เจาะลึก ‘คดีฮั้ว สว.’ จากมติ กกต. ที่ถูกตั้งคำถาม สู่จุดเปลี่ยนสำคัญเมื่อคำวินิจฉัยศาลอุทธรณ์กลับทิศ ชี้การทุจริตเลือกตั้งเป็นการพรากอำนาจอธิปไตย ยืนยันสิทธิประชาชนในการยื่นฟ้อง กกต. ต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯ ได้โดยตรง พร้อมสำรวจข้อเสนอเชิงระบบเพื่อแก้ปัญหาแนวคำวินิจฉัยขัดกัน และป้องกันภาวะ ‘สิทธิล่องหน’ ในกระบวนการยุติธรรมไทย
คดีทุจริตเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) หรือ ‘คดีฮั้ว สว.’ ดูเหมือนจะไม่จบลงง่ายๆ ภายหลังจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติ 5:2 ส่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาจำนวน 77 ราย ซึ่งไร้ชื่อกรรมการบริหารพรรคหรือนักการเมือง ส่งผลให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่า คดีนี้อาจถูกตัดตอนเพื่อไม่ให้เชื่อมโยงไปถึงฝ่ายการเมือง อีกทั้งการลงมติของ กกต. ยังถูกตั้งคำถามถึงขอบเขตอำนาจในการใช้ดุลพินิจว่ามีมากน้อยเพียงใด เพราะหากใช้อำนาจเกินกว่าวัตถุประสงค์และเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด ย่อมถือเป็นการใช้อำนาจตามอำเภอใจ
นักวิชาการหลายรายออกมาชี้ช่องทางกฎหมายในการตรวจสอบมติ กกต. ว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยหนึ่งในช่องทางสำคัญคือ การให้ผู้สมัคร สว. หรือผู้เสียหาย ยื่นฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ฐานความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง มาตรา 69 ซึ่งการจะรับคำร้องไว้พิจารณาหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาล
อดีตประธานศาลอุทธรณ์ชี้ ประชาชนฟ้องตรง กกต.ต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯไม่ได้
หนึ่งในคดีสำคัญคือ คดีที่มีผู้ยื่นฟ้อง กกต. ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ในความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามมาตรา 157 จากกรณี กกต. กรณีพิมพ์ QR Code และ Barcode บนบัตรเลือกตั้ง ทว่า นางมัณทรี อุชชิน ประธานศาลอุทธรณ์ในขณะนั้น (ปัจจุบันดำรงตำแหน่งกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ ชั้นศาลอุทธรณ์) ได้วินิจฉัยว่า ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ไม่มีอำนาจพิจารณาคดีที่ประชาชนยื่นฟ้อง กกต.
โดยให้เหตุผลว่า รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 (มาตรา 235) กำหนดขั้นตอนตรวจสอบองค์กรอิสระไว้เป็นการเฉพาะ คือ ต้องยื่นเรื่องให้ ป.ป.ช. ไต่สวนก่อน แล้วจึงส่งให้อัยการสูงสุดฟ้องต่อ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
นอกจากนี้ พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองฯ ยังระบุว่า คดีกล่าวหา กกต. อยู่ในอำนาจของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ เท่านั้น และห้ามศาลอื่นรับไว้พิจารณา ประชาชนจึงไม่สามารถยื่นฟ้อง กกต. ต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯ โดยตรงได้
อย่างไรก็ดี นายดิเรก พรสีมา ผู้สมัคร สว. และพวกเห็นว่า คำวินิจฉัยดังกล่าวเป็นการกลับบรรทัดฐานเดิม เนื่องจากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5673/2562 (ประชุมใหญ่) และคำวินิจฉัยประธานศาลอุทธรณ์ที่ วท. 12/2562 เคยมีแนวทางชัดเจนว่า ช่องทาง ป.ป.ช. เป็นเพียงทางเลือกเพิ่ม และกระบวนการฟ้องผ่าน ป.ป.ช. และอัยการสูงสุด ไม่ใช่การตัดสิทธิประชาชนผู้เสียหายในการยื่นฟ้องคดีอาญาด้วยตนเอง (ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 28 (2))
นอกจากนี้ คดีดังกล่าวอยู่ในอำนาจศาลอาญาคดีทุจริตฯ เนื่องจาก กกต. มีสถานะเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย หากประชาชนฟ้องว่า กกต. ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จะไม่เข้าเงื่อนไขของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ แต่เป็นอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ และแนวทางนี้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 25 วรรคสาม ที่รับรองสิทธิประชาชนในการนำบทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาใช้ฟ้องร้องต่อศาลเพื่อปกป้องสิทธิของตนเองได้
ด้วยเหตุผลดังกล่าว นายดิเรกและพวกจึงยื่นคำร้องถึงประธานศาลฎีกา เพื่อขอให้ทบทวนคำวินิจฉัยที่ปิดทางไม่ให้ประชาชนยื่นฟ้อง กกต. โดยตรง พร้อมขอให้สอบวินัยประธานศาลอุทธรณ์ในประเด็นการใช้อำนาจตามอำเภอใจ
ประธานศาลอุทธรณ์คนใหม่กลับแนวคำวินิจฉัยเดิมระบุชัด หากประชาชนถูก ‘พรากอำนาจอธิปไตย’ สามารถฟ้องตรง กกต.ต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯได้!
