คณะทำงานเพื่อความเสมอภาคทางเพศพรรคประชาชน ออกแถลงการณ์ผิดหวังอย่างมากต่อความผิดพลาดของกระบวนการคัดเลือกผู้สมัคร สส.ที่ไม่รอบด้านในประเด็นการคุกคามและความรุนแรงทางเพศ ซึ่งเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า จี้ปฏิรูประบบภายในอย่างเร่งด่วน
คณะทำงานเพื่อความเสมอภาคทางเพศในพรรคประชาชน (คสพป.) ได้ออกแถลงการณ์ เมื่อวันที่ 24 ก.พ. ถึงผู้บริหารพรรคประชาชน (ปชน.) กรณีผู้สมัคร สส. มหาสารคาม ถูกศาลฎีกาพิพากษาว่ากระทำความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราและลงโทษทั้งจำทั้งปรับ เมื่อวันที่ 18 ก.พ. 2569
เนื้อหาในแถลงการรณ์ระบุว่า คสพป.ขอแสดงจุดยืนต่อกรณีผู้สมัคร สส. พรรคประชาชน จ.มหาสารคาม ที่ปรากฏข้อกล่าวหาเกี่ยวกับคดีข่มขืนกระทำชำเรา ซึ่งเป็นประเด็นที่ส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อความเชื่อมั่นของสาธารณชน และต่อหลักการความเสมอภาคทางเพศที่พรรคยึดมั่นมาโดยตลอด
คณะทำงานฯ ก่อตั้งขึ้นจากความร่วมมือของ สส. สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้สมัครรับเลือกตั้ง คณะทำงานระดับจังหวัด พนักงาน และสมาชิกพรรคประชาชนที่ให้ความสำคัญอย่างจริงจังต่อประเด็นความเสมอภาคทางเพศ และการสร้างพื้นที่ทางการเมืองที่ปลอดภัย ปราศจากการคุกคามและความรุนแรงทางเพศ
จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น คณะทำงานฯ ขอแสดงความผิดหวังอย่างมากต่อความผิดพลาดของกระบวนการคัดเลือกผู้สมัครของพรรคที่ยังขาดกลไกตรวจสอบและคัดกรองอย่างรอบด้านในประเด็นการคุกคามและความรุนแรงทางเพศ ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า และสะท้อนถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการปฏิรูประบบภายในพรรคอย่างเป็นรูปธรรม
คณะทำงานฯ จึงขอเสนอแนวทางดังต่อไปนี้
1. จัดทำระบบรับเรื่องร้องเรียนของพรรคเกี่ยวกับการคุกคามและความรุนแรงทางเพศที่เป็นระบบ โปร่งใส เข้าถึงได้ง่าย และคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ร้องเรียน
2. ให้คณะทำงานฯ มีส่วนร่วมอย่างเป็นทางการในกระบวนการพิจารณาคัดเลือกผู้สมัคร หรือมีสัดส่วนในคณะกรรมการวินัยของพรรค เพื่อร่วมกลั่นกรองและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันในอนาคต
3. แก้ไขข้อบังคับพรรคฯเพื่อรับรองสถานะ บทบาท และอำนาจหน้าที่ของคณะทำงานฯ ให้สามารถดำเนินการได้อย่างเป็นระบบ มีความชัดเจน มีกลไกการตรวจสอบที่เป็นอิสระ และมีผลในทางปฏิบัติ
คณะทำงานฯ ยังคงเชื่อมั่นในอุดมการณ์และศักยภาพของพรรคประชาชน และเห็นว่าการยอมรับปัญหาอย่างตรงไปตรงมา พร้อมทั้งปรับปรุงแก้ไขเชิงโครงสร้างจะทำให้พรรคเติบโตอย่างเข้มแข็งและสอดคล้องกับหลักการสิทธิมนุษยชนและความเสมอภาคทางเพศที่สังคมคาดหวัง และพรรคมีบทบาทสำคัญในการผลักดันผ่านระบบรัฐสภามาโดยตลอด
ในนาม คสปพ.ขอประกาศยืนยันความพร้อมที่จะมีส่วนร่วมและเป็นกำลังสำคัญในการผลักดันการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว เพื่อให้พรรคเป็นพื้นที่ทางการเมืองที่ปลอดภัย เป็นธรรม และเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทุกคนอย่างไม่มีข้อยกเว้น
ทั้งนี้ มีคณะทำงานฯ นำโดย น.ส.ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ หรือ "ทนายแจม" ว่าที่ สส.กทม. พรรคประชาชน นอกจากนั้นที่ว่าที่ สส. และบุคลากรภายในพรรครวม 39 คน โดยมี นางณัฐยา บุญภักดี น.ส.กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ เป็นที่ปรึกษา
