ครม.เงา ถล่ม "โซลาร์เซลล์" ภาคประชาชน แสนล้าน ส่อทุจริต เอื้อนายทุน! เชื่อหักหัวคิวเกือบ 3 หมื่น หลังมีครหาผู้ประกอบการต้องวางเงินประกัน 6 หมื่นบาทต่อหลัง-อัดรัฐบาลไทย เวที ตปท.อ่อนแอ หลังเมียนมาทิ้งบอมบ์-"ณัฐพงษ์" ชี้ รัฐบาลเมินสภา ไม่ทำหน้าที่ ย้ำใช้ทุกกลไก อภิปราย-ตรวจสอบ จี้ นายกฯ หยุดใช้เวลาเดินทักทาย สส. เรียกร้องความรับผิดชอบต่อฝ่ายนิติบัญญัติ
สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 มีการประชุม คณะรัฐมนตรีเงา ภายใต้การนำของนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน โดยมีการหารือในหลายประเด็นทั้งเรื่องโครงการโซลาร์เซลล์ภาคประชาชน ที่มีข้อสงสัยว่าอาจมีการ "ล็อกสเปก" และเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มนายทุนบางราย พร้อมทั้งตั้งข้อสังเกตถึงพฤติกรรมของรัฐบาลที่ไม่ให้ความสำคัญกับกลไกการตรวจสอบของรัฐสภา สถานการณ์ชายแดนกับเมียนมา และวิกฤตสารปนเปื้อนในพื้นที่สำคัญ พร้อมย้ำว่าฝ่ายค้านจะใช้ทุกเวทีในสภา เพื่อตรวจสอบรัฐบาลที่ละเลยหน้าที่และความรับผิดชอบต่อประชาชน
"ครม.เงา" แฉโซลาร์ภาค ปชช.พิรุธ "ล็อกสเปก" เอื้อนายทุน
นายศุภโชติ ไชยสัจ สส.พรรคประชาชน ได้นำเสนอข้อมูลและข้อสังเกตเกี่ยวกับโครงการโซลาร์เซลล์ภาคประชาชน ซึ่งรัฐบาลตั้งเป้าไว้ 1 ล้านหลังคาเรือน ด้วยวงเงินลงทุนสูงถึง 50,000 ล้านบาท โดยรัฐบาลให้การสนับสนุนครัวเรือนละ 50,000 บาท สำหรับผู้ที่ประสงค์จะติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านของตนเอง โครงการนี้ถูกนำเสนอว่าเป็น "โครงการเรือธง" ของรัฐบาล ที่ประกาศอย่างยิ่งใหญ่ว่าประชาชนจะมีเสรีภาพในการเลือกผู้ติดตั้งได้อย่างอิสระ ไม่มีล็อกโควตาให้รายใดรายหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม นายศุภโชติกล่าวว่า "ฟังดูอาจจะสวยหรู แต่ความเป็นจริงแล้วอาจจะไม่ใช่อย่างนั้น" โดยให้คำนิยามว่า "ถ้าตัวเลือกมีอยู่อย่างจำกัด หรือถูกบังคับให้มีอยู่อย่างจำกัด นั่นหมายความว่าประชาชนไม่มีทางเลือก"
ปัญหาเริ่มต้นจากการที่รัฐบาลเปิดให้บริษัทที่ประสงค์จะเป็นผู้ติดตั้งโซลาร์เซลล์ลงทะเบียนก่อน แต่หลังจากนั้น ได้มีการออกเงื่อนไขบังคับให้ผู้ประกอบการติดตั้งต้องวางเงินประกันรวมกว่า 60,000 บาทต่อหลัง เงื่อนไขนี้ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อผู้ประกอบการรายย่อย ทำให้หลายรายต้องถอนตัวจากการเข้าร่วมโครงการ ไม่สามารถแบกรับความเสี่ยงทางการเงินที่อาจเกิดขึ้นได้ จากข้อมูลของมติชนพบว่า 60-70% ของบริษัทที่ติดตั้งโซลาร์เซลล์ตัดสินใจออกจากโครงการ ซึ่งหมายความว่าเหลือเพียงประมาณ 30% หรือ 100 กว่ารายชื่อเท่านั้นที่ยังรับงานต่อไปได้ สถานการณ์นี้สร้างความกังวลอย่างยิ่งว่าโครงการที่ตั้งใจจะส่งเสริมพลังงานทางเลือกสำหรับประชาชน อาจกำลังกลายเป็นช่องทางสำหรับกลุ่มทุนบางกลุ่ม
