ละเอียดยิบ! เปิดคำพิพากษาศาลฎีกาเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง 10 ปี ผู้มีสิทธิเลือก สว.ระดับจังหวัด จ.นครสวรรค์ กลุ่มที่ 10 กับพวก ทุจริต แจกเงิน 20,000 บ. แลกลงคะแนนให้ตัวเอง
กรณีศึกษา ผู้มีสิทธิเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับจังหวัด แจกเงินซื้อเสียง
วันที่ 29 ธันวาคม 2568 ศาลฎีกา พิพากษาให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของนางสาวณิชาภา เนียมสุ่ม ผู้คัดค้านที่ 1 และนายช่อ กล้าเขตรวิทย์ ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นระยะเวลา 10 ปี นับแต่วันที่มีคําพิพากษา
ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้มีสิทธิเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับจังหวัด จังหวัดนครสวรรค์ กลุ่มที่ 10 แจกเงินจำนวน 20,000 บาท ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 2 ผู้มีสิทธิเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับจังหวัด จังหวัดนครสวรรค์ กลุ่มที่ 10 เพื่อจูงใจให้ผู้คัดค้านที่ 2 เลือกลงคะแนนให้ผู้คัดค้านที่ 1 และผู้สมัครอื่น คำพิพากษามีรายละเอียดดังนี้
@เปิดคำพิพากษาฉบับเต็ม
คําพิพากษา คดีหมายเลขดําที่ ลต สว 6/2568 คดีหมายเลขแดงที่ ลต สว 57/2568 ศาลฎีกา วันที่ 29 เดือน ธันวาคม พุทธศักราช 2568 ความคดีเลือกตั้ง ระหว่าง
คณะกรรมการการเลือกตั้ง ผู้ร้อง
นางสาวณิชาภา เนียมสุ่ม ผู้คัดค้านที่ 1 นายช่อ กล้าเขตรวิทย์ ที่ 2 เรื่อง รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการ ได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (ขอให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง)
ผู้ร้องยื่นคําร้องว่า สืบเนื่องมาจากมีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2567 ให้ไว้ ณ วันที่ 24 เมษายน 2567 และผู้ร้องได้มีประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้งลงวันที่ 13 พฤษภาคม 2567 เรื่อง กําหนดวันเลือกและวันรับสมัครรับเลือกสมาชิกวุฒิสภา กําหนดวันเลือกระดับอําเภอวันที่ 9 มิถุนายน 2567 วันเลือกระดับจังหวัดวันที่ 16 มิถุนายน 2567 และวันเลือกระดับประเทศวันที่ 26 มิถุนายน 2567
@กกต.รับคำร้องแจกเงิน 20,000 บาท
ก่อนประกาศผลการเลือก ผู้ร้องได้รับคําร้องว่า เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2567 ผู้คัดค้านที่ 1 ผู้มีสิทธิเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับจังหวัด จังหวัดนครสวรรค์ กลุ่มที่ 10 และนางสาวงามงอน สุมานะ ร่วมกันมอบเงิน 20,000 บาท แก่ผู้คัดค้านที่ 2 ผู้มีสิทธิเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับจังหวัด จังหวัดนครสวรรค์ กลุ่มที่ 10 เพื่อจูงใจ ให้ผู้คัดค้านที่ 2 เลือกลงคะแนนให้ผู้คัดค้านที่ 1 และผู้สมัครอื่น
