กองทุนฌาปนกิจสงเคราะห์ทยอยปิดตัวต่อเนื่องในหลายพื้นที่ สภาผู้บริโภค แนะสมาชิกเร่งหารือคณะกรรมการหาทางออก พร้อมจี้รัฐเอาจริงมาตรการป้องกัน และเร่งปรับปรุง พระราชบัญญัติการฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ. 2545 ให้ทันสมัย
สภาผู้บริโภค เสนอให้ภาครัฐเร่งดำเนินมาตรการป้องกันเชิงรุกในระดับจังหวัด และผลักดันการปรับปรุง พระราชบัญญัติการฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ. 2545 ให้ทันสมัย หลังพบว่ากองทุนฌาปนกิจสงเคราะห์หลายพื้นที่ทั่วประเทศมีแนวโน้มทยอยปิดตัวลงอย่างต่อเนื่อง จากปัญหาโครงสร้างประชากรสูงวัย เศรษฐกิจชะลอตัว และการบริหารจัดการที่ไม่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้สมาชิกจำนวนมากได้รับผลกระทบ
นางมีนา ดวงราษี หัวหน้าหน่วยงานประจำจังหวัดสุรินทร์ สภาผู้บริโภค เปิดเผยว่า จากวิกฤตกองทุนฌาปนกิจในหลายพื้นที่ที่มีแนวโน้มปิดตัวจำนวนมาก ทำให้สมาชิกได้รับความเสียหาย จึงแนะนำให้สมาชิกเรียกร้องให้คณะกรรมการกองทุนจัดประชุม เพื่อรับทราบสถานะทางการเงินอย่างโปร่งใส หากพบความเสี่ยงควรร่วมกันหารือแนวทางแก้ไข และหากมีความจำเป็นต้องเลิกกองทุน ต้องดำเนินการชำระบัญชีอย่างเป็นธรรม
นางมีนา กล่าวเพิ่มเติมว่า หากสมาชิกไม่ได้รับความเป็นธรรม สามารถร้องเรียนต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ นายทะเบียนท้องถิ่นในพื้นที่ ศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาท องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ท้องถิ่นจังหวัด สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) และ สภาผู้บริโภค
สำหรับสาเหตุหลักของวิกฤตครั้งนี้ มาจากการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมสูงวัย ทำให้จำนวนผู้เสียชีวิตจากโรคเรื้อรังเพิ่มสูงขึ้น ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจที่ทำให้สมาชิกบางส่วนขาดสภาพคล่องและหยุดส่งเงินสมทบ ส่งผลโดยตรงต่อความมั่นคงของกองทุน ขณะเดียวกัน ยังพบปัญหาการบริหารจัดการที่ไม่มีประสิทธิภาพ เช่น ไม่จดแจ้งต่อนายทะเบียนท้องถิ่น ไม่จัดประชุมสมาชิกเพื่อปรับระเบียบให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง ขาดการวางแผนบริหารความเสี่ยง ไม่ทบทวนบัญชี และไม่แจ้งสถานะทางการเงินแก่สมาชิกอย่างโปร่งใส บางแห่งมีคณะกรรมการดำรงตำแหน่งยาวนานโดยไม่มีการปรับเปลี่ยน
ในด้านรูปแบบการจัดเก็บเงินของกองทุน ปัจจุบันมี 2 รูปแบบหลัก ได้แก่
การเรียกเก็บเงินเหมาจ่ายล่วงหน้ารายปี คำนวณจากการคาดการณ์จำนวนผู้เสียชีวิต ซึ่งมีความเสี่ยงสูง หากจำนวนผู้เสียชีวิตจริงมากกว่าที่ประเมินไว้ อาจทำให้เงินสำรองไม่เพียงพอสำหรับจ่ายให้สมาชิกในลำดับถัดไป
การเรียกเก็บเงินตามจำนวนผู้เสียชีวิตจริง โดยคำนวณจากจำนวนผู้เสียชีวิตจริงคูณด้วยอัตราเงินสมทบต่อราย ซึ่งมีความสมดุลมากกว่า เพราะรายรับสอดคล้องกับรายจ่าย
ข้อมูลล่าสุดระบุว่า ปัจจุบันมีสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ทั่วประเทศกว่า 4,874 แห่ง ในจำนวนนี้ยังดำเนินการอยู่ประมาณ 3,839 แห่ง อย่างไรก็ตาม ยังมีกองทุนอีกจำนวนหนึ่งที่ไม่ได้จดแจ้งต่อหน่วยงานท้องถิ่น และดำเนินงานในลักษณะกลุ่มหรือชมรมในชุมชน ซึ่งมีความเสี่ยงด้านการตรวจสอบและการบังคับใช้กฎหมาย
นอกจากนี้ ยังพบการแอบอ้างชื่อหน่วยงานที่มีความน่าเชื่อถือเพื่อสร้างความมั่นใจแก่สมาชิก เช่น อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) หรือ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ทั้งที่ไม่ได้เป็นกองทุนหลักของหน่วยงานดังกล่าว
ทั้งนี้ สภาผู้บริโภค เสนอแนวทางแก้ไขปัญหา 4 ข้อ ได้แก่
ภาครัฐต้องมีมาตรการป้องกันเชิงรุก โดยให้หน่วยงานท้องถิ่นสำรวจกองทุนในพื้นที่อย่างจริงจัง หากพบกองทุนที่ไม่จดทะเบียน ต้องให้ดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย
ปรับปรุงแก้ไข พระราชบัญญัติการฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ. 2545 ให้ทันสมัย เนื่องจากบทลงโทษและกลไกกำกับดูแลยังไม่สอดคล้องกับความเสียหายในปัจจุบัน
สร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชนว่า เงินฌาปนกิจเป็น “เงินสงเคราะห์” เพื่อช่วยเหลือสมาชิก มิใช่ “เงินออม” ที่จะได้รับคืนทั้งหมดในภายหลัง
กรรมการบริหารกองทุนต้องผ่านการอบรมด้านการเงินและการบัญชี พร้อมออกแบบระบบการเรียกเก็บเงินที่ลดความเสี่ยง มุ่งช่วยเหลือกันภายในกลุ่ม และสร้างความมั่นคงในระยะยาว
นางมีนา กล่าวด้วยว่า สำหรับผู้บริโภคที่กำลังกังวลว่าจะสมัครเป็นสมาชิก ยุติสมาชิกภาพ หรือส่งเงินสมทบต่อหรือไม่ ควรตรวจสอบ 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่
กองทุนได้จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่
อ่านระเบียบ ข้อบังคับ และเงื่อนไขอย่างละเอียด ตรวจสอบความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ และระมัดระวังการชวนเชื่อเรื่องผลตอบแทน
ตรวจสอบประวัติคณะกรรมการ และที่ตั้งสำนักงานว่ามีตัวตนจริง
ใช้สิทธิในฐานะสมาชิก สอบถามสถานะทางการเงิน ขอข้อมูลรายรับ-รายจ่าย และเข้าร่วมประชุมเพื่อติดตามการบริหารอย่างมีส่วนร่วม




