"...จำเลยกับพวกสนทนาติดต่อกับผู้เสียหายผ่านทางแอปพลิเคชันไลน์ดังกล่าว โดยร่วมกันหลอกลวงผู้เสียหายด้วยการพูดคุย ส่งข้อความและภาพถ่ายรหัสคิวอาร์ (QR code) ซึ่งมีข้อความว่า “รับเงินคืน การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค PROVINCIAL ELECTRICITY AUTHORITY” ซึ่งเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ผ่านทางแอปพลิเคชันไลน์ พร้อมทั้งแจ้งแก่ผู้เสียหายว่า ผู้เสียหายจะได้รับเงินค่าประกันมิเตอร์ไฟฟ้าคืนจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค โดยผู้เสียหายต้องทำการสแกนรหัสคิวอาร์ (QR code) ตามภาพถ่ายที่จำเลยกับพวกส่งให้ จากนั้นให้ผู้เสียหายทำตามคำสั่งของจำเลยกับพวกโดยกรอกข้อมูลตัวเลข จำนวนเงิน 24,534.99 บาท และกดยืนยัน อันเป็นความเท็จ และเป็นการร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยหลอกลวงและโดยมีเจตนาทุจริต..."
สำนักข่าว Next News รายงานคำพิพากษาน่าสนใจ โดยคดีนี้เป็นคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีที่จำเลย เป็นเจ้าของบัญชีม้า ที่ใช้ในการหลอกลวงประชาชนว่าได้รับเงินคืนค่าประกันมิเตอร์ไฟฟ้าจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค โดยศาลชั้นต้นยกฟ้องเนื่องจากวินิจฉัยว่าเป็นฟ้องเคลือบคลุม ต่อมาศาลอุทธรณ์จึงสั่งกลับคำพิพากษา สั่งจำคุกจำเลยเป็นเวลา 9 เดือน พร้อมชดใช้เงินคืนแก่ผู้เสียหาย
มีรายละเอียด ดังนี้
คดีหมายเลขดำที่ 1905/2568
คดีหมายเลขแดงที่ 3882/2568
ศาลอุทธรณ์ภาค 2
วันที่ 24 เดือน ตุลาคม พุทธศักราช 2568
ความอาญา
ระหว่าง
พนักงานอัยการจังหวัดจันทบุรี โจทก์
นางสาวพรรณพษา ทุกข์จาก จำเลย
เรื่อง ฉ้อโกง ความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ความผิดต่อพระราชบัญญัติกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี
โจทก์ อุทธรณ์ ศาลจังหวัดจันทบุรี ลงวันที่ 23 เดือน เมษายน พุทธศักราช 2568 ศาลอุทธรณ์ภาค 2 รับวันที่ 26 เดือน สิงหาคม พุทธศักราช 2568
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับพวกที่หลบหนีร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายบทหลายกรรมต่างกัน เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2566 เวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยเปิดบัญชีเงินฝากของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เลขที่บัญชี 098-4-97639-9 ชื่อบัญชี นางสาวพรรณพษา ทุกข์จาก โดยจำเลยยินยอมให้พวกของจำเลยใช้ชื่อบัญชีเงินฝากของจำเลยโดยจำเลยมิได้มีเจตนาใช้เพื่อตนหรือเพื่อกิจการที่ตนเกี่ยวข้อง โดยประการที่จำเลยรู้หรือควรรู้ว่าพวกของจำเลยจะนำไปใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือความผิดอาญาฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน
@ หลอกว่าได้รับเงินประกันค่ามิเตอร์ไฟฟ้าคืนจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
เหตุเกิดที่แขวงและเขตใดไม่ปรากฏชัด-กรุงเทพมหานคร และตำบลหนองบัว อำเภอเมืองจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี เกี่ยวพันกัน เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2566 เวลากลางวัน จำเลยกับพวกโดยเจตนาทุจริต ร่วมกันหลอกลวงประชาชนทั่วไป รวมทั้งนางสาวล. ผู้เสียหาย ด้วยการร่วมกันแสดงข้อความอันเป็นเท็จ และปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง โดยจำเลยกับพวกร่วมกันใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของตนสุ่มส่งข้อความไปยังโทรศัพท์เคลื่อนที่ของประชาชนเป็นการทั่วไปและผู้เสียหาย โดยมีเนื้อหาว่า “คุณได้รับเงินคืนค่าประกันมิเตอร์ไฟฟ้าตามนโยบายลดค่าไฟของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค PEA สอบถามเจ้าหน้าที่เพิ่มเติม https://bitly.ws/Ymgj” เพื่อให้ประชาชนทั่วไปที่ได้พบเห็นข้อความดังกล่าวยิ่งเชื่อว่าตนจะได้รับเงินค่าประกันมิเตอร์ไฟฟ้าคืนจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
เมื่อผู้เสียหายพบเห็นข้อความดังกล่าวยิ่งหลงเชื่อจึงกดเข้าสู่ช่องทางการเชื่อมต่อทางอินเทอร์เน็ต (ลิงก์) ดังกล่าวที่จำเลยกับพวกสร้างไว้ ซึ่งเชื่อมต่อไปยังแอปพลิเคชันไลน์ (Line) ในชื่อผู้ใช้บัญชีไลน์ว่า “PEA” โดยจำเลยกับพวกทำการสมัครหรือทำด้วยวิธีการใด ๆ สร้างบัญชีผู้ใช้งานดังกล่าวในแอปพลิเคชันไลน์ อันเป็นระบบคอมพิวเตอร์ที่เป็นอุปกรณ์หรือชุดอุปกรณ์ของคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมการทำงานเข้าด้วยกัน โดยมีการกำหนดคำสั่งชุดคำสั่งทำหน้าที่ประมวลข้อมูลโดยอัตโนมัติ