ผู้ร้องไต่สวนแล้ว กรณีมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2567 ผู้คัดค้านที่ 1โอนเงินให้นางสาวงามงอน 20,000 บาท แล้วนางสาวงามงอนโอนต่อให้ผู้คัดค้านที่ 2 เพื่อจูงใจให้ผู้คัดค้านที่ 2 ลงคะแนนให้แก่ ผู้คัดค้านที่ 1 และผู้คัดค้านที่ 2 รับ หรือยอมจะรับเงินสําหรับตนเองเพื่อเลือกผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเป็นการทุจริตในการเลือก อันทําให้การเลือกสมาชิกวุฒิสภามิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรมตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 62 ขอให้มีคําสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้คัดค้านทั้งสองตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 226 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 62
@เจ้าตัวคัดค้าน / อ้างนัดแนะนำตัวกันเฉยๆ ที่รีสอร์ท
ผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคําคัดค้านว่า เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2567 ผู้คัดค้านที่ 1 นายกิตติ กลิ่นสังข์ และผู้คัดค้านที่ 2 นัดพบกันเพื่อแนะนําตัวที่รีสอร์ทแม่เรวาหรือบ้านสวนริมธารหมู่ที่ 24 ตําบลแม่เล่ย์ อําเภอแม่วงก์ จังหวัดนครสวรรค์ และมีการสนทนากัน 20 ถึง 30 นาที ผู้คัดค้านที่ 1 จึงเดินทางกลับพร้อมนายกิตติ
และในวันเดียวกันผู้คัดค้านที่ 1 โอนเงินให้นางสาวงามงอน ซึ่งเป็นคนรู้จักของผู้คัดค้านที่ 1 เป็นเงิน 20,000 บาท และโอนเงินให้เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2567 อีก 30,000 บาท เนื่องจากนางสาวงามงอนขอยืมเงินจากผู้คัดค้านที่ 1 ผ่านทางแอปพลิเคชันไลน์ โดยนางสาวงามงอนชําระเงิน 20,000 บาท คืนผู้คัดค้านที่ 1 แล้ว ผู้คัดค้านที่ 1 ไม่ได้โอนเงิน 20,000 บาท ให้ผู้คัดค้านที่ 2 เพื่อจูงใจให้ลงคะแนนเลือกผู้คัดค้านที่ 1 ขอให้ยกคําร้อง
@ผู้คัดค้านที่ 2 อ้างเงินโอน 2 หมื่น ยืมจากอีกบุคคลหนึ่ง
ผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคําคัดค้านว่า เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2567 ผู้คัดค้านที่ 2 พบกับ ผู้คัดค้านที่ 1 และนายกิตติที่รีสอร์ทแม่เรวาหรือบ้านสวนริมธาร หมู่ที่ 24 ตําบลแม่เล่ย์ อําเภอแม่วงก์ จังหวัดนครสวรรค์ เพื่อแนะนําตัว ผู้คัดค้านที่ 2 ไม่เคยเล่าให้บุคคลใดฟังว่า ผู้คัดค้านที่ 2 ได้รับเงิน 20,000 บาท จากผู้คัดค้านที่ 1 ส่วนรายการโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของผู้คัดค้านที่ 2 จํานวน 20,000 บาท เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2567 นั้น เป็นเงินที่ผู้คัดค้านที่ 2 ขอยืมจาก นายชาญ พรมจันทร์ โดยทําสัญญากู้ยืมเงินที่บ้านของนายชาญ ผู้คัดค้านที่ 2 ไม่ได้เรียกรับเงินจาก ผู้คัดค้านที่ 1 เพื่อลงคะแนนเลือกผู้คัดค้านที่ 1 ขอให้ยกคําร้อง
@คนร้อง ผู้มีสิทธิเลือก สว.ระดับจังหวัด กลุ่มที่ 10 ด้วยกัน
ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งไต่สวนและตรวจสํานวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟัง เป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2567 มีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2567 โดยมีประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง ลงวันที่ 13 พฤษภาคม 2567 เรื่อง กําหนดวันเลือกและวันรับสมัครรับเลือกสมาชิกวุฒิสภา กําหนดวันเลือกระดับอําเภอวันที่ 9 มิถุนายน 2567 วันเลือกระดับจังหวัดวันที่ 16 มิถุนายน 2567 และวันเลือกระดับประเทศวันที่ 26 มิถุนายน 2567 ผู้คัดค้านทั้งสอง นายประกัน สิริแสน และนายสํารอง เยี่ยงยงค์ ต่างเป็น