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 20 ก.พ. 2569 ศ.ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี อาจารย์ประจำภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ออกมาโจมตีผู้บริหารพรรคประชาชนกรณีศาลฎีกาพิพากษาจำคุก 2 ปี 8 เดือน นายธีระวัฒน์ พรรณะ อดีตผู้สมัคร สส.มหาสารคาม เขต 1 พรรคประชาชน ในข้อหาข่มขืนกระทำชำเราหญิงสาว
ศ.ปิ่นแก้ว กล่าวตอนหนึ่งว่า ในกรณีนี้ทนายของเหยื่อ ซึ่งเป็นอดีตกรรมการสรรหาผู้สมัคร สส.ในขณะนั้นได้ทักท้วงผู้บริหารพรรคพรรคแล้ว แต่ยังเพิกเฉย ไม่สนใจ หากเลือกที่จะเอาชะตากรรมทางเพศของผู้หญิงมาเป็นเดิมพันเพื่อชัยชนะการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว การเมินเฉยเสียงทักท้วงของคนที่เป็นกรรมการสรรหาผู้สมัคร สส. ของฝ่ายบริหารพรรค ปชน.สะท้อนปัญหาการรวมศูนย์อำนาจการตัดสินใจภายในพรรค และชวนให้ตั้งคำถามถึงโครงสร้างการบริหารที่ไม่โปร่งใส ไม่เป็นประชาธิปไตยของพรรค
สำหรับคดีนี้เมื่อวันที่ 18 ก.พ. 2569 ศาลจังหวัดมหาสารคามได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีที่พนักงานอัยการจังหวัดมหาสารคามเป็นโจทก์ฟ้อง นายธีระวัฒน์ พรรณะ ผู้สมัคร สส.พรรคประชน เขต 1 จ.มหาสารคาม ฐานข่มขืนกระทำชำเรา เหตุเกิดเมื่อวันที่ 18 ม.ค. 2563 จำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย โดยใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหายขณะอยู่ในอาการสะลืมสะลือไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้เนื่องจากฤทธิ์ยาจนสำเร็จความใคร่ เหตุเกิดที่นครหลวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว
คดีนี้เหตุเกิดนอกราชอาณาจักร อัยการสูงสุดมอบหมายให้พนักงานสอบสวน สภ.เขวาใหญ่ เป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบขอให้ลงโทษกฎหมายผู้เสียหายที่เป็นโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนด้านต่างๆ รวมเป็นเงิน 697,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 18 ม.ค. 2563 เป็นต้นไป ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง และยกคำร้องของโจทก์ร่วมที่ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม โจทก์ร่วมอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน
โจทก์ฯ ฎีกาศาลฎีกาพิเคราะห์ตรวจสำนวนพยานหลักฐานมีข้อวินิฉัยว่า แม้การตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลมหาสารคามไม่พบหลักฐานการร่วมประเวณี แต่ก็อาจเป็นไปได้ว่ามีการตรวจหลังเกิดเหตุหลายชั่วโมง และโจทก์ไม่ได้ต่อสู้ขัดขืน เนื่องจากอาการสะลืมสะลืออ่อนเพลียไม่มีแรงไม่มีสติสัมปชัญญะที่จะช่วยเหลือตัวเองได้ โดยยืนยันว่า ไม่ยินยอมให้จำเลยกระทำชำเรา เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานทั้งหมดแล้วเห็นว่า ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังขึ้น
นอกจากนี้ ศาลยังได้วินิจฉัยเห็นสมควรกำหนดค่าสินไหมทดแทนให้ตามความร้ายแรงแห่งการทำละเมิด โดยกำหนดค่าสินไหมทดแทนให้จำเลยชดใช้แก่โจทก์ร่วมรวมจำนวน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 18 ม.ค. 2563 จนกว่าจะชำระเสร็จ พร้อมพิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ให้จำคุก 4 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน ริบยาของกลางทั้งหมด




