เปิดคำวินิจฉัยฉบับเต็ม! ประธานศาลอุทธรณ์คนใหม่ชี้ขาด คดี สว.สำรอง ยื่นฟ้อง 8 กกต. ปมทุจริตเลือกตั้ง สว. อยู่ในเขตอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ชี้ชัดสิทธิทางการเมืองเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน การโกงเลือกตั้งเป็นการพรากอำนาจอธิปไตย ยืนยันประชาชนในฐานะผู้เสียหายมีอำนาจยื่นฟ้ององค์กรอิสระได้โดยตรง ไม่ต้องผ่านช่องทางพิเศษ ป.ป.ช.
สืบเนื่องจากกรณี นายพงศกรณ์ ตั้งกิตติ์ตระกูล อดีตผู้สมัคร สว. กลุ่ม 2 ยื่นฟ้อง นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. พร้อมคณะกรรมการ กกต. รวม 8 คน ต่อศาลจังหวัดนนทบุรี (คดีหมายเลขดำที่ อ 1018/2569) ในความผิดฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามกฎหมายว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. จากปมข้อสงสัยเรื่องการปฏิบัติหน้าที่และมติ 4 ต่อ 3 ในการตรวจสอบการทุจริตเลือกตั้ง สว.
ต่อมา ฝ่ายจำเลยได้ยื่นคำร้องโต้แย้งเรื่องเขตอำนาจศาล เนื่องจากผู้ถูกฟ้องคดีเป็นผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ คดีจึงอาจอยู่ในอำนาจของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ส่งผลให้ศาลจังหวัดนนทบุรีมีคำสั่งชะลอการพิจารณาคดี และส่งสำนวนให้ประธานศาลอุทธรณ์พิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดเขตอำนาจศาลตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มาตรา 11
ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า สิทธิและเสรีภาพทางการเมืองเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานตามที่บัญญัติไว้ในกฎบัตรสหประชาชาติ ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ซึ่งประเทศไทยได้ลงนามรับรองและให้สัตยาบันเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2539 แล้วอนุวัติการให้เป็นไปตามกฎบัตรและกติกาดังกล่าวด้วยการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540, 2550 และ 2560 มาตรา 3 วรรคหนึ่ง ความว่า "อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นพระประมุข ทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ"
ดังนั้น หากมีบุคคลหรือกลุ่มบุคคลใดกระทำการทุจริตประพฤติมิชอบเพื่อให้การได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภามิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม (หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่าฮั้วหรือโกงการเลือกสมาชิกวุฒิสภา) อันเป็นความผิดต่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 32, 58, 69 ตามฟ้อง ย่อมเป็นการพรากอำนาจอธิปไตยไปจากปวงชนชาวไทย ประชาชนทุกคนย่อมเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจฟ้องบุคคลหรือกลุ่มบุคคลนั้นต่อศาลชั้นต้นที่มีเขตอำนาจได้โดยตรงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) และ 28 (2)
คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งเป็นองค์กรอิสระตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 หมวด 12 ส่วนที่ 2 มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการดำเนินการให้การเลือกสมาชิกวุฒิสภาเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม จำเลยที่ 1 เป็นเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 เป็นกรรมการการเลือกตั้ง จำเลยทั้ง 8 จึงเป็นผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้ง 8 หลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามหน้าที่หรือกระทำการใดเพื่อเป็นคุณเป็นโทษแก่ผู้สมัคร เพื่อให้การได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาไม่สุจริต และเที่ยงธรรม อันเป็นการร่วมและส่งเสริม หรือสนับสนุนให้การได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ไม่สุจริตและเที่ยงธรรม และพรากอำนาจอธิบไตยไปจางปวงชนชาวไทย ประชาชนทุกคนย่อมเป็นผู้เสียหายตามวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) และมาตรา 28 (2) เช่นกัน
เยี่ยงนี้ ย่อมถือว่าการกระทำตามคำบรรยายฟ้อง จำเลยทั้ง 8 จงใจละเลยการปฎิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 32, 58, 69 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 มาตรา 21 ประกอบมาตรา 22 และมาตรา 38 เป็นกรณีที่มูลแห่งคดีเป็นการกล่าวหาผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระทุจริตต่อหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย ซึ่งอาจใช้ช่องทางพิเศษฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 23 ซึ่งกำหนดผู้มีอำนาจฟ้องคดี ได้แก่ อัยการสูงสุด และคณะกรรมการ ป.ป.ช. ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตกำหนด ซึ่งใช้บังคับในกรณีที่อัยการสูงสุด และคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นผู้ฟ้องคดี แต่คดีนี้ ผู้ฟ้องคดีคือโจทก์เป็นราษฎรที่สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา มิใช่อัยการสูงสุดหรือคณะกรรมการ ป.ป.ช. ย่อมไม่อยู่ภายใต้บังคับของบทกฎหมายดังกล่าว
เมื่อโจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งแปดโดยจำเลยที่ 1 เป็นเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 เป็นกรรมการการเลือกตั้ง ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 32, 58, 69, 88 ซึ่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 มาตรา 38 กำหนดว่า ในการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยทั้งแปดให้ถือว่าเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา และเจ้าพนักงานของรัฐตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 4 ดังนั้น คดีนี้จึงเป็นคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ อยู่ในเขตอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มาตรา 3 วรรคหนึ่ง (1) วินิจฉัยว่า คดีนี้อยู่ในเขตอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ
อ่านข่าวประกอบ