ผู้มีสิทธิเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับจังหวัด จังหวัดนครสวรรค์ กลุ่มที่ 10 และนายกิตติเป็นผู้มีสิทธิเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับจังหวัด จังหวัดนครสวรรค์ กลุ่มที่ 1 ส่วนนางสาวงามงอนรู้จักกับ ผู้คัดค้านที่ 1 ตั้งแต่ปี 2553 เนื่องจากในช่วงเวลาดังกล่าวนางสาวงามงอนมีอาชีพขายเสื้อผ้าในตลาดปากน้ำโพและได้รับเลือกเป็นกรรมการจัดงานเจ้าพ่อเจ้าแม่ปากน้ำโพด้วยกันกับผู้คัดค้านที่ 1
เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2567 ช่วงค่ำ ระหว่างที่ผู้คัดค้านที่ 1 ร่วมรับประทานอาหารกับ กลุ่มผู้มีสิทธิเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับจังหวัดและบุคคลอื่นที่ร้านอาหารเอสแอนด์วี ซึ่งตั้งอยู่ในเขตเทศบาลนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ มีผู้ติดต่อให้ผู้คัดค้านที่ 1 รู้จักกับผู้คัดค้านที่ 2 ทางโทรศัพท์ และผู้คัดค้านที่ 1 นัดหมายจะไปพบกันที่บ้านผู้คัดค้านที่ 2 ในวันที่ 14 มิถุนายน 2567 แต่ผู้คัดค้านที่ 1 ไม่รู้จักบ้านผู้คัดค้านที่ 2 จึงนัดพบกันที่รีสอร์ทแม่เรวาหรือบ้านสวนริมธารหมู่ที่ 24 ตําบลแม่เล่ย์ อําเภอแม่วงก์ จังหวัดนครสวรรค์
ครั้นวันที่ 14 มิถุนายน 2567 ผู้คัดค้านที่ 1 พูดคุยแนะนําตัวกับผู้คัดค้านที่ 2 ที่รีสอร์ทแม่เรวาหรือบ้านสวนริมธารดังกล่าว และ ในวันเดียวกันเวลา 17.57 นาฬิกา ผู้คัดค้านที่ 1 โอนเงิน 20,000 บาท จากบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงไทย จํากัด (มหาชน) เลขที่ 6056081397 ของผู้คัดค้านที่ 1 เข้าบัญชีเงินฝาก ธนาคารกสิกรไทย จํากัด (มหาชน) เลขที่ 0153638160 ของนางสาวงามงอน ต่อมาเวลา 18.07 นาฬิกา นางสาวงามงอนโอนเงิน 20,000 บาท เข้าบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงไทย จํากัด (มหาชน) เลขที่ 6060636675 ของผู้คัดค้านที่ 2
โดยในวันเดียวกัน นายประกันและนายสังเวียนไปพูดคุยกับ ผู้คัดค้านที่ 2 ที่บ้านผู้คัดค้านที่ 2 แล้วต่อมาวันที่ 15 มิถุนายน 2567 นายประกันยื่นคําร้อง คัดค้านการเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับจังหวัด กลุ่มที่ 10 ต่อประธานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจําจังหวัดนครสวรรค์ อ้างว่าผู้คัดค้านที่ 2 รับเงิน 20,000 บาท จากผู้คัดค้านที่ 1 โดยมี นายสังเวียนและนายสํารองลงลายมือชื่อเป็นพยานในหนังสือร้องเรียน ตามเอกสารหมาย ร.ค.1 หน้าที่ 27 และหน้าที่ 28 ต่อมาคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนประจําจังหวัดนครสวรรค์ แจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้คัดค้านทั้งสองตามบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาผู้คัดค้านทั้งสองลงวันที่ 1 กรกฎาคม 2567 และผู้คัดค้านทั้งสองลงลายมือชื่อรับทราบข้อกล่าวหาเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567 ตามสํานวนการไต่สวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับจังหวัด จังหวัดนครสวรรค์ เอกสารหมาย ร.ค.1 หน้าที่ 66 ถึงหน้าที่ 70
@กกต.สรุปสำนวน แจกเงินจูงใจ
