News Logo
หน้าแรก
รายงาน UN: ไทยกับวิกฤตค้ามนุษย์สู่สแกมเมอร์ หายนะระดับอุตสาหกรรม

รายงาน UN: ไทยกับวิกฤตค้ามนุษย์สู่สแกมเมอร์ หายนะระดับอุตสาหกรรม

23 ก.พ. 2569 06:00
ผู้ชม 58 คน

อย่างไรก็ตาม ผู้สังเกตการณ์บางส่วนมองว่าความพยายามในการบังคับใช้กฎหมายมักเป็นไปอย่างไม่สอดคล้องต่อเนื่อง และบางครั้งก็เป็นเพียง "การแสดง" เนื่องจากศูนย์ฉ้อโกงเหล่านี้มักจะกลับมาเปิดดำเนินการหรือย้ายที่ตั้งอย่างรวดเร็วหลังจากการบุกจับ โดยมีการเปลี่ยนกำลังคนใหม่เข้ามาแทนที่เหยื่อที่ได้รับการช่วยเหลือ

หมายเหตุสำนักข่าว Next News: เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สหประชาชาติหรือ UN ได้ออกรายงานฉบับหนึ่งที่บอกเล่าถึงปัญหาอันเลวร้าย เกี่ยวกับการค้ามนุษย์และสแกมเมอร์ ชื่อว่า A WICKED PROBLEM” Seeking Human Rights-Based Solutions to Trafficking into Cyber Scam Operations in South-East Asia หรือแปลเป็นไทยว่า "ปัญหาอันยากเข็ญ" การแสวงหาแนวทางแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์สู่ปฏิบัติการหลอกลวงทางไซเบอร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยยึดหลักสิทธิมนุษยชนเพื่อแก้ปัญา

สำนักข่าว Next News จึงได้นำเอารายงานดังกล่าวมานำเสนอ มีรายละเอียดดังนี้

สถานการณ์การค้ามนุษย์เพื่อบังคับใช้แรงงานในปฏิบัติการฉ้อโกงทางไซเบอร์ทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงเป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่ง และมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ โดยรายงานของสหประชาชาติระบุว่า ปฏิบัติการเหล่านี้ "มีขนาดระดับอุตสาหกรรม" และคาดการณ์ว่ามีผู้ถูกบังคับให้ทำงานในแก๊งฉ้อโกงอย่างน้อย 300,000 คนจาก 66 ประเทศ ประเทศไทยในฐานะประเทศที่มีพรมแดนติดกับประเทศที่เป็นศูนย์กลางของปฏิบัติการเหล่านี้ จึงได้รับผลกระทบอย่างหนัก ทั้งในแง่ของการเป็นเส้นทางผ่าน จุดหมายปลายทาง และมีพลเมืองที่ตกเป็นเหยื่อ รวมถึงความพยายามในการปราบปรามที่เผชิญกับความท้าทายมากมาย

ปฏิบัติการขนาดใหญ่และเส้นทางสู่การตกเป็นเหยื่อ

ข้อมูลที่น่าตกใจเผยให้เห็นว่า ในบางศูนย์ปฏิบัติการฉ้อโกงอาจมีพนักงานหลายพันคน หรือแม้กระทั่งหลายหมื่นคน โดยปฏิบัติการเหล่านี้มีจุดเริ่มต้นในอนุภูมิภาคแม่โขง และยังคงเป็นศูนย์กลางหลัก โดยภาพถ่ายดาวเทียมและรายงานภาคพื้นดินชี้ว่า 74% ของศูนย์ฉ้อโกงทั้งหมดยังคงอยู่ในพื้นที่นี้ แม้ว่าปฏิบัติการจะกระจายไปถึงประเทศหมู่เกาะแปซิฟิกและเอเชียใต้ รวมถึงนอกภูมิภาคอย่างรัฐในอ่าวเปอร์เซีย แอฟริกาตะวันตก และอเมริกา แต่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงเป็นหัวใจสำคัญ

ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อมีหลากหลายช่วงวัย ตั้งแต่วัยรุ่นไปจนถึงผู้มีอายุ 60 ปี แต่ส่วนใหญ่เป็นคนหนุ่มสาวช่วงอายุ 20-30 ปี โดยมีทั้งชาย หญิง และผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTIQ+) เหยื่อจำนวนมากถูกหลอกลวงเกี่ยวกับลักษณะงานและสภาพความเป็นอยู่ โดยถูกชักจูงด้วยคำมั่นสัญญาว่าจะได้งานที่ได้ค่าตอบแทนสูงและสภาพการทำงานที่ดี