นายศุภโชติระบุว่า เมื่อพรรคประชาชนนำรายชื่อบริษัทที่เหลือมาตรวจสอบ พบความบังเอิญที่น่าตกใจหลายประการ ประการแรก กว่า 60 บริษัทมีที่อยู่ซ้ำกัน ซึ่งทำให้คิดเป็นอื่นไม่ได้ว่าอาจมีการแยกร่างบริษัทออกมาเป็นบริษัทย่อย เพื่อรับงานหรือทำให้จำนวนดูเยอะตามที่รัฐมนตรีกล่าวอ้าง ประการที่สอง เมื่อตรวจสอบรายชื่อกรรมการผู้ถือหุ้น พบว่ามีกว่า 120 บริษัทที่กรรมการกับผู้ถือหุ้นมีชื่อนามสกุลเดียวกันซ้ำๆ และมีการถือหุ้นไขว้กันไปมา ซึ่งหมายความว่าแม้บริษัทหนึ่งจะไม่ได้รับการเลือก บริษัทอื่นในเครือข่ายเดียวกันก็ยังมีโอกาสที่ประชาชนจะเลือกทำงานได้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการรวมศูนย์อำนาจและการผูกขาดที่อาจเกิดขึ้นในโครงการขนาดใหญ่เช่นนี้
สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ ไม่ว่าจะเป็นการตั้งเงื่อนไขกีดกันรายย่อย การมีหลายบริษัทที่มีที่อยู่ซ้ำกัน การถือหุ้นไขว้กันไปมา รวมถึงข่าวลือที่มีการหักหัวคิวกินส่วนต่างสูงถึงเกือบ 30,000 บาทต่อราย ทำให้พรรคประชาชนไม่สามารถมั่นใจได้เลยว่าเงินกู้ 50,000 ล้านบาท ซึ่งควรจะเป็นของพี่น้องประชาชน จะไม่ถูกผันไปอยู่ในมือของคนไม่กี่กลุ่มอย่างไม่เป็นธรรม หากรัฐบาลไม่สามารถคลายข้อสงสัยและตอบคำถามให้กับสังคมได้ว่าเงินกู้ก้อนนี้เป็นของประชาชนจริงและไม่หายไประหว่างทาง พรรคประชาชนจะเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกโครงการนี้ทันที เพื่อป้องกันความเสียหายต่อประเทศชาติและประชาชน
นายศุภโชติยังได้เรียกร้องโดยตรงไปยังรองนายกรัฐมนตรี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ซึ่งเป็นผู้กำกับดูแลการใช้เงินกู้ก้อนนี้ว่า "ท่านต้องหยุดช่วยเครือข่ายพรรคภูมิใจไทยในการหากินกับเงินกู้" โดยเน้นย้ำว่านี่คือเงินกู้ของประชาชน ไม่ใช่เงินของใครที่ใครจะมาเอาไปก็ได้
"เลิกเอาประชาชนมาบังหน้า ถ้าไม่มีการล็อกสเปก ไม่มีการล็อกให้กับนายทุน ประชาชนอาจจะได้โครงการติดตั้งโซลาร์เซลล์ 2 ล้านหลังก็ได้"นายศุภโชติกล่าว
ด้านนายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้กล่าวเสริมว่า "รัฐบาลภูมิใจไทยมีแต่ลมปากเรื่องช่วยผู้ประกอบการไทย เรื่องพัฒนาเทคโนโลยีไทย ถึงเวลาก็กู้เงินมาช่วยทุนจีนกับนายหน้าไทยกินหัวคิว"
