News Logo
หน้าแรก
สภาผู้บริโภคเตรียมเสนอกฎหมาย แก้หนี้ไม่เป็นธรรมโขกดอกเบี้ยสูง

สภาผู้บริโภคเตรียมเสนอกฎหมาย แก้หนี้ไม่เป็นธรรมโขกดอกเบี้ยสูง

21 ก.พ. 2569 11:36
ผู้ชม 50 คน

สภาผู้บริโภคเตรียมเสนอกฎหมายแก้ "หนี้ไม่เป็นธรรม" โดยเฉพาะหนี้ไม่มีหลักประกัน ทั้งหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลที่คิดดอกเบี้ยสูง ซึ่งคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของหนี้ในระบบ แนะคุมจำกัดเพดานภาระหนี้รวมที่ลูกหนี้ต้องชำระไม่ให้ผู้บริโภคจำนวนมากติดกับดักหนี้ระยะยาว

รศ.นวลน้อย ตรีรัตน์ กรรมการนโยบาย ด้านการเงิน และการธนาคาร สภาผู้บริโภค เปิดเผยว่า ปี 2568 สัดส่วนหนี้ครัวเรือนไทยต่อจีดีพีอยู่ที่ 86.3% เฉลี่ยประมาณ 740,000 บาทต่อครัวเรือน และมีสัดส่วนหนี้นอกระบบถึง 35% สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานานของระบบเศรษฐกิจไทยที่มีอัตราการเติบโตต่ำต่อเนื่อง นับตั้งแต่โควิด 19 รายได้ครัวเรือนไม่เพิ่มขึ้น สวนทางกับภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้เกิดกลุ่มลูกหนี้ที่ "จ่ายแบบเสี่ยง" หรือจ่ายเพียงดอกเบี้ยโดยเงินต้นแทบไม่ลดลง

รายงานสถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทยปี 2568 ระบุว่า ระดับหนี้ยังทรงตัวในระดับสูงเมื่อเทียบกับภูมิภาค และเป็นหนึ่งในประเทศที่มีสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีสูงติดอันดับต้นๆ ของโลก อยู่ที่ 86.3% เฉลี่ยหนี้สินต่อครัวเรือนอยู่ที่ 740,000 บาท โดยอันดับ 1 คือ หนี้บัตรเครดิต 46.8% รองลงมา หนี้บ้าน 40% และอันดับ 3 หนี้ยานพาหนะ 37.1% โดยผลสำรวจของหอการค้าแห่งประเทศไทย พบว่า สาเหตุที่ก่อให้เกิดขึ้นปัญหาหนี้เพิ่มขึ้น 12.3% เกิดจากค่าใช้จ่ายฉุกเฉินที่ไม่คาดคิด 10.7% เกิดจากภาระทางครอบครัว และรายได้ไม่พอรายจ่าย 9.8%

นอกจากนี้ ข้อมูลล่าสุดชี้ว่า หนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล ซึ่งเป็นหนี้ไม่มีหลักประกันคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของหนี้ในระบบ กลุ่มนี้มักเผชิญอัตราดอกเบี้ยสูง และเมื่อผิดนัดชำระจะถูกคิดดอกเบี้ยเพิ่มแบบทบต้น สุดท้ายกลายเป็นคดีความถูกฟ้องร้องและบังคับคดียึดทรัพย์อื่น เช่น บ้านหรือทรัพย์สินจำเป็น

รศ.นวลน้อย ระบุว่า ปัญหานี้สะท้อนความไม่เป็นธรรมเชิงโครงสร้าง เนื่องจากประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายจำกัดเพดานภาระหนี้รวมที่ลูกหนี้ต้องชำระในกรณีหนี้ไม่มีหลักประกัน แตกต่างจากหลายประเทศที่กำหนดเพดานยอดหนี้รวมประเภทนี้ไว้ว่า ต้องไม่เกินกี่เท่าของเงินต้น เพื่อไม่ให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบลูกหนี้มากเกินไป

ขณะเดียวกัน หนี้นอกระบบยังเป็นอีกปมปัญหาใหญ่ แม้ภาครัฐพยายามดึงเข้าสู่ระบบหรือซื้อหนี้มาเจรจาปรับโครงสร้าง แต่จำนวนผู้เข้าสู่กระบวนการยังไม่มาก สะท้อนข้อจำกัดของมาตรการของภาครัฐที่มุ่งแก้รายกรณีมากกว่าการจัดการต้นตอปัญหา

กรรมการนโยบาย ด้านการเงิน และการธนาคาร สภาผู้บริโภค ระบุด้วยว่า แนวทางของพรรคการเมืองต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นนโยบาย "ปิดหนี้ไว ไปต่อได้+" ของพรรคภูมิใจไทย หรือแนวคิดล้างหนี้บางประเภทของพรรคเพื่อไทย ล้วนมีเป้าหมายช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม แต่หากไม่แก้ที่ต้นเหตุ เช่น รายได้ครัวเรือนไม่เพียงพอ โครงสร้างการผลิตภาคเกษตรไม่มีประสิทธิภาพ และตลาดแรงงานไม่รองรับผู้สูงอายุที่ยังจำเป็นต้องทำงานเพื่อหาเลี้ยงชีพ เพราะไม่มีเงินออม ปัญหาหนี้ก็จะวกกลับมาอีก

ทั้งนี้ สภาผู้บริโภคจึงเตรียมเสนอให้รัฐบาลพิจารณาออกกฎหมายควบคุม "หนี้ไม่เป็นธรรม" โดยเฉพาะหนี้ไม่มีหลักประกัน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาสภาพปัญหา และแนวทางแก้ไข เพื่อเสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาต่อไป รวมทั้งจะเสนอให้แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างควบคู่กัน ได้แก่ เพิ่มรายได้กลุ่มเกษตรกรและแรงงานนอกระบบ, ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและยกระดับผลิตภาพ, จัดตั้งกองทุนช่วยเหลือผู้ประสบเหตุวิกฤตหรืออุบัติเหตุที่ทำให้สูญเสียรายได้กะทันหัน และส่งเสริมวินัยทางการเงินและความรู้ด้านการกู้ยืมอย่างรับผิดชอบ

"การพักหนี้หรือหยุดหนี้ช่วยได้ระยะสั้น แต่ถ้าไม่แก้โครงสร้างรายได้และความไม่เป็นธรรมในระบบสินเชื่อปัญหาจะยิ่งซับซ้อนขึ้น และในที่สุดผู้บริโภคก็จะติดกับดักหนี้ไม่จบ ข้อเสนอครั้งนี้จึงเป็นความพยายามผลักดันให้การแก้หนี้ของประเทศไทยขยับจากมาตรการเฉพาะหน้าไปสู่การปฏิรูปเชิงระบบ เพื่อคลี่คลายปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ฝังรากลึกในเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน" รศ.นวลน้อย กล่าว

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เครือข่ายอากาศสะอาดหักล้าง ‘ศุภชัย’ รายประเด็น ยันผู้ก่อมลพิษต้องจ่าย
เครือข่ายอากาศสะอาดหักล้าง ‘ศุภชัย’ รายประเด็น ยันผู้ก่อมลพิษต้องจ่าย