News Logo
หน้าแรก
เปิดคำวินิจฉัยประธานศาลอุทธรณ์ 'ศิริโชค' ฟ้อง ป.ป.ช. ชี้มีกฎหมายเฉพาะ

เปิดคำวินิจฉัยประธานศาลอุทธรณ์ 'ศิริโชค' ฟ้อง ป.ป.ช. ชี้มีกฎหมายเฉพาะ

5 พ.ย. 2569 18:22
ผู้ชม 151 คน
googleตั้ง Next News เป็นข่าวโปรดบน Google

"...แม้โจทก์บรรยายฟ้องว่าโจทก์เป็นบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของจำเลยทั้งสองโดยตรง แต่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 236 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 45 ได้บัญญัติถึงกระบวนการตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่และการดำเนินคดีต่อกรรมการ ป.ป.ช. ไว้เป็นการเฉพาะ..."

สืบเนื่องสำนักข่าว Next News รายงานไปแล้วว่า เมื่อวันที่ 5 พ.ย. 2569 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 นัดนายศิริโชค โสภา อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ฟังคำสั่งกรณีนายศิริโชค ฟ้องนายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และเจ้าหน้าที่เจ้าของสำนวนคดีนายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สส. สงขลา พรรคภูมิใจไทย ให้บุคคลอื่นจ่ายค่ารักษาพยาบาลแทนให้เป็นเงินหลักล้านบาท ในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เนื่องจากมองว่า ป.ป.ช. มีพฤติการณ์ดำเนินคดีล่าช้าและดำเนินคดีความผิดทางจริยธรรมของนักการเมืองพรรคอื่นผิดปกติ โดยหลังจากนายศิริโชคยื่นฟ้อง ป.ป.ช. ขอให้ส่งประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ศาลอาญาคดีทุจริตมีอำนาจพิจารณาคดีข้างต้นหรือไม่

ประธานศาลอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยว่า คดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ เนื่องจากกฎหมายกำหนดให้คดีที่กล่าวหากรรมการ ป.ป.ช. มีกระบวนการพิจารณาเฉพาะผ่าน ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อป้องกันการฟ้องร้องกลั่นแกล้งและคุ้มครองการปฏิบัติงานขององค์กรอิสระ

ข่าวปกติ นอน (38)

ปธ.ศาลอุทธรณ์ชี้ 'ศิริโชค' ฟ้อง ป.ป.ช. ไม่อยู่ในอำนาจศาลอาญาคดีทุจริตฯ

ต่อไปเป็นรายละเอียดคำวินิจฉัยของกรณีข้างต้น มีรายละเอียด ดังนี้

คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ ที่ วท 24/2569 ลงวันที่ 25 กันยายน พุทธศักราช 2569

คดีของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 หมายเลขดำที่ อท 52/2569

ระหว่าง

นายศิริโชค โสภา โจทก์

นายสุทธิ กลีบบัวบุตร ที่ 1 และ นายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข ที่ 2 จำเลย

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 158, 157

วันนัดฟังคำสั่งหรือคำพิพากษา และกำหนดวันนัดไต่สวนมูลฟ้อง จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยกรณีเขตอำนาจศาลความว่า คดีนี้โจทก์ซึ่งเป็นราษฎรฟ้องจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ว่าร่วมกับจำเลยที่ 1 ทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ และขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 158, 157 อันเป็นการกล่าวหาว่ากรรมการ ป.ป.ช. และบุคคลอื่นร่วมกันจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตามคำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ ที่ วท 12/2569 ไม่อยู่ในอำนาจของศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นแจ้งจำเลยทั้งสองว่า ปัญหาว่าผู้เสียหายมีอำนาจฟ้องกรรมการ ป.ป.ช. ว่าทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการต่อศาลชั้นต้นหรือไม่นั้น ศาลฎีกาได้เคยมีคำวินิจฉัยปัญหากล่าวไว้แล้วตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5223/2562

จำเลยทั้งสองแถลงว่า คดีที่ผู้เสียหายฟ้องกรรมการการเลือกตั้งซึ่งเป็นผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกับกรรมการ ป.ป.ช. ประธานศาลอุทธรณ์ได้มีคำวินิจฉัยว่าไม่อยู่ในอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ และยืนยันประสงค์จะเสนอปัญหาดังกล่าวให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัย

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า กรณีมีปัญหาว่าคดีนี้จะอยู่ในอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบหรือไม่ จึงมีคำสั่งให้ส่งสำนวนมายังศาลอุทธรณ์เพื่อให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มาตรา 11