รองหัวหน้าพรรคประชาชนกล่าวว่าการทำโครงการสไตล์รัฐบาลภูมิใจไทยคือใช้งบประมาณเยอะๆ จัดซื้อจัดจ้างแบบมีข้อกังขาเรื่องราคากลาง คล้ายกับโครงการ TH-AI Passport แล้วอ้างว่าทำเพื่อประชาชน แม้ทุกนโยบายจะมีประชาชนได้ประโยชน์อยู่แล้ว แต่ต้องตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าและประสิทธิภาพ เนื่องจากมีข้อจำกัดเรื่องการคลังมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนี่คือเงินกู้ ไม่ใช่งบประมาณปกติ ยิ่งต้องตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าและประสิทธิภาพที่หนักกว่าเดิม
นายวีระยุทธกล่าวอีกว่า การกู้เงินใช้เงินเป็นแสนล้าน แต่ไม่ได้คิดเพื่อการสร้างเศรษฐกิจภายใน สร้างอุตสาหกรรมของเราเองเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นายเอกนิติ และ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี ที่ชอบพูดเรื่องการส่งเสริมเทคโนโลยีในประเทศและช่วยผู้ประกอบการไทย แต่เวลากู้เงินมาใช้กลับปล่อยให้เกิดข้อวิจารณ์เรื่องการกินหัวคิว ตัวอย่างเช่น การใช้เงินแสนล้านในการเปลี่ยนผ่านพลังงานไทย อย่างน้อยต้องสร้างเศรษฐกิจภายใน ให้เกิดการผลิตโครงข่ายมิเตอร์อัจฉริยะ (Smart Meter) หรือระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) ภายในประเทศให้ได้ ซึ่งผู้ประกอบการไทยควรจะมีศักยภาพในการพัฒนา แต่กลับไม่ได้รับโอกาส
ที่สำคัญคือการใช้ พ.ร.ก. เงินกู้ มีข้อจำกัดเรื่องเงื่อนไขการใช้เงินที่ต้องใช้ให้หมดภายในธันวาคม 2570 ซึ่งเป็นตัวบีบรัดที่ทำให้ไม่มีโอกาสและไม่มีพื้นที่ในการพัฒนาผู้ประกอบการไทยเลย
นายวีระยุทธยังอ้างอิงถึงการดูงานที่ขอนแก่น ซึ่งพบว่ามหาวิทยาลัยขอนแก่นมี KKU โวลท์ ที่สามารถทำแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนได้ และมีแบตเตอรี่โซเดียมไอออนที่เป็นเกลือที่เริ่มพัฒนาขึ้นมา ทั้งหมดนี้อยู่บนหิ้ง เพราะต้องการสเกลในการผลิตเพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการไทยมาสนับสนุน แต่เมื่อไม่มีนโยบายที่ส่งเสริมและถูกบีบด้วยเวลา จึงไม่มีใครทำทัน งานวิจัยก็อยู่บนหิ้งเหมือนเดิม
"เป็นการใช้เงินแสนล้านที่สุดท้ายเอาไปกระตุ้นเศรษฐกิจจีน เอาไปช่วยหัวคิวในส่วนของ 2 แสนล้านพลังงาน" นายวีระยุทธกล่าวและสรุปว่า รัฐบาลภูมิใจไทยมีแต่ลมปากเรื่องช่วยผู้ประกอบการไทยและพัฒนาเทคโนโลยีไทย ซึ่งแตกต่างจากความเป็นจริงที่เกิดขึ้นอย่างสิ้นเชิง
วิกฤตสารปนเปื้อนอุดรฯ-ปราจีนฯ: รัฐบาลเมินประชาชน