ผู้ร้องได้พิจารณารายงานการไต่สวนของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนประจําจังหวัดนครสวรรค์ ตลอดจนพยานหลักฐานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องประกอบแล้ว มีความเห็นว่า เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2567 ผู้คัดค้านที่ 1 โอนเงิน 20,000 บาท ให้นางสาวงามงอนเพื่อให้นางสาวงามงอนโอนเงินจํานวนดังกล่าวให้แก่ผู้คัดค้านที่ 2 เพื่อจูงใจให้ผู้คัดค้านที่ 2 ลงคะแนนให้แก่ ผู้คัดค้านที่ 1 อันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 77 (1) และผู้คัดค้านที่ 2 รับ หรือยอมจะรับเงินสําหรับตนเองเพื่อเลือก ผู้คัดค้านที่ 1 อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 81 กรณีมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้คัดค้านทั้งสองกระทํา
การอันเป็นการทุจริตในการเลือก อันทําให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรมตามมาตรา 62 ผู้ร้องจึงยื่นคําร้องขอให้ศาลมีคําสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้คัดค้านทั้งสองตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 226 ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 62 ตามคําวินิจฉัย คณะกรรมการการเลือกตั้งที่ 65/2568 เอกสารหมาย ร.ค.1 หน้าที่ 475 ถึงหน้าที่ 481
@ส่งไลน์ชักชวนนัดเจอกันก่อน
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ผู้คัดค้านทั้งสองกระทําการอันเป็นการทุจริตในการเลือกอันทําให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม เป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 226 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 62 หรือไม่
ในชั้นไต่สวน ผู้ร้องมีนายสํารอง เยี่ยงยงค์ เป็นพยานเบิกความว่าเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2567 เวลาประมาณ 19 นาฬิกา ผู้คัดค้านที่ 2 ติดต่อพยานทางแอปพลิเคชันไลน์ชักชวนพยานไปที่บ้านผู้คัดค้านที่ 2 ในวันที่ 14 มิถุนายน 2567 โดยอ้างว่า ผู้คัดค้านที่ 1 และนายกิตติจะมาพบผู้คัดค้านที่ 2 ในวันดังกล่าว แต่พยานแจ้งไปว่าติดธุระ ต่อมา วันที่ 14 มิถุนายน 2567 เวลาประมาณ 10 นาฬิกา พยานติดต่อไปยังผู้คัดค้านที่ 2 เพื่อสอบถามเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ผู้คัดค้านที่ 2 บอกว่าคุยกันเรียบร้อยแล้ว จากนั้นเวลาประมาณ 17 นาฬิกา พยานขอให้นายสังเวียนและนายประกันไปหาข้อมูลที่บ้านผู้คัดค้านที่ 2 จึงทราบว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ให้เงินแก่ผู้คัดค้านที่ 2 จํานวน 20,000 บาท
ต่อมาพยานได้ให้ถ้อยคําต่อคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนประจําจังหวัดนครสวรรค์ ตามบันทึกถ้อยคําพยานผู้ร้องเอกสารหมาย ร.ค.1 หน้าที่ 54 ถึงหน้าที่ 58 มีนายประกัน สิริแสน เป็นพยานเบิกความว่า เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2567 เวลาประมาณ 7 นาฬิกา ผู้คัดค้านที่ 2 โทรศัพท์มาหาพยานขอให้พยานไปเป็นเพื่อนในการพบกับผู้คัดค้านที่ 1 และนายกิตติแต่พยานไม่ว่าง ต่อมาเวลาประมาณ 17 นาฬิกา พยานและนายสังเวียนเดินทางไปที่บ้านผู้คัดค้านที่ 2 ผู้คัดค้านที่ 2 เล่าให้ฟังว่าเมื่อช่วงเช้า ผู้คัดค้านที่ 1 และนายกิตติเดินทางมาพบผู้คัดค้านที่ 2 เพื่อขอให้ช่วยลงคะแนนให้ผู้คัดค้านที่ 1 ในวันเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับจังหวัด โดยผู้คัดค้านที่ 1 มอบเงิน 20,000 บาท เป็นค่าตอบแทน ต่อมาวันที่ 15 มิถุนายน 2567 พยานจึงไปร้องคัดค้านต่อประธานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจําจังหวัดนครสวรรค์และพยานให้ถ้อยคําไว้ต่อคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนประจําจังหวัดนครสวรรค์ตามคําร้องพร้อมบันทึกถ้อยคําประกอบคําร้องและบันทึกถ้อยคําพยานผู้ร้อง พร้อมคลิปวิดีโอประกอบเอกสารหมาย ร.ค.1 หน้าที่ 27 ถึงหน้าที่ 32 และหน้าที่ 45 ถึงหน้าที่ 53 และแฟลชไดรฟ์หมาย ว.ร.1 และผู้ร้องมีนายพรพนม รักษาชอบ เป็นพยานเบิกความว่า ประมาณ กลางเดือนมิถุนายน 2567 ระหว่างรอการประชุมเรื่องการพักหนี้เกษตรกรในเขตตําบลปางสวรรค์ อําเภอชุมตาบง จังหวัดนครสวรรค์ นายประกันเล่าให้พยานฟังว่าผู้คัดค้านที่ 2 ขายสิทธิเป็นเงิน 20,000 บาท เมื่อพยานพบผู้คัดค้านที่ 2 ในที่ประชุมดังกล่าวจึงสอบถามผู้คัดค้านที่ 2 ได้รับ คําตอบว่า ความจริงอยากได้สัก 50,000 บาท แต่ไม่มีผู้สมัครคนใดเอามาให้ และพยานได้ให้ ถ้อยคําต่อคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนประจําจังหวัดนครสวรรค์ ตามบันทึกถ้อยคําพยานเอกสารหมาย ร.ค.1 หน้าที่ 145 ถึงหน้าที่ 147
เห็นว่า ในชั้นไต่สวน นายสํารองและนายประกัน เบิกความถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้เป็นลําดับโดยยืนยันว่า เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2567 ผู้คัดค้านที่ 2 ติดต่อไปยังนายสํารองและวันที่ 14 มิถุนายน 2567 ช่วงเช้า ผู้คัดค้านที่ 2ติดต่อนายประกันขอให้ไปเป็นเพื่อนในการไปพบผู้คัดค้านที่ 1 และนายกิตติ แต่ทั้งสองไม่ว่าง ต่อมา
วันที่ 14 มิถุนายน 2567 หลังจากผู้คัดค้านที่ 2 พบกับผู้คัดค้านที่ 1 แล้ว นายประกันไปหา ผู้คัดค้านที่ 2 ที่บ้าน ผู้คัดค้านที่ 2 เล่าให้ฟังว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ให้เงิน 20,000 บาท เมื่อนายประกัน ทราบเรื่องดังกล่าวแล้ว ในวันที่ 15มิถุนายน 2567 นายประกันก็ทําคําร้องคัดค้านต่อประธานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจําจังหวัดนครสวรรค์ทันที ซึ่งสอดคล้องกันกับที่ผู้คัดค้านที่ 2 เบิกความว่า ประมาณวันที่ 13 มิถุนายน 2567 ก่อนที่ผู้คัดค้านที่ 2 จะไปพบผู้คัดค้านที่ 1 และนายกิตติ ผู้คัดค้านที่ 2 ได้ชักชวนนายประกันและนายสํารองมาทําความรู้จักในฐานะผู้สมัครด้วยกัน แต่ทั้งสองคนแจ้งว่าติดธุระไม่สามารถมาได้
@ผู้คัดค้านที่ 2 เล่าเอง ขายสิทธิได้ 2 หมื่น ความจริงอยากได้ 5 หมื่น
ข้อเท็จจริงยังได้ความจากพยานผู้ร้องปากนายพรพนมว่า นายประกันได้เล่าให้ฟังว่า ผู้คัดค้านที่ 2 ขายสิทธิเป็นเงิน 20,000 บาท เมื่อนายพรพนมพบ ผู้คัดค้านที่ 2 ในที่ประชุมจึงสอบถามผู้คัดค้านที่ 2 ได้รับคําตอบว่าความจริงอยากได้สัก 50,000 บาท แต่ไม่มีผู้สมัครคนใดเอามาให้ อันเป็นการสนับสนุนให้คําเบิกความของนายสํารองและนายประกัน มีน้ำหนักมากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ข้อเท็จจริงยังได้ความว่า เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2567 ช่วงค่ำ ระหว่างที่ผู้คัดค้านที่ 1 ร่วมรับประทานอาหารกับกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับจังหวัด และบุคคลอื่นที่ร้านอาหารเอสแอนด์วี ซึ่งตั้งอยู่ในเขตเทศบาลนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ มีผู้แนะนําให้ผู้คัดค้านที่ 1 รู้จักกับผู้คัดค้านที่ 2 ทางโทรศัพท์ และมีการนัดหมายกันว่าในวันที่ 14 มิถุนายน 2567 จะไปพบกันที่รีสอร์ทแม่เรวาหรือบ้านสวนริมธาร หมู่ที่ 24 ตําบลแม่เล่ย์ อําเภอแม่วงก์ จังหวัดนครสวรรค์ เมื่อถึงวันนัด ผู้คัดค้านที่ 1 ได้พูดคุยแนะนําตัวกับผู้คัดค้านที่ 2 ที่รีสอร์ทแม่เรวาหรือบ้านสวนริมธารดังกล่าว และในวันเดียวกันเวลา 17.57 นาฬิกา ผู้คัดค้านที่ 1โอนเงิน 20,000 บาท เข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของนางสาวงามงอนซึ่งเป็นคนรู้จักสนิทสนมกัน ต่อมาเวลา 18.07 นาฬิกา นางสาวงามงอนซึ่งไม่รู้จักกับผู้คัดค้านที่ 2 โอนเงิน 20,000 บาท เข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งในข้อนี้แม้ผู้คัดค้านทั้งสองจะนําสืบอธิบายโดยมีผู้คัดค้านที่ 2 และนางสาวงามงอนเป็นพยานเบิกความว่า วันที่ 14 มิถุนายน 2567 ผู้คัดค้านที่ 2 ไปยืมเงิน 20,000 บาท ที่บ้านนายชาญ เลขที่ 37/1 หมู่ที่ 5 ตําบลหนองนมวัว อําเภอลาดยาว จังหวัดนครสวรรค์ แต่นายชาญไม่มีเงินจึงติดต่อนางสาวงามงอนซึ่งเป็นคนรักทางแอปพลิเคชันไลน์ เพื่อขอยืมเงินให้ผู้คัดค้านที่ 2 แต่นางสาวงามงอนไม่มีเงินจึงติดต่อขอยืมเงินจากผู้คัดค้านที่ 1 ผ่านทางแอปพลิเคชั่นไลน์ แล้วนางสาวงามงอนโอนเงิน 20,000 บาท ให้ผู้คัดค้านที่ 2
โดยผู้คัดค้านที่ 2 ทําหนังสือสัญญากู้ยืมเงินกับนายชาญโดยมีนายกิตติธัช ป้อมแก้ว ลงลายมือชื่อเป็น พยานในหนังสือสัญญากู้ยืมเงิน กับอ้างข้อเท็จจริงที่นายชาญและนายกิตติธัชได้ให้ถ้อยคําต่อคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนประจําจังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งให้ถ้อยคําไว้ว่า ผู้คัดค้านที่ 2 มายืมเงิน นายชาญตามเอกสารหมาย ร.ค.1 หน้าที่ 161 ถึงหน้าที่ 166 และหน้าที่ 209 ถึงหน้าที่ 212 ตามลําดับ แต่เมื่อพิจารณาจากถ้อยคําที่นางบุญมี พรมจันทร์ มารดานายชาญซึ่งอาศัยอยู่ที่ บ้านเลขที่ 37/1 ดังกล่าว และนางใด เปรมวัฒนะ ซึ่งเป็นน้องสะใภ้ของนางบุญมีและเป็นเพื่อนบ้าน ได้ให้ถ้อยคําไว้ต่อคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนประจําจังหวัดนครสวรรค์โดยสอดคล้องต้องกันว่า นายชาญทํางานอยู่ที่กรุงเทพมหานคร นาน ๆ จะกลับมาบ้านครั้งหนึ่ง วันที่ 14 มิถุนายน 2567 นายชาญไม่ได้กลับมาที่บ้าน และไม่พบว่ามีใครมาที่บ้านดังกล่าว นายชาญกลับมาบ้านครั้งสุดท้าย ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2567 เพราะนางบุญมีป่วย ตามบันทึกถ้อยคําพยานเอกสารหมาย ร.ค.1 หน้าที่ 155 ถึงหน้าที่ 160 จะเห็นได้ว่าขัดแย้งกับข้อเท็จจริงที่ผู้คัดค้านทั้งสองนํามาสืบ นางบุญมีมารดานายชาญและนางใดไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับผู้คัดค้านทั้งสองมาก่อน และให้ถ้อยคํา ต่อคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนประจําจังหวัดนครสวรรค์ ในวันที่ 24 กรกฎาคม 2567 หลังเกิดเหตุไม่นานนัก น่าเชื่อว่าให้ถ้อยคําไปตามความเป็นจริง
@ไม่ยอมให้ คกก. ไต่สวนดูข้อความตามข้ออ้างยืมเงินทางไลน์