ประเทศไทยกับภารกิจช่วยเหลือครั้งใหญ่และการกวาดล้าง

ประเทศไทยมีบทบาทสำคัญในการเผชิญหน้ากับปัญหานี้ ทั้งในฐานะพื้นที่ที่มีการดำเนินงานของแก๊งฉ้อโกงและเป็นเส้นทางในการช่วยเหลือเหยื่อ ในเดือนกุมภาพันธ์ 2568 มีการช่วยเหลือและส่งตัวกลับประเทศของผู้เสียหายกว่า 7,000 คน จากปฏิบัติการฉ้อโกงตามแนวชายแดนไทย-เมียนมา ภายในเวลาเพียงสองสัปดาห์ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงขนาดของปัญหาและความเร่งด่วนในการจัดการ

ทางการไทยได้เร่งรัดการบังคับใช้กฎหมายตั้งแต่ต้นปี 2568 โดยดำเนินการจับกุมผู้กระทำความผิดและตัดการเชื่อมต่อไฟฟ้า อินเทอร์เน็ต และการส่งเชื้อเพลิงในพื้นที่ชายแดนที่มีศูนย์ปฏิบัติการฉ้อโกงตั้งอยู่ นอกจากนี้ จีน ไทย และเมียนมา ได้จัดตั้งกลไกระดับรัฐมนตรีว่าด้วยการฉ้อโกงทางโทรคมนาคมและไซเบอร์ เพื่อประสานงานปฏิบัติการบังคับใช้กฎหมายในเมืองเมียวดีและภูมิภาคอื่น ๆ

อย่างไรก็ตาม ผู้สังเกตการณ์บางส่วนมองว่าความพยายามในการบังคับใช้กฎหมายมักเป็นไปอย่างไม่สอดคล้องต่อเนื่อง และบางครั้งก็เป็นเพียง "การแสดง" เนื่องจากศูนย์ฉ้อโกงเหล่านี้มักจะกลับมาเปิดดำเนินการหรือย้ายที่ตั้งอย่างรวดเร็วหลังจากการบุกจับ โดยมีการเปลี่ยนกำลังคนใหม่เข้ามาแทนที่เหยื่อที่ได้รับการช่วยเหลือ

โพรไฟล์ของผู้เป็นเหยื่อ

โพรไฟล์ของผู้เป็นเหยื่อ

สภาพสุดเลวร้ายในศูนย์ฉ้อโกง: ชีวิตของคนไทยและเหยื่ออื่น ๆ

เหยื่อชาวไทยและคนอื่น ๆ ที่ถูกบังคับให้ทำงานในศูนย์ฉ้อโกงต้องเผชิญกับสภาพที่ย่ำแย่และละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง โดยมีรายละเอียดดังนี้

  • ชั่วโมงทำงานที่ยาวนานและเงื่อนไขที่โหดร้าย

เหยื่อถูกบังคับให้ทำงานอย่างน้อย 12-15 ชั่วโมงต่อวัน บางรายไม่มีวันหยุด และบางคนต้องทำงานข้ามคืนเพื่อเข้าถึงเป้าหมายการหลอกลวงในเขตเวลาอื่น กฎที่เข้มงวดในศูนย์ถูกบังคับใช้ด้วยความรุนแรงทางกายภาพ เช่น ห้ามนั่งไขว่ห้างขณะทำงาน และจะถูกลงโทษหากหาว พูดคุย หรือร้องเพลง

  • สภาพความเป็นอยู่และการดูแลสุขภาพที่เลวร้าย:

ห้องพักมักคับแคบ สกปรก และแออัด ขาดสิ่งอำนวยความสะดวกด้านสุขอนามัย การระบายอากาศ และบางครั้งไม่มีไฟฟ้าใช้ อาหารมักไม่เพียงพอ หรือถูกยึดเป็นบทลงโทษหากไม่บรรลุเป้าหมายการฉ้อโกง การดูแลทางการแพทย์ไม่เพียงพอหรือไม่มีเลย เหยื่อรายหนึ่งระบุว่าการรักษาเดียวที่มีคือการให้น้ำเกลือ และยาแก้ปวดเม็ดเดียวอาจมีราคาสูงถึง 50 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 1,553 บาท) มีรายงานการปฏิเสธการเข้าถึงยาคุมกำเนิดและการรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ รวมถึงจากเหตุข่มขืน