นอกจากประเด็นร้อนแรงด้านพลังงานแล้ว คณะรัฐมนตรีเงายังได้หยิบยกปัญหาสารปนเปื้อนในแม่น้ำที่จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังจังหวัดอุดรธานี โดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีมีกำหนดการเดินทางไปตรวจราชการในพื้นที่ดังกล่าวระหว่างการประชุม ครม.สัญจร อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ล่าสุดพบว่าผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรีไม่ได้มีการจัดโครงการชวนประชาชนไปรับประทานปลา ซึ่งสะท้อนถึงความไม่เชื่อมั่นของภาคราชการเอง ประชาชนส่วนใหญ่ในจังหวัดปราจีนบุรีก็ไม่มีความเชื่อมั่นในความปลอดภัยของแหล่งน้ำ และปฏิเสธที่จะให้ความร่วมมือ เนื่องจากวิตกกังวลว่าสารปนเปื้อนในแม่น้ำมีปริมาณสูงมาก และเกรงว่าอาจมีผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาวได้ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวในการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชน
ปัญหาแรงงานข้ามชาติและเมียนมา: ศูนย์ CI ส่อทุจริต-การทูตไทยเสียเชิง
คณะรัฐมนตรีเงายังได้หยิบยกปัญหาการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติ โดยเฉพาะประเด็นศูนย์พิสูจน์สัญชาติ (CI) ซึ่งพบข้อพิรุธหลายอย่างที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการและแรงงาน โดย นางนิลุบล พงษ์พยอม ตัวแทนกลุ่มนายจ้างสีขาว ได้สะท้อนปัญหาว่า ปัจจุบันผู้ประกอบการพบค่าใช้จ่ายที่ผิดปกติในการดำเนินการที่ศูนย์ CI ซึ่งเมื่อก่อนค่าหนังสือเดินทางชั่วคราวอยู่ที่ 310 บาท แต่ปัจจุบันขยับขึ้นเป็น 710 บาท และค่า CI ขยับขึ้นเป็น 2,670 บาท ซึ่งทางกลุ่มได้สอบถามกรมการจัดหางานแต่ไม่ได้รับการชี้แจงรายละเอียดที่ชัดเจนและสมเหตุสมผล
จากการชี้แจงในกรรมาธิการความมั่นคง พบว่ามีเรื่อง "ภาษีของเมียนมาที่เรียกเก็บในประเทศไทย" ซึ่งสรุปว่าพม่าได้จ่ายภาษีในประเทศไทยแล้ว จึงไม่ควรมีการเก็บซ้ำซ้อน อย่างไรก็ตาม กรมการจัดหางานได้ออกประกาศค่าธรรมเนียม 670 บาท ซึ่งภาษีตัวนั้นกลับถูกซ่อนอยู่ในค่าธรรมเนียมใน Slip เซเว่น โดยไม่มีการชี้แจงรายละเอียดแก่ผู้ประกอบการ ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่โปร่งใสและสร้างความสับสนแก่ผู้เกี่ยวข้อง
นางนิลุบลยังเปิดเผยถึงปัญหา "คิวผี" หรือ "ส่วย" หน้าศูนย์ CI ที่ผู้ประกอบการและแรงงานต้องจ่ายเพิ่มเติม 1,350-1,500 บาท เพื่อให้สามารถเข้าไปดำเนินการได้ หากไม่จ่ายก็จะเข้าไม่ได้ ซึ่งเป็นระบบการรีดไถที่เปิดเผยและสร้างภาระอย่างมาก นอกจากนี้ ภายในศูนย์ยังมีการเรียกเก็บเงิน "กลับบ้าน" 25% จากแรงงานเมียนมา หรืออีก 6,000 บาทต่อคน ซึ่งเป็นเงินที่เก็บโดยรัฐบาลทหารเมียนมา โดยต้องโอนผ่าน True Money ทำให้ผู้ประกอบการที่พยายามทำถูกต้องตามกฎหมายต้องรับภาระค่าใช้จ่ายเหล่านี้ล่วงหน้า เพื่อให้แรงงานสามารถดำเนินการได้ ซึ่งอาจส่งผลให้แรงงานกว่า 2 ล้านคนที่ต้องทำเล่ม CI หรือต่ออายุหนังสือเดินทาง อาจไม่สามารถดำเนินการได้หากนายจ้างไม่มีเงินสนับสนุน และอาจทำให้แรงงานเหล่านี้เข้าสู่ระบบผิดกฎหมายมากขึ้น
