสารพิษสารเคมีที่อยู่ตรงหน้าของพี่น้องประชาชนให้ได้ก่อน

ข้อเสนอต่อรัฐบาลหลังการประชุม IMF-World Bank

นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้นำเสนอข้อเสนอต่อรัฐบาลหลังจากการจัดงานประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund: IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ปี 2569 โดยกล่าวชื่นชมรัฐบาลและหน่วยราชการที่จัดการประชุมได้อย่างเรียบร้อย แต่มี 2 เรื่องที่น่าเสียดายและจะฝากไปยังรัฐบาล ประการแรกคือ การปิดกั้นการมีส่วนร่วมของประชาชนภายในประเทศเอง ทั้งที่รัฐบาลประกาศตัวว่าจะขอเป็นสะพานเชื่อมโลกให้ประเทศต่าง ๆ ไว้ใจมาลงทุนในประเทศไทย แต่กลับปรากฏว่ามีกลุ่มผู้ประท้วงที่ไม่เห็นด้วยกับการดำเนินนโยบายของ World Bank และ IMF ที่ส่งผลกระทบโดยเฉพาะในด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรในประเทศไทยมายาวนาน ซึ่งจะเห็นว่าทาง IMF มีผู้ไปรับฟังกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงว่ามีข้อเรียกร้องมีปัญหาอย่างไร แต่รัฐบาลไทยกลับไม่ส่งคนไปรับฟังเลย ขณะเดียวกัน ในเวทีการประชุมที่ศูนย์ประชุมเศรษฐกิจเอง ก็มีการจัดเวทีสำหรับภาคประชาสังคมนานาชาติให้มาพูดคุย แสดงความไม่เห็นด้วย และสะท้อนมุมมองต่าง ๆ จากภาคประชาสังคมทั่วโลก แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าไม่มีเวทีเหล่านี้สำหรับกลุ่มประชาสังคมของประเทศไทยเอง ทำให้เป็นการพลาดโอกาสในการเชื่อมโยงมุมมองต่าง ๆ ในประเทศของเราเอง ก่อนที่จะสร้างความน่าเชื่อถือให้กับชาวโลก

ประการที่สองคือ ประเด็นวาระที่ IMF และ World Bank ให้ความสำคัญมากที่สุดคือเรื่องของการจ้างงาน โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยีถูกดิสรัปต์อย่างรุนแรง World Bank ประเมินว่าใน 10 ปีข้างหน้า จะมีคนรุ่นใหม่เข้าสู่ตลาดแรงงานถึง 1,200 ล้านคนทั่วโลก แต่จะมีตำแหน่งงานรองรับเพียง 400 ล้านตำแหน่งเท่านั้น หมายความว่ามีคนเสี่ยงตกงานสูงถึง 2 ใน 3 ซึ่งรัฐบาลไทยก็ได้ขึ้นเวทีประกาศในเรื่องนี้ แต่กลับไม่มีแผนที่เป็นรูปธรรมและชัดเจนว่าจะเตรียมพร้อมอย่างไร จะมีการสนับสนุนการจ้างงานให้กับคนรุ่นใหม่ หรือคนที่กำลังอยู่ในตลาดงานที่มีความเสี่ยงตกงานอย่างไร รัฐบาลให้ความสำคัญกับการลงทุนและตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (Gross Domestic Product: GDP) แต่ไม่ได้เตรียมความพร้อมว่าการลงทุนเหล่านั้นจะนำไปสู่การจ้างงานในประเทศมากน้อยเพียงใด ยิ่งไปกว่านั้น รัฐบาลยังกำลังเตรียมแก้ปัญหาเรื่อง GDP ด้วยการแก้วิธีคำนวณ ซึ่งจะทำให้เกิดความมหัศจรรย์ที่ตัวเลข GDP ของเราจะสูงขึ้นทั้งในปัจจุบันและย้อนหลัง แต่กลับไม่ได้แก้ปัญหาที่ประชาชนกำลังจะตกงานเพิ่มขึ้นในอนาคต ดังนั้นจึงขอฝากไว้ว่าเรื่องของการจ้างงานต้องกลับมามีนโยบายที่เป็นรูปธรรมของประเทศเราเอง

