สภาผู้บริโภคเสนอปรับเพิ่มเงินบำนาญให้ผู้ประกันในระบบประกันสังคมเพื่อใช้ยามเกษียณ ควรได้รับบำนาญชราภาพ 9,000 บาทต่อเดือน ให้เพียงพอต่อการดำรงชีพ และควรสิทธิรักษาพยาบาลโดยไม่ต้องจ่ายสมทบเหมือนกับบัตรทอง
น.ส.สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค เปิดเผยว่า ตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 สำนักงานประกันสังคม (สปส.) จะเก็บเงินสมทบเพิ่มขึ้นจาก 750 บาทต่อเดือน เป็น 875 บาทต่อเดือน สำหรับผู้มีเงินเดือน 17,500 บาทขึ้นไป และปรับเพิ่มสิทธิประโยชน์ต่างๆ เช่น เจ็บป่วย คลอดบุตร ว่างงาน รวมถึงเงินบำนาญที่จะเพิ่มมากขึ้น จึงควรปรับเพิ่มเงินบำนาญสำหรับใช้ยามเกษียณเพื่อความมั่นคงในระยะยาว
นอกจากนั้น ผู้ประกันตนควรได้รับบำนาญชราภาพในระดับที่เพียงพอต่อการดำรงชีพ โดยตั้งเป้าไว้ที่ 9,000 บาทต่อเดือน หรือเฉลี่ยวันละ 300 บาท แทนระบบปัจจุบันที่ผู้ประกันตนจำนวนมากส่งเงินสมทบมานานกว่า 25 ปี แต่ได้รับบำนาญเพียงประมาณ 5,000-6,000 บาทต่อเดือน ซึ่งไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพในปัจจุบัน
“การมีบำนาญเดือนละ 9,000 บาท จะทำให้ผู้ประกันตนมั่นใจได้ว่า แม้ไม่มีลูกหลานดูแลก็ยังสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรี ถึงแม้ค่าครองชีพในอนาคตจะสูงขึ้น แต่ก็ยังดีกว่าการได้รับบำนาญเพียง 5,000 หรือ 6,000 บาท อย่างในระบบปัจจุบัน” เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค กล่าว
นอกจากนี้ ควรแยกสิทธิรักษาพยาบาลรวมกับบัตรทองเพื่อลดความซ้ำซ้อน เนื่องจากปัจจุบันผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมเป็นประชาชนเพียงกลุ่มเดียวที่ต้องจ่ายเงินสมทบเพื่อแลกกับสิทธิในการรักษาพยาบาล ขณะที่ประชาชนในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) และกลุ่มข้าราชการสามารถเข้าถึงบริการสุขภาพได้โดยไม่ต้องจ่ายเงินสมทบในลักษณะเดียวกัน ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับหลักการตามรัฐธรรมนูญที่รับรองสิทธิของประชาชนในการเข้าถึงบริการสาธารณสุขอย่างเท่าเทียม
น.ส. สารี กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยหากนำเเงินสมทบที่เพิ่มจาก 750 บาท เป็น 875 บาทต่อเดือน ไปใช้ในด้านการรักษาพยาบาลหรือการคลอดบุตร เนื่องจากเป็นสวัสดิการพื้นฐานที่รัฐควรรับผิดชอบผ่านงบประมาณแผ่นดิน ไม่ใช่ผลักภาระให้ผู้ประกันตนต้องจ่ายซ้ำซ้อน จึงควรนำเงินสมทบที่เพิ่มขึ้นอีก 125 บาท ไปใช้เพื่อเสริมความเข้มแข็งของสิทธิประโยชน์ด้านบำนาญชราภาพเป็นหลัก รวมถึงสิทธิด้านทุพพลภาพ การว่างงาน และการเสียชีวิต เพื่อสร้างหลักประกันความมั่นคงในชีวิตระยะยาว ขณะเดียวกัน สิทธิการรักษาพยาบาลควรถ่ายโอนไปอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของรัฐบาลผ่านระบบบัตรทอง
นอกจากนี้ เพื่อให้กองทุนประกันสังคมหันมามุ่งเน้นภารกิจด้านบำนาญ ซึ่งเป็นสิ่งที่เชี่ยวชาญอย่างแท้จริง เป้าหมายสำคัญคือทำให้ผู้ประกันตนมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจเมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ สามารถดำรงชีวิตได้ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องพึ่งพาลูกหลานหรือกลายเป็นภาระของครอบครัว
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันประเทศไทยมีระบบบำนาญชราภาพที่ชัดเจนเพียงกลุ่มเดียว คือ บำนาญข้าราชการ ซึ่งภาคประชาชนได้ผลักดันข้อเสนอบำนาญพื้นฐาน 3,000 บาท สำหรับประชาชนทุกคนมาอย่างต่อเนื่อง ยังไม่ถูกนำมาบังคับใช้ เนื่องจากนายกรัฐมนตรีมีความกังวลว่ามาตรการดังกล่าวจะเป็นภาระต่อฐานะการเงินการคลังของประเทศ
ทั้งนี้ งานวิจัยจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า หากประชาชนทุกคนได้รับบำนาญพื้นฐานในระดับ 3,000 บาทต่อเดือน จะสามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและทำให้จีดีพี ของประเทศเติบโตได้ถึง ร้อยละ 5 ภายในระยะเวลาประมาณ 5 ปี เนื่องจากเงินบำนาญจะเพิ่มกำลังซื้อของผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นกลุ่มประชากรที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นในสังคมสูงวัย ช่วยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องทำงานหนักไปตลอดชีวิต
ขณะเดียวกัน ยังมีข้อกังวลเชิงโครงสร้างเกี่ยวกับอนาคตกองทุนประกันสังคม เนื่องจากอัตราการเกิดของเด็กไทยลดลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้จำนวนแรงงานที่จะเข้ามาส่งเงินสมทบในอนาคตลดลง ในขณะที่ผู้ประกันตนมีอายุยืนยาวขึ้นตามความก้าวหน้าทางการแพทย์ ส่งผลให้กองทุนต้องแบกรับภาระการจ่ายบำนาญเป็นระยะเวลานานขึ้น นักวิชาการบางส่วนจึงประเมินว่าหากไม่มีการปฏิรูปอย่างจริงจัง กองทุนอาจประสบปัญหาทางการเงินในระยะยาว
น.ส.สารี กล่าวด้วยว่า สถานการณ์สามารถคลี่คลายได้ หากมีการเพิ่มความโปร่งใสในการบริหารกองทุน และใช้เงินอย่างสมเหตุสมผล โดยเฉพาะกลุ่มประกันสังคมก้าวหน้าที่เข้าไปมีบทบาทตรวจสอบการลงทุนของกองทุน ลดการลงทุนที่ไม่จำเป็น และช่วยให้การใช้เงินมีประสิทธิภาพมากขึ้น อันจะนำไปสู่ความยั่งยืนของระบบประกันสังคมในระยะยาว





