สภาผู้บริโภค เรียกร้อง กสทช. ตรวจสอบขบวนการมิฉาชีพหลอกสแกนใบหน้าเด็กนักเรียนกว่า 200 คน ในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ และเชียงราย เพื่อทำ "ซิมผี" ส่งข้ามไปยังท่าขี้เหล็กในเมียนมาในการหลอกลวงเหยื่อต่อ
น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ ประธานคณะอนุกรรมการด้านการสื่อสาร โทรคมนาคม และเทคโนโลยีสารสนเทศ สภาผู้บริโภค เปิดเผยว่า ขอเรียกร้องให้สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จัดประชุมคณะกรรมการ กสทช. โดยด่วน เพื่อตรวจสอบหาข้อเท็จจริงและหาผู้รับผิดชอบกรณีแก๊งมิฉาชีพหลอกสแกนใบหน้าเด็กและบัตรประชาชนของนักเรียนระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษากว่า 200 คน ในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ และเชียงราย เพื่อนำไปลงทะเบียนซิมการ์ดหรือ "ซิมผี"จำนวนมากและได้ส่งให้แก๊งสแกมเมอร์ในฝั่งท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมา เพื่อใช้ในการก่อเหตุหลอกหลวงเหยือ
ทั้งนี้ สภาผู้บริโภคเรียกร้อง กสทช. ตรวจสอบข้อเท็จจริงภายใน 7 วัน และควรมีการชี้แจงรายละเอียดของสถานการณ์ทั้งหมด หากไม่ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงหรือมีมาตรการลงโทษทางปกครองตามมาจะนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะอนุกรรมการด้านการสื่อสาร โทรคมนาคม และเทคโนโลยีสารสนเทศ สภาผู้บริโภค เพื่อจัดทำหนังสือถึง กสทช. สอบถามข้อเท็จจริง พร้อมร่วมหารือกับภาคีองค์กรด้านเด็กเพื่อเดินทางไปยื่นหนังสือทวงถามความรับผิดชอบที่สำนักงาน กสทช. ต่อไป
น.ส.สุภิญญา กล่าวอีกว่า ปัญหานี้ส่วนหนึ่งเกิดจากระบบลงทะเบียนของค่ายมือถือมีช่องโหว่ และมีการเปิดให้มีการลงทะเบียนซิมการ์ดจำนวนมาก รวมถึงใช้การสแกนใบหน้าและบัตรประชาชนซ้ำหลายครั้ง ซึ่งระบบควรจะมีมาตรการตรวจสอบความผิดปกติ โดยเฉพาะเมื่อกลุ่มเป้าหมายเป็นเด็ก
"กรรมการ กสทช. ควรนำเรื่องนี้บรรจุเป็นวาระพิเศษเพื่อจัดประชุมโดยด่วนและควรตรวจสอบ หากพบว่ามีการกระทำความผิดต้องมีมาตรการลงโทษทางปกครองที่ชัดเจน เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง เนื่องจากเหตุการณ์นี้ร้ายแรงมากและผิดในทุกมิติ มิติเลย แรกคือ ผิดที่เกิดขึ้นกับเด็ก มิติที่สอง เกิดในถิ่นห่างไกล และเกิดขึ้นในโรงเรียนท่ามกลางกระแสที่สังคมกำลังตื่นตัวกับการปราบปรามมิจฉาชีพ" น.ส.สุภิญญา กล่าว
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจบุกรวบขบวนการมิจฉาชีพที่มีพฤติการณ์แฝงตัวเข้าไปในโรงเรียนโดยอ้างว่าจัดกิจกรรมให้ความรู้เรื่องสแกมเมอร์ แต่กลับหลอกสแกนหน้าเด็ก จำนวน 3 ราย
นอกจากนี้ จากปัญหาร้ายแรงที่เกิดขึ้นในโรงเรียนจึงอยากให้ภาครัฐบาลและตำรวจต้องสืบสวนให้ถึง "ตัวการใหญ่" หรือผู้บงการขบวนการนี้ เพื่อวางระบบยกระดับความปลอดภัยของเยาวชนและผู้บริโภคทั่วประเทศ รวมถึงควรมีมาตรการเยียวยาเด็กและครอบครัวที่เสียหายอย่างเหมาะสม