ส่วนที่ผู้คัดค้านที่ 1 อ้างตนเองเป็นพยาน และมีนางสาวงามงอน สุมานะ เป็นพยานเบิกความว่า นางสาวงามงอนมาขอยืมเงินจากผู้คัดค้านที่ 1 จํานวน 20,000 บาท ผู้คัดค้านที่ 1 จึงโอนเงินให้นางสาวงามงอนแล้วนางสาวงามงอนให้นายชาญ ยืมเงินต่อ โดยนายชาญขอให้นางสาวงามงอนโอนเงินให้ผู้คัดค้านที่ 2 ที่มาขอยืมเงินนายชาญนั้น
เมื่อได้ความว่าการติดต่อขอยืมเงินระหว่างนายชาญกับนางสาวงามงอนและนางสาวงามงอนกับ ผู้คัดค้านที่ 1 ต่างเป็นการติดต่อทางแอปพลิเคชันไลน์ ซึ่งโดยปกติแล้วย่อมมีประวัติการใช้งานที่สามารถย้อนกลับไปตรวจสอบได้ แต่นางสาวงามงอนกลับไม่ยินยอมให้คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนประจําจังหวัดนครสวรรค์ตรวจสอบข้อมูลในแอปพลิเคชันไลน์เพื่อเป็นพยานหลักฐานว่านายชาญ มีการติดต่อขอยืมเงินตามบันทึกถ้อยคําพยานเอกสารหมาย ร.ค.1 หน้าที่ 115 การไม่ยินยอมให้ คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนประจําจังหวัดนครสวรรค์ตรวจสอบย่อมเป็นพิรุธ เพราะหากมีข้อมูล ดังกล่าวในแอปพลิเคชันไลน์จริงย่อมไม่มีเหตุผลอันใดที่จะไม่ยินยอมให้คณะกรรมการสืบสวน และไต่สวนประจําจังหวัดนครสวรรค์ตรวจสอบเพราะการแสดงข้อมูลดังกล่าวย่อมเป็นประโยชน์แก่ ผู้คัดค้านที่ 1 เอง เมื่อผู้คัดค้านที่ 1 และนางสาวงามงอนมาเบิกความต่อศาลก็มิได้นําเสนอพยานหลักฐานเพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อมูลการขอยืมเงินทางแอปพลิเคชันไลน์แต่อย่างใด
@คำเบิกความมีพิรุธ ไม่รู้จักกันกลับขอยืมเงิน
ยิ่งเมื่อพิจารณาจากทางนำสืบของผู้คัดค้านทั้งสองที่นําสืบว่า นายชาญซึ่งไม่มีเงินให้ผู้คัดค้านที่ 2 ยืม มาขอยืมเงินจากนางสาวงามงอน ไม่มีเงินเช่นกันเพื่อนําไปให้ผู้คัดค้านที่ 2 และนางสาวงามงอน ซึ่งไม่รู้จักกับ ผู้คัดค้านที่ 2 มาก่อนไปขอยืมเงินจากผู้คัดค้านที่ 1 มาให้ยิ่งเป็นเรื่องที่ขัดต่อเหตุผล จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ตามพยานหลักฐานที่ผู้ร้องนํามาไต่สวนมีน้ำหนักและเหตุผลให้น่ารับฟังกว่าพยานหลักฐานของผู้คัดค้านทั้งสอง
@สรุปให้เงินจูงใจเลือก-ให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง คนละ 10 ปี
ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามที่ผู้ร้องนําพยานมาไต่สวนว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ให้เงินแก่ ผู้คัดค้านที่ 2 เพื่อจูงใจให้ผู้คัดค้านที่ 2 ลงคะแนนเลือกผู้คัดค้านที่ 1 และผู้คัดค้านที่ 2 รับเงินดังกล่าวไว้สําหรับตนเองเพื่อเลือกผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเป็นการทุจริตในการเลือก อันทําให้การเลือกสมาชิกวุฒิสภามิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรมตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 226 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 62 เห็นควรให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้คัดค้านทั้งสอง
พิพากษาให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของนางสาวณิชาภา เนียมสุ่ม ผู้คัดค้านที่ 1 และนายช่อ กล้าเขตรวิทย์ ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นระยะเวลา 10 ปี นับแต่วันที่มีคําพิพากษา