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ นายวิธูร คลองมีคุณ อดีตรองประธานศาลฎีกาที่ได้รับการโยกย้ายมาเป็นประธานศาลอุทธรณ์คนใหม่ ได้มีคำวินิจฉัย (วท. 27/2569) พลิกแนวทางเดิมอย่างสิ้นเชิง สืบเนื่องจากกรณีที่กลุ่มผู้สมัคร สว. ยื่นฟ้อง นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. พร้อมพวกรวม 8 คน ต่อศาลจังหวัดนนทบุรี ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเกี่ยวกับการตรวจสอบคดีฮั้วเลือก สว. ซึ่ง กกต. ได้โต้แย้งเรื่องเขตอำนาจศาล จนเรื่องต้องส่งให้ประธานศาลอุทธรณ์ชี้ขาด
ก่อนที่ประธานศาลอุทธรณ์จะมีคำวินิจฉัยสรุปว่า คดีนี้อยู่ในเขตอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ โดยให้เหตุผลว่า สิทธิทางการเมืองเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน การทุจริตเลือก สว. ถือเป็นการพรากอำนาจอธิปไตยไปจากประชาชน ทำให้ประชาชนทุกคนเป็นผู้เสียหายที่มีสิทธิยื่นฟ้องคดีอาญาได้ด้วยตนเอง อีกทั้งเมื่อราษฎรเป็นผู้ยื่นฟ้องเอง คดีจึงไม่อยู่ภายใต้บังคับของช่องทางพิเศษผ่าน ป.ป.ช. และ กกต. ก็มีสถานะเป็นเจ้าพนักงานของรัฐ จึงเปิดทางให้ประชาชนสามารถยื่นฟ้อง กกต. ต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯ ได้โดยตรง
“สิทธิและเสรีภาพทางการเมืองถือเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้รับรองไว้ว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย การกระทำทุจริตประพฤติมิชอบเพื่อให้ได้มาซึ่ง สว. โดยมิชอบ ย่อมเป็นการพรากอำนาจอธิปไตยไปจากประชาชน ดังนั้น ประชาชนทุกคนรวมถึงโจทก์จึงถือเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจยื่นฟ้องต่อศาลชั้นต้นได้โดยตรง” ส่วนหนึ่งจากคำวินิฉัยระบุ
ทั้งนี้ หากนำทั้งสองคดีมาเทียบเคียงกัน จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าแนวคำวินิจฉัยของนางมัณทรีและนายวิธูรสวนทางกันโดยสิ้นเชิง แม้จะอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับเดียวกัน ซึ่งประเด็นนี้อาจนำไปสู่การตั้งคำถามถึงมาตรฐาน ความแน่นอน และบรรทัดฐานในการพิจารณาคดีของกระบวนการยุติธรรมไทย
นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ ได้แสดงความคิดเห็นระบุว่า ในคดี วท. 12/2569 ประธานศาลอุทธรณ์เห็นว่าคดีกล่าวหาองค์กรอิสระต้องไปศาลฎีกาฯ เท่านั้น ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 4 จึงไม่มีอำนาจพิจารณา แต่ในคดี วท. 27/2569 (6 พ.ย. 2569) ได้กลับมาคุ้มครองสิทธิประชาชน โดยชี้ว่าราษฎรมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯ ได้เอง หาก ป.ป.ช. และอัยการสูงสุดไม่ได้ฟ้อง เพราะสิทธิทางการเมืองเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน การทุจริตเลือก สว. จึงเป็นการพรากอำนาจอธิปไตย ประชาชนในฐานะผู้เสียหายจึงมีอำนาจยื่นฟ้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) และ 28 (2)
