สภาผู้บริโภคยื่น 5 ข้อเสนอให้สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ - กรมขนส่งฯ เปิดเผยสถานะรถ และผู้ขับ เพิ่มมาตรการความปลอดภัยช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างการขึ้นทะเบียนบริการรถเรียกผ่านแอปฯ ที่จะมีผลบังคับใช้ 31 มี.ค. นี้
นายคงศักดิ์ ชื่นไกรลาศ ผู้ช่วยเลขานุการคณะอนุกรรมการขนส่งและยานพาหนะ สภาผู้บริโภค เปิดเผยว่า สภาผู้บริโภคเสนอมาตรการ 5 ข้อ ต่อสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) และกรมการขนส่งทางบก เพื่อแก้ปัญหาช่วงรอยในการดำเนินการตามประกาศกำหนดให้ผู้ขับขี่ที่ให้บริการผ่านแอปพลิเคชันต้องจดทะเบียนรถประเภท รย.17/18 กับกรมการขนส่งทางบกให้เรียบร้อยภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 และนำรถไปเปลี่ยนสถานะเป็นรถสาธารณะให้ครบถ้วนภายในช่วงวันที่ 1 - 30 มีนาคม 2569 ก่อนที่จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 31 มีนาคม 2569
ข้อเสนอ 5 ข้อ ประกอบด้วย ดังนี้
1. จัดทำและเผยแพร่แผนบริหารจัดการช่วงรอยต่อและภายหลังครบกำหนดวันที่ 31 มีนาคม 2569 ต่อสาธารณะอย่างชัดเจน โดยกำหนดกรอบเวลาและแนวทางจัดการรถและผู้ขับที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย พร้อมรายงานความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การบังคับใช้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มครองผู้บริโภคอย่างเป็นรูปธรรม
2. กำหนดให้แพลตฟอร์มแสดงสถานะการขึ้นทะเบียนของรถและผู้ขับแก่ผู้โดยสารก่อนยืนยืนยันการใช้บริการ โดยข้อมูลต้องถูกต้องเป็นปัจจุบัน และเข้าถึงได้ง่าย เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลที่ครบถ้วน
3. กำหนดมาตรการคุ้มครองผู้โดยสารในช่วงเปลี่ยนผ่านเพิ่มเติมจากความคุ้มครองตามกฎหมาย รถยนต์ภาคบังคับ โดยเฉพาะกรณีอุบัติเหตุร้ายแรงหรือเหตุอาชญากรรม พร้อมจัดให้มีกลไกรับเรื่องร้องเรียนและการเยียวยาที่โปร่งใส และตรวจสอบได้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค
4. กำหนดมาตรการป้องกันการให้บริการนอกระบบหรือการหลีกเลี่ยงกฎหมายอย่างจริงจัง โดยใช้การตรวจสอบผ่านระบบดิจิทัลควบคู่กับการกำกับเชิงรุก และเปิดเผยผลการดำเนินการต่อสาธารณะ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้บริโภคต้องแบกรับความเสี่ยงจากช่องว่างในการบังคับใช้กฎหมาย
5. กำหนดกลไกประเมินและติดตามผลกระทบเรื่องความเพียงพอของจำนวนรถ ระยะเวลารอคอยและระดับค่าบริการทั้งก่อนและหลังการปิดระบบขึ้นทะเบียน เพื่อให้สามารถกำหนดมาตรการรองรับได้อย่างทันท่วงที โดยไม่ลดทอนมาตรฐานความปลอดภัยและหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด
ทั้งนี้ ประกาศฉบับดังกล่าวสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ร่วมกับกรมการขนส่งทางบกและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ออกประกาศกำหนดให้ผู้ขับขี่ที่ให้บริการผ่านแอปพลิเคชันต้องจดทะเบียนรถประเภท รย.17/18 กับกรมการขนส่งทางบกให้เรียบร้อยภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 และนำรถไปเปลี่ยนสถานะเป็นรถสาธารณะให้ครบถ้วนภายในช่วงวันที่ 1 - 30 มีนาคม 2569 ก่อนที่กฎหมายจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 31 มีนาคม 2569
