News Logo
หน้าแรก
จับตา! ศึกอำนาจตุลาการ กกต.ชงศาล รธน.ชี้ขาดปมศาลฎีกา คดี ‘ฮั้ว สว.’

จับตา! ศึกอำนาจตุลาการ กกต.ชงศาล รธน.ชี้ขาดปมศาลฎีกา คดี ‘ฮั้ว สว.’

8 พ.ย. 2569 07:57
ผู้ชม 15 คน
googleตั้ง Next News เป็นข่าวโปรดบน Google

"...หมากเกมนี้ ‘สีน้ำเงิน’ จะแพ้ไม่ได้ เพราะหากพลาดพลั้งขึ้นมา โดนศาลพิพากษากันยกกระบิ จะทำให้เสถียรภาพรัฐบาลพังทลาย นำไปสู่การโหวตเลือกนายกฯคนใหม่ หรือแม้แต่การจัดเลือกตั้งใหม่ ท่ามกลางสถานการณ์ไม่แน่นอน ประเด็น ‘ชาตินิยม’ ปลุกไม่ขึ้น และวิกฤติศรัทธาสีน้ำเงิน ในเรื่องการบริหารจัดการต่าง ๆ ทั้งคดีฮั้ว สว. คดีเขากระโดง การบริหารสถานการณ์อุทกภัย และการใช้งบประมาณละเลงไปกับโครงการต่าง ๆ..."

สมรภูมิ ‘คดีฮั้ว สว.’ ยังไม่ถึงฉากจบ!

พลันที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดฉากโต้กลับ มติข้างมาก 5 ต่อ2 เสียง รุดยื่น ‘ศาลรัฐธรรมนูญ’ ชี้ขาดอำนาจ ‘ศาลฎีกา’ หลังบรรดา ‘ผู้สมัคร สว.-คนสอบตก’ ลุยร้อง ให้ตรวจสอบคุณสมบัติ 5 สว. 2 ในนั้นคือ สว.อำนาจเจริญ ที่เป็นกำลังสำคัญอย่าง ‘แดง กองมา-สมพาน พละศักดิ์’ ส่อขาดคุณสมบัติหรือไม่ ทั้งที่ กกต.เคยมีคำวินิจฉัยให้ ‘พ้นบ่วง’ ดังกล่าวไปแล้ว

นางแดง กองมา สว.อำนาจเจริญ

นางแดง กองมา สว.อำนาจเจริญ

สมพาน พละศักดิ์ สว.อำนาจเจริญ

สมพาน พละศักดิ์ สว.อำนาจเจริญ

สาเหตุประการสำคัญที่ทำให้ กกต.จำเป็นต้องชงศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อตีความอำนาจของศาลฎีกาในครั้งนี้ เนื่องจากเกิดการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ให้ตรวจสอบคุณสมบัติของ 5 สว. โดยเฉพาะ 2 สว.คือ ‘แดง-สมพาน’ ว่าอาจสมัครผิดกลุ่ม และ กกต.ประกาศรับรองผิดกลุ่ม ส่อขาดคุณสมบัติหรือไม่ ที่สำคัญคือการขอให้ศาลฎีกา สามารถพลิกคำวินิจฉัยของ กกต.ได้

เพื่อนำไปสู่เป้าหมายใหญ่ ขอให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ‘กลับคำวินิจฉัย’ ของ กกต. ที่เคยมีมติเสียงข้างมาก ‘ไม่ส่งคำร้อง’ กล่าวหา กรรมการบริหารพรรค-บิ๊กเนมภูมิใจไทย ในข้อกล่าวหาพัวพันคดีฮั้ว สว. ที่สร้างเสียงวิพากษ์วิจารณ์ไปเมื่อไม่กี่เดือนก่อน

หมากเกมนี้ของ ‘ผู้สมัคร สว.-คนสอบตก’ ย่อมอยู่ในวิสัยที่ กกต.อ่านออก นั่นจึงทำให้ต้องงัดสารพัดข้อกฎหมาย ทั้งรัฐธรรมนูญ ที่กำหนดบทบาทอำนาจหน้าที่ของ กกต.ในฐานะ ‘องค์กรอิสระ’ ออกจาก ‘องค์กรตุลาการ’ รวมถึงใน พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. กำหนดบทบัญญัติไว้ชัดหลายข้อ ในเรื่องอำนาจหน้าที่ของ กกต.ในการวินิจฉัยคดี

นอกจากนี้ยังอ้างไปถึงกรณี ‘ผู้สมัคร สว.-คนสอบตก’ ที่ร้องถึงศาลฎีกานั้น ไม่มีอำนาจในการพิจารณาคดี พร้อมกับยกอำนาจหน้าที่ของศาลฎีกา และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. กำหนดช่องทางให้ยื่นคำร้องเกี่ยวกับการเลือก สว.ไว้ 3 กรณี ได้แก่