นายสหัสวัต คุ้มคง สส.พรรคประชาชน ได้กล่าวเสริมว่า ปัญหาการจัดการแรงงานข้ามชาติของไทยนั้นตรงข้ามกับหลักการสากลที่ควรจะ "ง่าย เร็ว และราคาถูก" แต่ของไทยกลับ "ช้า ยากมาก และแพง" ไม่รวมค่าใช้จ่ายแฝงอื่น ๆ ซึ่งส่งผลให้เกิดการทุจริตและเข้าถึงการขึ้นทะเบียนยาก ทำให้ประเทศไทยไม่มีตัวเลขแรงงานข้ามชาติที่แท้จริงที่ชัดเจน
นายสหัสวัต กล่าวต่อว่ากระทรวงแรงงานเป็นผู้เปิดพื้นที่ให้กับรัฐบาลทหารพม่าเข้ามาดำเนินการพิสูจน์สัญชาติคนพม่าผ่านศูนย์ CI ในไทย ซึ่งมีข้อร้องเรียนมากมาย และทำให้เกิดคำถามว่า "นี่เป็นการใช้พื้นที่ของประเทศไทยในการอำนวยความสะดวกเก็บเงินให้กับรัฐบาลทหารพม่าหรือเปล่า" ซึ่งเป็นการละเมิดอธิปไตยของไทยและสร้างความชอบธรรมให้แก่รัฐบาลเผด็จการทหารเมียนมา
นายสหัสวัตเสนอแนะว่าในระยะสั้นต้องมีการปฏิรูปศูนย์ CI ใหม่ โดยหากจำเป็นต้องมีจริง ศูนย์ CI ต้องกำกับดูแลโดยรัฐบาลไทย และต้องยืนยันหลักการสำคัญว่าเมื่อคนทำงานในประเทศไหน สร้างเศรษฐกิจให้ประเทศไหน ก็ต้องจ่ายภาษีหรือจ่ายเงินให้กับประเทศนั้น ไม่ใช่ปล่อยให้อีกประเทศต้นทางมาเก็บภาษีซ้อนอย่างผิดกฎหมาย ในระยะกลาง ควรพิจารณาว่ายังมีความจำเป็นต้องมีศูนย์ CI หรือไม่ เพราะประเทศไทยสามารถออกแบบระบบการจัดการแรงงานข้ามชาติที่ขึ้นทะเบียนโดยตรงกับประเทศไทยได้ ซึ่งเคยทำมาแล้วในอดีต ตั้งแต่ปี 2540 และในระยะยาว ต้องมองถึงกลไกการปฏิรูปการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติทั้งระบบ เช่น การรีวิวอาชีพสงวนใหม่ทั้งระบบ เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการแรงงานที่แท้จริง และปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ.คนเข้าเมือง หรือพระราชกำหนดบริหารจัดการแรงงานต่างด้าว เนื่องจากระบบปัจจุบันที่ใช้กันมาตั้งแต่ปี 2547 หรือกว่า 22 ปีแล้วนั้น ล้าสมัยและไม่ตอบโจทย์ปริมาณแรงงานที่เพิ่มขึ้นและกระจายตัวในอุตสาหกรรมต่าง
ๆ "ต้องหยุดศูนย์ CI หรือปล่อยให้เจ้าหน้าที่ไทยเปิดช่องให้รัฐบาลทหารพม่าเข้ามาดูดเงินจากประเทศเราออกไป" นายนายสหัสวัตกล่าวทิ้งท้าย
"เกรงใจเมียนมา" ทำไทยเสียศักดิ์ศรี
นายพิศาล มาณวพัฒน์ รัฐมนตรีเงาต่างประเทศ ได้กล่าวสรุปสถานการณ์ชายแดนไทย-เมียนมา โดยชี้ว่า "การพูดแบบเกรงใจผู้นำทหารเมียนมา ทำให้ไทยเสียศักดิ์ศรี เสียผลประโยชน์ชาติ และทำให้คนไทยเดือดร้อน"