นางเพียงพนอ บุญกล่ำ ทีมบริหารพรรคประชาชน ได้กล่าวถึงวงสนทนาของภาคประชาสังคมกับนางคริสตาลินา จอร์จีวา กรรมการผู้จัดการกองทุน IMF ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับคอร์รัปชัน โดยนางคริสตาลินาได้ยืนยันว่า IMF ยังคงให้ความสำคัญกับเรื่องธรรมาภิบาล แต่เรื่องที่สำคัญที่สุดคือพลังจากภาคประชาชนที่จะต้องทำให้รัฐบาลหรือผู้มีอำนาจรับผิดชอบต่อการใช้อำนาจ หรือที่เรียกว่า accountability สำหรับเรื่องคอร์รัปชันเอง นางคริสตาลินาชี้ว่าความโปร่งใสคือการเปิดเผยข้อมูลอย่างเดียวไม่เพียงพอ ถึงแม้ว่าอธิบดีกรมบัญชีกลางจะได้ให้คำมั่นว่าจะเปิดเผยข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างย้อนหลัง 5 ปี ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือต้องทำให้ผู้มีอำนาจรับผิดชอบต่อการตัดสินใจหรือต่อการละเลยการตัดสินใจ และหนึ่งในนั้นคือเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายที่คณะรัฐมนตรีได้แถลงไว้เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา และตรงกับหลักการขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development: OECD)

นายพิศาล มาณวพัฒน์ ทีมบริหารนโยบายการต่างประเทศ พรรคประชาชน ได้ให้มุมมองว่า รัฐบาลไม่ควรหลงประเด็นและพอใจกับคำชื่นชมว่าประเทศไทยจัดการประชุมได้ยอดเยี่ยม เพราะเรื่องนี้เป็นจุดเด่นของไทยและคนไทยมาทุกยุคทุกสมัย ตั้งแต่รัฐบาลอานันท์ ปันยารชุน จัดประชุม IMF World Bank เมื่อ 35 ปีที่แล้ว หรือการจัดประชุมสุดยอดเอเปก ปี 2003 ใคร ๆ ก็อยากมาประเทศไทย คำถามคือเราพอใจที่นักธุรกิจนักลงทุนมาประเทศไทยเพื่อจะพาครอบครัวมาพักผ่อน มาใช้จ่าย มาทานอาหารไทย แล้วไปทำธุรกิจกับเวียดนาม สิงคโปร์ มาเลเซีย เพียงแค่นั้นหรือไม่ ประเด็นหลักคือคำเตือนของ IMF และ World Bank ที่ประชุมเรื่องวินัยการคลัง การลดหนี้ครัวเรือน การช่วยคนเปราะบางแบบพุ่งเป้าแทนที่จะใช้นโยบายประชานิยม รัฐบาลได้สร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศต่าง ๆ และภาคเอกชนที่เข้ามาร่วมประชุมได้มากขึ้นหรือไม่

นายพิศาลยังกล่าวถึงสิ่งที่สำคัญที่ควรจะเกิดขึ้นแต่กลับไม่ได้เกิด โดยเฉพาะการที่บุคคลสำคัญที่สุดคนหนึ่งของการประชุมนี้ไม่ได้มา ซึ่งคณะรัฐมนตรีเงาได้เคยเสนอให้รัฐบาลมีหนังสือเชิญรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของสหรัฐอเมริกา นายสกอตต์ สเตทส์ มาพร้อมกับสามีของเขาในฐานะแขกของนายกรัฐมนตรี แต่กลับไม่ประสบผลสำเร็จ ซึ่งแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไทยไม่เชี่ยวชาญและไม่รู้จักวอชิงตันดีพอ หรือหากมีการจ้างบริษัทล็อบบี้ในวอชิงตันไว้จริง ก็ควรจะทำงานให้ได้ผล เพราะนายสกอตต์ สเตทส์ เป็นคนคุมนโยบายที่ให้คุณให้โทษกับประเทศไทยไม่ว่าจะเป็นเรื่องภาษี หรือมาตรการคว่ำบาตรต่าง ๆ หากบริษัทที่จ้างไว้ทำงานไม่ได้ผลก็ควรบอกเลิกสัญญา