1.กรณีการวินิจฉัยสิทธิสมัครรับเลือก ในกรณีที่ผู้อำนวยการเลือกระดับอำเภอสั่งไม่รับสมัครหรือสั่งลบชื่อผู้สมัคร ตามมาตรา 22 และในกรณีผู้สมัครถูกลบชื่อออกจากบัญชีรายชื่อผู้สมัครก่อนการเลือกระดับจังหวัดหรือระดับประเทศตามมาตรา 23

2.กรณีการดำเนินการเกี่ยวกับการเลือก สว. ในกรณีที่ผู้สมัครในระดับอำเภอหรือผู้มีสิทธิเลือกในระดับจังหวัด หรือระดับประเทศเห็นว่าการดำเนินการเกี่ยวกับการเลือกเป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา 44

3.กรณีการเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หรือสิทธิเลือกตั้ง โดยให้อำนาจเฉพาะ กกต.ในการยื่นคำร้อง ในกรณีก่อนประกาศผลการเลือกตามมาตรา 60วรรคสองและกรณีหลังประกาศผลการเลือก ตามมาตรา 62

นอกจากนี้ กกต.ยังอ้างถึง ‘หลักการ’ ในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ 2 คดีด้วยกัน ได้แก่ เรื่องพิจารณาที่ 52/2546 ในยุค ‘รัฐบาลไทยรักไทย’ (ขณะนั้นบังคับใช้ตามรัฐธรรมนูญปี 2540) ที่ศาลรัฐธรรมนูญ เคยมีมติเป็น ‘เอกฉันท์’ สรุปได้ว่า การที่ก กต.ใช้อำนาจหน้าที่สืบสวนสอบสวน หาข้อเท็จจริง และวินิจฉัยชี้ขาดปัญหา หรือข้อโต้แย้งตามรัฐธรรมนูญนั้น เป็นลักษณะการใช้อำนาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ อันมีผลทำให้การวินิจฉัยของ กกต. ใช้อำนาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ ถือเป็นยุติ

นั่นจึงทำให้คำวินิจฉัยของ กกต.ไม่อาจถูกทบทวนหรือตรวจสอบได้โดยองค์กรตุลาการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำวินิจฉัยที่ กกต.ได้วินิจฉัยยกคำร้อง แม้กระทั่งกรณีที่ได้วินิจฉัยว่า มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าการเลือกเป็นไปโดยไม่สุจริต ไม่เที่ยงธรรม หรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.มาตรา 62 กำหนดให้ กกต.ยื่นคำร้องเพื่อขอให้ศาลฎีกาเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือสิทธิเลือกตั้ง

แสดงให้เห็นว่า ในกรณีที่ปรากฏว่ามีผู้กระทำให้การเลือกไม่สุจริต ไม่เที่ยงธรรม หรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกามีอำนาจและหน้าที่เพียงเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือสิทธิเลือกตั้ง ตามที่ กกต.ได้วินิจฉัยว่ามีการกระทำความผิดดังกล่าว แต่ไม่มีอำนาจตรวจสอบหรือทบทวนคำวินิจฉัยของ กกต.ในส่วนอื่น หรือบุคคลอื่นที่ กกต.ได้วินิจฉัยยกคำร้อง

ทั้งนี้ฝ่าย กกต.ระบุว่า ประเด็นสำคัญหากให้อำนาจศาลฎีกา หรือองค์กรตุลาการเข้ามาตรวจสอบ หรือทบทวนคำวินิจฉัยที่ไม่มีผลกระทบต่อสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลใด ย่อมเป็นการใช้อำนาจที่ทับซ้อนกับหน้าที่และอำนาจของ กกต.ตามรัฐธรรมนูญ และยังสร้างภาระในการดำเนินกิจการของ กกต.เกินสมควรในการคัดค้านคำร้อง และกระทบต่อหน้าที่และอำนาจของ กกต.ในการจัดการหรือดำเนินการให้มีการเลือก สว. ควบคุมดูแลการเลือกให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม และมีอำนาจสืบสวนหรือไต่สวน

ขณะที่คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ เรื่องที่ 14/2566 ที่วินิจฉัยการปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรอิสระ ยังสรุปว่า มุ่งหมายให้องค์กรอิสระ ไม่อยู่ในระบบราชการ หรือเป็นหน่วยงานทางปกครองใต้บังคับบัญชา หรือกำกับดูแลของฝ่ายบริหาร รวมถึงกำหนดอำนาจวินิจฉัยให้เป็นการใช้อำนาจโดยตรง ตามรัฐธรรมนูญเป็นที่สุด และจะไม่ถูกโต้แย้ง หรือตรวจสอบจากองค์กรตุลาการอีก

การอ้างหลักกฎหมาย และ 2 หลักการตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ จึงกลายเป็นสาระสำคัญที่ชงไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อตีความอำนาจของศาลฎีกา ในการพิจารณาคดีที่เกี่ยวข้องกับ ‘ฮั้ว สว.’ ในครั้งนี้