พิเคราะห์แล้ว คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องสรุปความได้ว่า โจทก์เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เขตเลือกตั้งที่ 7 จังหวัดสงขลา พรรคประชาธิปัตย์ จำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการกลุ่มไต่สวน 2 สำนักไต่สวนการทุจริตคดีการเมืองการปกครอง 1 เป็นเจ้าของสำนวนการไต่สวน เรื่องกล่าวหานายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เขตเลือกตั้งที่ 7 จังหวัดสงขลา พรรคภูมิใจไทย จำเลยที่ 2 ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ จำเลยที่ 1 ปฏิบัติหรือเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ มิได้จัดทำผลสรุปการสอบสวน มิได้ส่งสำนวนการไต่สวนที่สมบูรณ์ให้แก่คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาโดยไม่มีเหตุผลชอบด้วยกฎหมาย โดยนับแต่ปี 2567 ที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติเห็นควรสอบปากคำพยานบุคคลเพิ่มเติมจนถึงปัจจุบัน สำนวนการไต่สวนของนายณัฏฐ์ชนนก็ยังพิจารณาไม่แล้วเสร็จโดยไม่สามารถชี้แจงรายละเอียดหรือเหตุผลของความล่าช้าได้ จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้กำกับดูแลสำนักที่จำเลยที่ 1 สังกัดอยู่ละเว้นไม่ใช้อำนาจกำกับดูแลตามที่ได้รับมอบหมาย ไม่เร่งรัด ไม่สั่งการ และไม่ดำเนินการใดเพื่อให้สำนวนแล้วเสร็จทั้งที่มีอำนาจหน้าที่โดยตรง การกระทำของจำเลยทั้งสองก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์โดยตรง ทำให้นายณัฏฐ์ชนนยังสามารถลงสมัครรับเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งเดียวกับโจทก์และได้รับการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยยังไม่ถูกสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่หรือถูกตัดสิทธิทางการเมืองตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย กระทบต่อสิทธิและโอกาสในการได้รับเลือกตั้งของโจทก์ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 158, 157

มีช่องทางให้ สส./สว. เข้าชื่อ ส่งปธ.สภาเสนอศาลฎีกา

เห็นว่า แม้โจทก์บรรยายฟ้องว่าโจทก์เป็นบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของจำเลยทั้งสองโดยตรง แต่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 236 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 45 ได้บัญญัติถึงกระบวนการตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่และการดำเนินคดีต่อกรรมการ ป.ป.ช. ไว้เป็นการเฉพาะ โดยกำหนดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือสมาชิกของทั้งสองสภารวมกันจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ หรือประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่าสองหมื่นคน มีสิทธิเข้าชื่อกล่าวหาว่ากรรมการ ป.ป.ช. ผู้ใดมีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย โดยยื่นต่อประธานรัฐสภาเพื่อเสนอเรื่องไปยังประธานศาลฎีกาตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระ

หากคณะผู้ไต่สวนอิสระดำเนินการไต่สวนแล้วเสร็จเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหามีพฤติการณ์ตามที่ถูกกล่าวหา ให้ส่งสำนวนไปยังอัยการสูงสุดเพื่อฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 237 (3) และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 10 (2) และ (3) รวมทั้งบทบัญญัติหมวด 4 มาตรา 49 ถึงมาตรา 56

บทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมุ่งหมายคุ้มครองคณะกรรมการ ป.ป.ช. มิให้ถูกบุคคลผู้ถูกตรวจสอบหรือได้รับผลกระทบกลั่นแกล้งฟ้องร้องได้โดยง่าย เพื่อให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มที่โดยสุจริต เที่ยงธรรม กล้าหาญ และปราศจากอคติทั้งปวง รวมทั้งกำหนดให้มีคณะผู้ไต่สวนอิสระทำหน้าที่ไต่สวนและกลั่นกรองข้อเท็จจริงก่อนที่จะเสนอเรื่องต่อศาล เนื่องจากหากมีการเสนอเรื่องต่อศาลแล้วผู้ถูกกล่าวหาต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาต่อการดำเนินงานของคณะกรรมการ ป.ป.ช.

นอกจากนี้ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 5 ยังห้ามมิให้ศาลอื่นรับคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไว้พิจารณาพิพากษา อันมีผลเป็นการตัดสิทธิของผู้เสียหายที่จะยื่นฟ้องคณะกรรมการ ป.ป.ช. ต่อศาลอื่น

เมื่อฟ้องของโจทก์เป็นการกล่าวหาว่าจำเลยที่ 2 กรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งเป็นผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ร่วมกับบุคคลอื่นเป็นตัวการทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย คดีของโจทก์จึงไม่อยู่ในอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ตามมาตรา 3 วรรคสอง (1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559

ประธานศาลอุทธรณ์จึงมีคำวินิจฉัยว่า คดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ

แท็กที่เกี่ยวข้อง
ศิริโชค โสภา
ฟ้อง ป.ป.ช.

ก

ก

ก



ก

ก

ก

section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ธปท.คุมเข้มร้านแลกเปลี่ยนเงิน สกัดธุรกิจสีเทาใช้เป็นช่องทางฟอกขาว
ธปท.คุมเข้มร้านแลกเปลี่ยนเงิน สกัดธุรกิจสีเทาใช้เป็นช่องทางฟอกขาว