  • การข่มขู่และความรุนแรง: เหยื่อหญิงถูกล่วงละเมิดทางเพศจากผู้ดูแลศูนย์และเพื่อนร่วมงาน เหยื่อชายถูกทำให้ขายหน้าทางเพศเพื่อลงโทษการทำผิดกฎ มีการข่มขู่ว่าจะใช้ความรุนแรงทางเพศและการบังคับค้าประเวณีหากไม่บรรลุเป้าหมายการฉ้อโกง มีรายงานว่าเหยื่อหญิงที่ตั้งครรภ์ถูกทำร้ายร่างกายและช็อตด้วยไฟฟ้า และบางรายยังเห็นการทำแท้งแบบบังคับในศูนย์

ศูนย์ฉ้อโกงที่เมียวดี

ศูนย์ฉ้อโกงที่เมียวดี

การยึดค่าจ้าง หนี้สิน และการเรียกค่าไถ่

เหยื่อส่วนใหญ่ถูกบังคับให้ลงนามในสัญญาเมื่ออยู่ภายในศูนย์แล้ว ซึ่งมักมีเงื่อนไขที่โหดร้ายและกำหนดเป้าหมายกำไรที่สูงมาก หากไม่สามารถทำตามเป้าหมายได้ ก็จะถูกเรียกเก็บ "หนี้" ที่เพิ่มพูนขึ้นเรื่อย ๆ

  • ตัวอย่างผู้เสียหายชาวไทย:

ผู้เสียหายชาวไทยรายหนึ่งรายงานว่า ผู้บริหารแก๊งฉ้อโกงกำหนดเป้าหมายทางการเงินสูงถึง 9,500 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อวัน (ประมาณ 295,070 บาท) โดยผู้เสียหายต้องทำยอดให้ได้ตามนั้นเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกทุบตี หรือแม้กระทั่งการถูก "ขาย" ให้กับศูนย์อื่นที่มีสภาพการทำงานที่เลวร้ายกว่า

แม้ว่าเหยื่อส่วนใหญ่จะได้รับค่าจ้างบางส่วน แต่ผู้ที่ให้ข้อมูลกับ UN Human Rights บอกว่าทุกคนประสบปัญหาการถูกหักค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และไม่มีใครได้รับเงินเดือนเต็มตามที่สัญญาไว้ ในบางกรณี เหยื่อต้องจ่าย "ค่าไถ่" เพื่อออกจากศูนย์ ซึ่งรวมถึงค่าใช้จ่ายในการสรรหาและค่าครองชีพ เหยื่อและครอบครัวยังถูกเรียกค่าไถ่สูงถึง 30,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 931,800 บาท) และมีรายงานการเรียกค่าไถ่สูงถึง 100,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 3,106,000 บาท) โดยผู้ค้ามนุษย์ใช้วิธีวิดีโอคอลหาครอบครัวให้เห็นการทรมานคนที่รัก เพื่อกดดันให้จ่ายเงิน

ชะตากรรมหลังการช่วยเหลือ: "หนีเสือปะจระเข้"

ผู้เสียหายจำนวนมากที่ได้รับการช่วยเหลือออกมาจากศูนย์ฉ้อโกงไม่ได้เข้าถึงกระบวนการคัดกรองและระบุตัวตนที่เหมาะสมและอ่อนไหวต่อบาดแผลทางจิตใจ ทำให้เหยื่อบางคนถูกตำรวจจับกุมและกักขังโดยสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองทันทีเป็นเวลาหลายวันถึงหลายเดือน สภาพในสถานีตำรวจและศูนย์กักกันของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองมักไม่เพียงพอ รวมถึงสภาพที่แออัด สกปรก และขาดแคลนเครื่องนอน บางรายยังถูกข่มขู่เรียกไถ่ในระหว่างถูกควบคุมตัว

อย่างไรก็ตาม มีข่าวดีบ้างเล็กน้อยสำหรับเหยื่อในประเทศไทยเพราะ

  • ผู้เสียหายบางรายสามารถเข้าถึงการคัดกรองในประเทศไทยผ่านกลไกการส่งต่อระดับชาติ (National Referral Mechanism - NRM) และได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการว่าเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ ซึ่งช่วยยกเลิกบทลงโทษด้านการเข้าเมืองได้

  • องค์กรภาคประชาสังคมในประเทศไทยรายงานว่า ได้ให้ความช่วยเหลือเหยื่อ 34 รายที่ถูกจับกุมและกักขัง บางรายนานเป็นปี ในข้อหาอาชญากรรมหลังจากได้รับการปล่อยตัวจากศูนย์ฉ้อโกง