นายพิศาลกล่าวยกตัวอย่างเหตุการณ์ทิ้งระเบิดของกลุ่มชาติพันธุ์ด้วยโดรนและเครื่องบินของทหารเมียนมาเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม ซึ่งทำให้กระสุนจากอาวุธหนักตกในฝั่งไทยที่แม่สอดและอำเภอพบพระ ส่งผลให้บ้านเรือนประชาชนเสียหายและมีผู้ได้รับบาดเจ็บ เหตุการณ์เช่นนี้ตอกย้ำความล้มเหลวของการทูตแบบเกรงใจที่ไทยมีกับทหารเมียนมา และตอกย้ำนโยบายที่ไม่เกรงใจของผู้นำทหารเมียนมาที่มีต่อรัฐบาลไทย ที่เลือกปฏิบัติการทางทหารโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อประเทศเพื่อนบ้าน
นายพิศาลยังกล่าวย้อนความว่า เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา รัฐบาลไทยได้ต้อนรับการเยือนของ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย อย่างเป็นทางการอย่างอบอุ่น ว่านี่ถือป็นการทิ้งไพ่ใบสำคัญทางการทูตไปเปล่า ๆ โดยไม่มีผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม จนถึงบัดนี้ไม่ปรากฏว่าปัญหาสภาวะข้ามชาติใดที่ส่งผลกระทบถึงไทยลดน้อยลง เหตุการณ์ทิ้งระเบิดในฝั่งไทยแสดงว่าทหารเมียนมาไม่แคร์ประเทศไทย เช่นเดียวกับที่ไม่แคร์ฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียน ซึ่งแสดงถึงความไม่ใส่ใจต่อหลักการความร่วมมือในภูมิภาค
ครม.เงาจึงได้เสนอรัฐบาล 5 ข้อดังนี้ เพื่อปรับปรุงนโยบายการต่างประเทศและแก้ปัญหาวิกฤตชายแดน:
1. ยึดผลประโยชน์เศรษฐกิจที่ไทยได้รับจากแรงงานถูกกฎหมายต่อภาคการผลิตส่งออก แทนผลประโยชน์ของรัฐบาลทหารเมียนมา ซึ่งควรเป็นเป้าหมายหลักในการดำเนินนโยบายแรงงานต่างชาติ
2. แจ้งฝ่ายเมียนมาอย่างเป็นทางการว่า มาตรการเก็บภาษีแรงงานของเมียนมาในประเทศไทย ร้อยละ 2 ของรายได้ ไม่สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ และขัดกับความตกลงภาษีซ้อนไทย-พม่า ซึ่งลงนามกันตั้งแต่ปี 2545 เพื่อยุติการเก็บภาษีซ้ำซ้อนที่ไม่เป็นธรรม
3. รัฐบาลไทยควรนำแรงงานเมียนมาเข้าสู่ระบบให้มากที่สุด ด้วยการผ่อนปรนชั่วคราวเรื่องใบแสดงอัตลักษณ์ส่วนบุคคล (CI) ลดต้นทุนของผู้ประกอบการ และลดค่าใช้จ่ายของโรงพยาบาลภาครัฐที่มาจากแรงงานต่างชาติและครอบครัวที่อยู่นอกระบบ ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาสาธารณสุขและเศรษฐกิจของประเทศ
4. ทบทวนแนวนโยบายการปฏิสัมพันธ์แบบค่อยเป็นค่อยไป ที่ใช้คำภาษาอังกฤษว่า "recalibrated engagement" เพราะ มิน อ่อง หล่าย อ่านออกว่าเป็นนโยบายเหล้าเก่าในขวดใหม่ เมียนมามีแต่ได้ ไทยมีแต่เสียมาตลอด รัฐบาลไทยจึงต้องเดินการทูตให้มีศักดิ์ศรี สง่างาม ให้เพื่อนบ้านเกรงใจเรา แทนที่เราจะไปเกรงใจเพื่อนบ้านเพียงฝ่ายเดียว เพื่อรักษาระดับความสัมพันธ์ที่เท่าเทียมและเคารพซึ่งกันและกัน