นายวัส ระบุด้วยว่า ประเด็นนี้ยิ่งแหลมคมขึ้น เมื่อนำไปเทียบกับ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5673/2562 (มติที่ประชุมใหญ่) ซึ่งเคยรับรองบรรทัดฐานไว้อย่างชัดเจนว่า กระบวนการพิเศษในการดำเนินคดีกับองค์กรอิสระ เป็นเพียง ‘ช่องทางเพิ่มเติม’ เท่านั้น ไม่ได้ตัดสิทธิประชาชนผู้เสียหายในการยื่นฟ้องคดีอาญาด้วยตนเองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 28 (2) ซึ่งคำพิพากษานี้มาจากมติที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ซึ่งมีผู้พิพากษาร่วมพิจารณากว่า 170 ท่าน จึงมีน้ำหนักและความน่าเชื่อถือทางกฎหมายสูงสุด แต่สิ่งที่น่าคิดคือ คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ในคดี วท. 12/2569 ซึ่งเป็นการตัดสินโดยบุคคลคนเดียว กลับกลับทิศทางจากบรรทัดฐานเดิม โดยไม่ได้ระบุเหตุผลเพื่อหักล้างคำตัดสินของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาแม้แต่น้อย
นายวัส ระบุต่อว่า หากแนวคิดที่จำกัดสิทธิประชาชนกลายเป็นบรรทัดฐานจะเกิดวิกฤต ‘สิทธิล่องหน’ ที่ทำให้ประชาชนฟ้ององค์กรอิสระไม่ได้ในทุกศาล ทั้งศาลฎีกาฯ (ติดสิทธิเฉพาะ ป.ป.ช./อสส.), ศาลอาญาคดีทุจริตฯ (ถูกตัดอำนาจ), และศาลยุติธรรมปกติ (ติดเขตอำนาจเฉพาะ) ส่งผลให้หาก ป.ป.ช. และอัยการสูงสุดสั่งไม่ฟ้อง ประชาชนผู้เสียหายจะหมดทางสู้คดีโดยสิ้นเชิง ทำให้สิทธิการยื่นฟ้องอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 28 (2) ไร้ความหมาย และขัดต่อหลักนิติธรรม
ดังนั้น จึงได้เสนอข้อเสนอเชิงระบบเป็นทางออกเพื่อรักษาสมดุลแห่งความยุติธรรม โดยเน้นย้ำว่าแม้การรักษาความเป็นอิสระขององค์กรอิสระเพื่อป้องกันการแทรกแซงทางการเมืองจะเป็นสิ่งจำเป็นแต่ความเป็นอิสระต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบ (Accountability) ต่อประชาชนด้วย
ดังนั้น เพื่อไม่ให้ระบบกฎหมายไทยต้องสั่นคลอนจากปัญหาความขัดแย้งในการตีความ จึงมีข้อเสนอเชิงระบบที่ต้องเร่งดำเนินการ ได้แก่ การสังคายนาบทบัญญัติกฎหมายให้สอดคล้องกันโดยสร้างความชัดเจนระหว่างรัฐธรรมนูญ มาตรา 235, พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองฯ, พ.ร.บ.จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบฯ และ ป.วิ.อ. มาตรา 28 (2) ให้เป็นเนื้อเดียวกัน
ทั้งนี้ การสร้างความแน่นอนชัดเจน (Predictability) เพื่อให้สถาบันตุลาการมีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนในการยุติความขัดแย้งระหว่างคำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์กับมติที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา และการคืนสิทธิการเข้าถึงความยุติธรรมให้ประชาชนด้วยการปรับปรุงกลไกทางกฎหมายให้มีช่องทางเยียวยาที่มีประสิทธิภาพ (Effective Remedy) เมื่อราษฎรผู้เสียหายถูกละเมิดจากการใช้อำนาจรัฐ