  • ในเดือนกรกฎาคม 2568 ศาลจังหวัดเชียงรายได้ยกฟ้องเหยื่อ 8 รายจากข้อหาต่างๆ รวมถึงการมีส่วนร่วมกับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ การค้ามนุษย์ อาชญากรรมไซเบอร์ และการกักขังโดยมิชอบด้วยกฎหมาย

แม้จะได้รับการช่วยเหลือ แต่เหยื่อจำนวนมากยังต้องเผชิญกับความรู้สึกอับอาย ไม่กล้าเล่าเรื่องราวความทุกข์ทรมานที่พวกเขาเจอให้กับเพื่อนหรือครอบครัว โดยระบุว่าสิ่งที่พวกเขาทำนั้น "ไม่มีอะไรน่าภูมิใจเลย"

เหยื่อจากศูนย์ฉ้อโกงหลอกลวง

เหยื่อจากศูนย์ฉ้อโกงหลอกลวง

แนวทางการแก้ปัญหาสำหรับไทย

รายงานจาก UN ยังได้สรุปแนวทางการแก้ไขปัญหาเอาไว้ว่า การแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์สู่ปฏิบัติการหลอกลวงทางไซเบอร์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นปัญหายากเข็ญที่ซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับประเทศไทยด้วยนั้น จำเป็นต้องใช้แนวทางที่ครอบคลุมและยึดหลักสิทธิมนุษยชนเป็นสำคัญ แนวทางหลักมุ่งเน้นที่การป้องกัน โดยเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจรากเหง้าของปัญหาและพฤติกรรมมนุษย์ที่เกี่ยวข้องอย่างลึกซึ้ง

 พฤติกรรมศาสตร์ถูกนำมาใช้เพื่อวิเคราะห์ว่าอะไรคือแรงจูงใจที่ผลักดันให้บุคคลตัดสินใจและกระทำการบางอย่าง แทนที่จะอาศัยเพียงแค่การคาดเดาถึงสิ่งที่คนควรจะทำ การทำความเข้าใจพฤติกรรมนี้จะช่วยในการออกแบบมาตรการป้องกันที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการตอบคำถามว่า เหตุใดผู้คนยังคงถูกชักชวนเข้าสู่ศูนย์หลอกลวงทางไซเบอร์

นอกจากพฤติกรรมศาสตร์แล้ว การวิเคราะห์ระบบก็มีความสำคัญอย่างยิ่งในการทำความเข้าใจว่าการเลือกและพฤติกรรมของบุคคลนั้นถูกจำกัดและฝังลึกอยู่ในโครงสร้างที่ใหญ่กว่าได้อย่างไร เช่น ระบบการบริหารจัดการการย้ายถิ่นฐาน พลวัตของเศรษฐกิจมหภาคและตลาดแรงงาน รวมถึงระบอบการกำกับดูแลดิจิทัล

การวิเคราะห์นี้ช่วยให้สามารถระบุจุดสำคัญสำหรับการแทรกแซงที่มีประสิทธิภาพเพื่อแก้ไขปัญหาในระดับโครงสร้าง แทนที่จะเป็นเพียงการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น

 ที่สำคัญที่สุดคือ การยึดประสบการณ์จริงของเหยื่อเป็นศูนย์กลาง ซึ่งถือเป็นเครื่องมือวินิจฉัยที่สำคัญและเป็นหลักการเชิงบรรทัดฐานในการแสวงหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่แท้จริงและมีมนุษยธรรม การวิจัยพบว่าการให้ข้อมูลเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม เนื่องจากปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคมเชิงโครงสร้าง รวมถึงอคติทางความคิด มักจะมีอิทธิพลเหนือการรับรู้ข้อมูล ดังนั้น การป้องกันจึงต้องครอบคลุมทุกด้าน ทั้งความสามารถ โอกาส และแรงจูงใจ เพื่อให้สามารถจัดการกับปัญหาที่ซับซ้อนนี้ได้อย่างยั่งยืนและรอบด้าน

ที่มา https://www.ohchr.org/sites/default/files/documents/issues/trafficking/report-a-wicked-problem.pdf

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เครือข่ายอากาศสะอาดหักล้าง ‘ศุภชัย’ รายประเด็น ยันผู้ก่อมลพิษต้องจ่าย
เครือข่ายอากาศสะอาดหักล้าง ‘ศุภชัย’ รายประเด็น ยันผู้ก่อมลพิษต้องจ่าย