ต้องไม่ลืมว่า ในช่วงเกิดเหตุการณ์ฮั้ว สว.ขึ้น มีเสียงเล่าอ้างกันว่า ฝ่ายอนุรักษนิยม (เดิม) บางส่วน รวมถึงคน ‘แวดวงตราชั่ง’ ดูไม่ชอบใจนัก กับวิธีการของ ‘สีน้ำเงิน’ เพราะมองว่าเป็นการทำลายหลักการระบอบประชาธิปไตยอย่างร้ายแรง ไม่ต่างอะไรกับ ‘สภาผัวเมีย’ เมื่อครั้งยุค ‘รัฐบาลสีแดง’

สิทธิโชติ อินทรวิเศษ

สิทธิโชติ อินทรวิเศษ

นอกจากนี้ 1 ใน 2 กกต.เสียงข้างน้อยอย่าง ‘สิทธิโชติ อินทรวิเศษ’ ก่อนมาเป็น กกต.เขาคือ อดีตประธานแผนกคดีเลือกตั้งในศาลฎีกา มีความชำนิชำนาญเรื่องคดีเกี่ยวกับการเลือกตั้งทั้ง สส. สว. และการเลือกตั้งท้องถิ่น

แถม ‘สิทธิโชติ’ ยังเคยหล่นคำพูดระหว่างให้สัมภาษณ์ หลัง กกต.มีมติข้างมาก ไม่ส่งคำร้อง ‘กก.บห.-บิ๊กเนมภูมิใจไทย’ เมื่อ 15 ก.ย.ที่ผ่านมา ตอนหนึ่งว่า ศาลฎีกาฯ ไม่มีกฎหมายให้อำนาจแจ้งข้อกล่าวหาในลักษณะเดียวกับ กกต. แต่หากมีข้อเท็จจริงปรากฏ ศาลอาจใช้หลักความเป็นธรรมประกอบการพิจารณาได้ ทั้งหมดจึงขึ้นอยู่กับมุมมองและดุลพินิจของศาล แถมเขายังทิ้งท้ายไว้น่าสนใจว่า “ขึ้นอยู่กับว่าศาลฎีกาจะแก้ปัญหาให้กับบ้านเมืองอย่างไร”

หลังจากนั้นจึงเกิดทฤษฎีแบบ ‘คดีชั้น 14’ ที่มีการยื่นคำร้องตรงไปยังศาลฎีกาให้ไต่สวน โดยศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ยกความปรากฏต่อศาล ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 6 สั่งไต่สวนกรณีการบังคับโทษจำคุกของ ‘ทักษิณ ชินวัตร’ อดีตนายกรัฐมนตรี ว่าเป็นไปตามหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดหรือไม่

ทำให้ผู้สมัคร สว.-คนสอบตก เริ่มทยอยยื่นคำร้องไปยังศาลฎีกา หวังให้ ‘คดีฮั้ว สว.’ เกิด ‘ปาฏิหาริย์’ แบบ ‘คดีชั้น 14’ และเบื้องต้นศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ได้รับคดีไว้ไต่สวนพิจารณาแล้วในส่วนของคดีคุณสมบัติของ ‘แดง-สมพาน’ 2 สว.อำนาจเจริญ

หมากเกมนี้ ‘สีน้ำเงิน’ จะแพ้ไม่ได้ เพราะหากพลาดพลั้งขึ้นมา โดนศาลพิพากษากันยกกระบิ จะทำให้เสถียรภาพรัฐบาลพังทลาย นำไปสู่การโหวตเลือกนายกฯคนใหม่ หรือแม้แต่การจัดเลือกตั้งใหม่ ท่ามกลางสถานการณ์ไม่แน่นอน ประเด็น ‘ชาตินิยม’ ปลุกไม่ขึ้น และวิกฤติศรัทธาสีน้ำเงิน ในเรื่องการบริหารจัดการต่าง ๆ ทั้งคดีฮั้ว สว. คดีเขากระโดง การบริหารสถานการณ์อุทกภัย และการใช้งบประมาณละเลงไปกับโครงการต่าง ๆ

ดังนั้นจึงเกิดปรากฎการณ์ กกต.เขย่าองค์กรตุลาการ ชงศาลรัฐธรรมนูญ ตีความอำนาจศาลฎีกา ในเรื่องคดีฮั้ว สว.ขึ้นมา หลังจากนี้คงต้องรอดูว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะรับคำร้องนี้หรือไม่ หากรับจะยกเหตุผล-ข้อกฎหมายใดมารองรับ ต้องติดตามกัน

เรื่องโดย...ทีมข่าวการเมืองพิเศษ

แท็กที่เกี่ยวข้อง
ข่าวการเมือง
คดีฮั้ว สว.

ก

ก

ก



ก

ก

ก

section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ชำแหละคำวินิจฉัยศาลอุทธรณ์ เมื่อ ‘ช่องทางพิเศษ’ อาจปิดทางฟ้องคดีทุจริต
ชำแหละคำวินิจฉัยศาลอุทธรณ์ เมื่อ ‘ช่องทางพิเศษ’ อาจปิดทางฟ้องคดีทุจริต