ตามประกาศดังกล่าว ผู้ประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัล ประเภทบริการรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์รับจ้างโดยสารสาธารณะที่มีลักษณะเฉพาะตามมาตรา 18 (3) ภายใต้ พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (DPS) กำหนดให้แพลตฟอร์มเรียกรถให้บริการเฉพาะผู้ขับที่มีรถจดจดทะเบียนเป็นรถสาธารณะและมีใบอนุญาตขับรถสาธาธารณะ รวมทั้งจัดให้มีระบบยืนยันตัวตน ตรวจสอบข้อมูลผู้ขับ กำกับดูแล ค่าบริการ และรายงานผลการดำเนินการ
อย่างไรก็ตาม มีข้อร้องเรียนจากผู้ขับเกี่ยวกับอุปสรรคในการนำรถเข้าสู่การจดทะเบียนเป็นรถสาธารณะ ทั้งขั้นตอนระยะเวลาและต้นทุน ส่งผลให้ผู้ขับบางส่วนไม่สามารถดำเนินการได้ทันกำหนด ทาง ETDA และกรมขนส่งฯ จึงกำหนดมาตรการช่วยเหลือและขยายกรอบระยะเวลาการดำเนินการออกไปถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ และ 31 มีนาคม 2569
นายคงศักดิ์ กล่าวว่า การขยายระยะเวลาบังคับใช้มาตรการฯ อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค เนื่องจากปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้จำกัดเพียงเรื่องค่าบริการหรือการยกเลิกงาน แต่ยังครอบคลุมถึงความปลอดภัยของผู้โดยสาร โดยเฉพาะกรณีรถที่ยังไม่ได้จดทะเบียนเป็นรถสาธารณะ ซึ่งอาจไม่มีการตรวจสภาพรถหรือการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ขับอย่างเพียงพอ
นอกจากนี้ ยังมีข้อกังวลเกี่ยวกับพฤติกรรมเสี่ยงของผู้ขับ รวมถึงกรณีอุบัติเหตุหรือเหตุอาชญากรรมที่อาจเกิดขึ้น ตลอดจนกลไกรับเรื่องร้องเรียนที่ยังไม่ชัดเจน ซึ่งสะท้อนถึงความจำเป็นในการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและความรับผิดชอบของแพลตฟอร์มอย่างเป็นระบบ
"แม้การเลื่อนกำหนดบังคับใช้มาตรการจะมีเป้าหมายเพื่อให้แพลตฟอร์มและผู้ขับรถมีเวลาปรับตัวและดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย แต่หากไม่มีมาตรการเรื่องความปลอดภัยและคุ้มครองผู้โดยสารที่ชัดเจนก็อาจเพิ่มความเสี่ยงและกระทบความเชื่อมั่นของผู้บริโภค โดยเฉพาะกรณีที่ยังมีไรเดอร์บางส่วนที่ไม่ได้จดทะเบียนเป็นรถสาธารณะหรือไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด" นายคงศักดิ์ระบุ
นายคงศักดิ์ กล่าวอีกว่า การเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบที่กำหนดให้รถและผู้ขับต้องขึ้นทะเบียนเป็นรถสาธารณะอย่างถูกต้อง อาจทำให้จำนวนรถที่สามารถให้บริการได้ตามเงื่อนไขลดลงในระยะสั้น ซึ่งอาจส่งผลต่อความเพียงพอของบริการ ระยะเวลารอคอย และภาระค่าใช้จ่ายของผู้ใช้บริการ หากไม่มีการบริหารจัดการที่เหมาะสม อีกทั้งยังมีความเสี่ยงที่ผู้ให้บริการบางรายอาจหลีกเลี่ยงการปฏิบัติตามกฎหมาย หรือเกิดการให้บริการนอกระบบในช่วงรอยต่อและหลังการบังคับใช้มาตรการ ซึ่งอาจทำให้ผู้บริโภคต้องเผชิญกับความเสี่ยงโดยขาดหลักประกันด้านความปลอดภัยและความรับผิดชอบที่ชัดเจน