5. ต้องเน้นแก้ปัญหาที่ไทยได้รับเต็มๆ มาจากเมียนมา ซึ่งเป็นปัญหาข้ามชาติ ไม่ว่าจะเป็นเขตกระสุนตก ยาเสพติด สารปนเปื้อนในแม่น้ำ ให้แก้ที่ต้นตอ ต้นตอคือสงครามที่ยืดเยื้อระหว่างทหารเมียนมากับชาติพันธุ์ชนกลุ่มน้อยต่างๆ รัฐบาลไทยต้องกล้าใช้จุดแข็งที่เรามี ใช้ไพ่ที่เรากับอาเซียนมี ขับเคลื่อนความร่วมมือกับมหาอำนาจ โดยเฉพาะกับจีน ที่จะกดดันโน้มน้าวมิน อ่อง หล่ายให้หยุดการทิ้งระเบิดฆ่าฟัน และเข้าสู่กระบวนการปรองดองภายในชาติกับชนกลุ่มน้อย ซึ่งต้องใช้เวลา แต่เราต้องทำอย่างต่อเนื่อง มุ่งมั่น โฟกัสให้สำเร็จ สรุปคือ "ทำการทูตให้เพื่อนบ้านเกรงใจเรา จัดระเบียบการจดทะเบียนแรงงานต่างชาติในไทยเพื่อตอบสนองผลประโยชน์ไทย" เพื่อความมั่นคงและผลประโยชน์สูงสุดของประเทศ
ความคืบหน้าคดี 44 ส.ส. และมุมมอง "นิติสงคราม"
ในส่วนของประเด็นความคืบหน้าคดี 44 สส. ที่เกี่ยวกับการเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งจะมีการนัดไต่สวนพยานในวันพรุ่งนี้ (3 พ.ย. 2569) นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า "ไม่ได้มีความกังวลแต่อย่างใด" เนื่องจากทีมงานกฎหมายได้เตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่ และมีพยานหลักฐานในการชี้แจงเพื่อหักล้างข้อกล่าวหาของ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามมการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งเป็นโจทก์ผู้ยื่นฟ้อง โดยขอเน้นย้ำถึงเจตนารมณ์ในการยื่นเสนอแก้ไขกฎหมายมาตรา 112 ว่าเป็นหน้าที่ของ ส.ส. และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่จะต้องทำเพื่อเสนอแก้ไขกฎหมายด้วย พร้อมทั้งมองว่าคดีนี้เป็น "กระบวนการนิติสงคราม" ที่ต้องการทำลายล้างพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้าม ซึ่งเป็นสิ่งที่สะท้อนถึงความพยายามในการใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือทางการเมือง
ชี้รัฐบาลต้องเคารพกลไกสภา-พร้อมอภิปรายทุกเวที
นายณัฐพงษ์ ได้กล่าวถึงกรณีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจตามมาตรา 152 (แบบไม่ลงมติ) ว่าเป็นช่องทางหนึ่งที่พรรคฝ่ายค้านสามารถใช้กลไกในสภาได้ โดยส่วนตัวแล้วเห็นว่าหัวใจสำคัญในเวลานี้คือรัฐบาลจะต้องเคารพและให้ความสำคัญกับกลไกของสภามากกว่า ไม่ว่าจะเป็นเวทีการอภิปรายตามมาตรา 151 และมาตรา 152 หรือแม้แต่เวทีอื่น ๆ เช่น การตอบคำถามของกรรมาธิการ หรือการตอบกระทู้ในสภา แต่กลับพบพฤติกรรมและพฤติการณ์ของคณะรัฐมนตรีและตัวนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีเองที่อาจให้ความสำคัญกับเวทีสภาน้อยมาก หรือแทบจะไม่ให้ความสำคัญเลย