นอกจากนี้ นายพิศาลยังแสดงความเห็นใจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศที่ทำงานภายใต้รัฐบาลที่ไม่มีความมุ่งมั่น ไม่มีแผนชัดเจน ที่สำคัญคือความสามารถยังไม่ปรากฏที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับนานาชาติที่เขาอยากจะมาลงทุนแบบมีคุณภาพในประเทศไทย โดยยกตัวอย่างการที่สำนักข่าว CNN ตั้งคำถามว่า เศรษฐกิจไทยเติบโตช้าที่สุดในอาเซียน แต่รัฐมนตรีต่างประเทศกลับตอบว่าได้รับผลกระทบจากตะวันออกกลาง ทั้งที่ความจริงทุกประเทศที่เศรษฐกิจดีกว่าไทยก็ได้รับผลกระทบเหมือนกันหมด เมื่อถูกถามว่าการเมืองไทยเปลี่ยนแปลงบ่อย รัฐมนตรีต่างประเทศกลับบอกว่าตอนนี้เราเป็นปึกแผ่น มีเสียงข้างมาก แต่เศรษฐกิจไทยที่ตกต่ำมา 10 กว่าปี และการต่างประเทศที่ตกต่ำมา 10 กว่าปีนั้น ก็ล้วนมาจากสมัยที่รัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีเสียงข้างมากทั้งสิ้น และกรณีที่รัฐมนตรีต่างประเทศพูดว่ามีแผนก้าวต่อไปที่จะเข้าเป็นสมาชิก OECD แต่ข้อเท็จจริงที่ทราบจากเจ้าหน้าที่ที่ทำเรื่อง OECD คือกว่าไทยจะเข้าเป็นสมาชิกได้นั้นจะต้องใช้เวลาอีกประมาณ 5-10 ปี ซึ่งระหว่างนี้ หากอยากให้นานาประเทศเชื่อมั่นในธรรมาภิบาลและการปราบปรามคอร์รัปชัน ยังมีเรื่องท้าทายให้รัฐบาลตัดสินใจได้ทุกวัน ไม่ต้องรอการเข้าเป็นสมาชิก OECD

ต่อมาในช่วงท้าย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ได้กล่าวสรุป สิ่งที่หลายท่านได้นำเสนอสรุปคือ รัฐบาลอย่ามัวฟังแต่คำชมในเรื่องของการเป็นเจ้าภาพจัดงาน ซึ่งเป็นสิ่งที่ประเทศไทยทำได้ดีอยู่แล้ว แต่ให้ฟังคำเตือนจากนานาชาติด้วยว่า จะทำอย่างไรที่จะทำให้ประเทศไทย นอกจากเป็นประเทศที่น่าเที่ยวแล้ว ควรเป็นประเทศที่น่ามาลงทุนและประกอบธุรกิจที่มีคุณภาพด้วยเช่นกัน

แท็กที่เกี่ยวข้อง
อภิปรายไม่ไว้วางใจ
ครม.เงา
พรรคประชาชน

ก

ก

ก



ก

ก

ก

section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'อนุทิน' แถลงปราบนอมินีที่ดิน-ทุนเทา ลั่นไม่มีอิทธิพลไหนใหญ่กว่ารัฐบาล
'อนุทิน' แถลงปราบนอมินีที่ดิน-ทุนเทา ลั่นไม่มีอิทธิพลไหนใหญ่กว่ารัฐบาล