นายณัฐพงษ์ยกตัวอย่างว่า เวลาที่นายกฯ เข้าสภา แทนที่จะไปอยู่บนบัลลังก์เพื่อตอบกระทู้ถาม นายกฯ กลับใช้เวลาในสภาเดินทักทาย สส. ในห้องประชุม กลายเป็นว่าเข้าสภาแล้วก็ไม่ได้ทำหน้าที่ของตนเอง หรือทำหน้าที่ฝ่ายบริหารที่ต้องรับผิดชอบต่อฝ่ายนิติบัญญัติ ดังนั้นในส่วนนี้ ตนเองมองว่าไม่ว่าจะยื่นอภิปรายตามมาตรา 152 หรือไม่ยื่น ก็ยืนยันว่าเป็นกลไกหนึ่งในบรรดากลไกที่ฝ่ายค้านสามารถใช้ทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลได้
ส่วนกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์พุ่งเป้าการยื่นอภิปรายตามมาตรา 151 มากกว่ามาตรา 152 นั้น นายณัฐพงษ์กล่าวว่าพรรคประชาชนให้ความสำคัญกับทุกเวทีและทุกช่องทาง ส่วนการแสดงความคิดเห็นจากฝั่งพรรคประชาธิปัตย์ก็สามารถให้ความคิดเห็นได้ แต่สุดท้ายแล้วจะยื่นหรือไม่ยื่นอย่างไร ตนเห็นว่าต้องดูบริบทตามสถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้น และยืนยันว่าเวทีอภิปรายตามมาตรา 152 ก็เป็นอีกเวทีหนึ่งที่อาจใช้เป็นเวทีตรวจสอบได้เช่นเดียวกัน
เมื่อถามว่าเรื่องใดจะเป็นเรื่องชี้ขาดว่าจะยื่นหรือไม่ยื่นญัตติอภิปรายตามมาตรา 152 นายณัฐพงษ์กล่าวว่าตนเองเห็นว่าเรื่องนี้บางทีอาจจะเป็นเรื่องของการเดินทางการเมืองด้วย อาจจะไม่ได้มาพูดได้อย่างชัดเจนในเวทีสาธารณะว่าอะไรจะเป็นหลักเกณฑ์ที่จะใช้ยื่นไม่ยื่น
ใช้ทุกโอกาสตรวจสอบ-จี้รัฐบาลกำหนดตารางเวลาเข้าสภา
เมื่อถามถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรีระบุว่า "เมื่อมาที่สภาแล้วก็ไม่ถาม พอไม่มาก็จะถาม" นายณัฐพงษ์กล่าวว่าความจริงแล้วฝ่ายค้านใช้หลายโอกาสมากทั้งผ่านหน้าสื่อที่เรียนเชิญนายกฯ โดยตรง รวมถึงคณะรัฐมนตรีอื่น ๆ ด้วย และมีการประสานงานหลังบ้าน แทนที่ฝ่ายบริหารจะต้องล็อกตารางของตนเองไว้ว่ามีหน้าที่ต้องมาตอบชี้แจงในสภาอย่างน้อยหนึ่งสัปดาห์ก็คือวันพฤหัสบดี กลายเป็นว่าตอนนี้ฝ่ายค้านต้องพยายามย้ำและเสนอไปว่า "คุณว่างตอนไหน" เมื่อตั้งคำถามกระทู้ก็ต้องทำหนังสือเชิญไปให้ตรงตามเวลาของคุณ ส่วนตัวเห็นว่าเป็นการทำงานที่ผิดฝาผิดตัวไปหน่อย แต่ก็อยากจะบอกทุกคนว่าถึงขนาดนี้แล้ว ขนาดฝ่ายค้านเปิดโอกาสให้นายกฯ พร้อมเมื่อไร คณะรัฐมนตรีพร้อมเมื่อไร ก็ยังไม่เห็นการทำหน้าที่ของตัวนายกฯ หรือตัวคณะรัฐมนตรีที่มีความรับผิดรับชอบต่อสภามากกว่านี้