จากนั้นจำเลยกับพวกสนทนาติดต่อกับผู้เสียหายผ่านทางแอปพลิเคชันไลน์ดังกล่าว โดยร่วมกันหลอกลวงผู้เสียหายด้วยการพูดคุย ส่งข้อความและภาพถ่ายรหัสคิวอาร์ (QR code) ซึ่งมีข้อความว่า “รับเงินคืน การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค PROVINCIAL ELECTRICITY AUTHORITY” ซึ่งเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ผ่านทางแอปพลิเคชันไลน์ พร้อมทั้งแจ้งแก่ผู้เสียหายว่า ผู้เสียหายจะได้รับเงินค่าประกันมิเตอร์ไฟฟ้าคืนจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค โดยผู้เสียหายต้องทำการสแกนรหัสคิวอาร์ (QR code) ตามภาพถ่ายที่จำเลยกับพวกส่งให้
จากนั้นให้ผู้เสียหายทำตามคำสั่งของจำเลยกับพวกโดยกรอกข้อมูลตัวเลข จำนวนเงิน 24,534.99 บาท และกดยืนยัน อันเป็นความเท็จ และเป็นการร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยหลอกลวงและโดยมีเจตนาทุจริต ความจริงแล้ว จำเลยกับพวกมิใช่เจ้าหน้าที่ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และผู้เสียหายไม่ได้รับเงินค่าประกันมิเตอร์ไฟฟ้าคืนจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคแต่อย่างใด แต่เป็นเพียงอุบายของจำเลยกับพวกที่ร่วมกันทำขึ้นโดยมีเจตนาหลอกลวงให้ผู้เสียหายหลงเชื่อเพื่อจะได้ดำเนินการสแกนรหัสคิวอาร์ (QR code) แล้วทำการโอนเงินให้จำเลยกับพวกเท่านั้น จากการร่วมกันหลอกลวงของจำเลยกับพวก
ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อตามคำหลอกลวงของจำเลยกับพวก ผู้เสียหายจึงทำธุรกรรมโอนเงินจากบัญชีเงินฝากของตนเข้าไปยังบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เลขที่บัญชี 098-4-97639-9 ชื่อบัญชี นางสาวพรรณพษา ทุกข์จาก ซึ่งเป็นบัญชีเงินฝากของจำเลย จำนวน 24,534.99 บาท ให้แก่จำเลยกับพวกรับไปตามคำหลอกลวงดังกล่าว เป็นเหตุให้จำเลยกับพวกได้ไปซึ่งเงินจำนวน 24,534.99 บาท ของผู้เสียหายไปเป็นประโยชน์ส่วนตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต ทั้งนี้โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหาย ผู้อื่นหรือประชาชนผู้เข้าถึงข้อมูลคอมพิวเตอร์ดังกล่าว เหตุเกิดที่ตำบลหนองบัว อำเภอเมืองจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี
@ ศาลชั้นต้นยกฟ้องเหตุฟ้องเคลือบคลุม
ขอให้ลงโทษตามพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 มาตรา 9, 9 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 3, 14 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 341, 343 ให้จำเลยคืนเงิน 24,534.99 บาท แก่ผู้เสียหาย
จำเลยให้การรับสารภาพ
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง
ทั้งนี้บันทึกประเด็นสรุปพิจารณาระบุว่าสาเหตุที่ศาลจังหวัดจันทบุรียกฟ้องเนื่องจากวินิจฉัยว่าเป็นฟ้องเคลือบคลุม
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยกับพวกร่วมกันหลอกลวงโดยการแสดงข้อความต่อนางสาวล. ผู้เสียหายว่า ผู้เสียหายได้รับเงินคืนค่าประกันมิเตอร์ไฟฟ้าของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค PEA สอบถามเจ้าหน้าที่เพิ่มเติม https://bitly.ws/Ymgj ซึ่งเป็นความเท็จ ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงทำการสแกนรหัสคิวอาร์ (QR code) ตามภาพถ่ายที่จำเลยกับพวกส่งมา แล้วกรอกข้อมูลตัวเลข 24,534.99 บาท และกดยืนยันอันเป็นการโอนเงินจากบัญชีของผู้เสียหายไปยังบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เลขที่ 098-4-97639-9 ชื่อบัญชีจำเลย เป็นเหตุให้จำเลยกับพวกได้ไปซึ่งเงินจำนวนดังกล่าวจากผู้เสียหายโดยทุจริต
@ มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องข้อ 1.1 ว่า เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2566 เวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยได้เปิดบัญชีเงินฝากของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เลขที่ 098-4-97639-9 ชื่อบัญชีนางสาวพรรณพษา ทุกข์จาก โดยจำเลยได้ยินยอมให้พวกของจำเลยใช้บัญชีเงินฝากของจำเลยดังกล่าว ทั้งนี้ โดยจำเลยมิได้มีเจตนาใช้เพื่อตนหรือเพื่อกิจการที่ตนเกี่ยวข้อง โดยประการที่จำเลยรู้หรือควรรู้ว่าพวกของจำเลยจะนำไปใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย
ข้อ 1.2 เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2566 เวลากลางวัน จำเลยกับพวกโดยเจตนาทุจริตได้บังอาจร่วมกันหลอกลวงประชาชนทั่วไป รวมทั้งนางสาวล. ผู้เสียหาย โดยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง โดยจำเลยกับพวกร่วมกันใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของตนสุ่มส่งข้อความไปยังโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้เสียหายโดยมีเนื้อหาว่า “คุณได้รับเงินคืนค่าประกันมิเตอร์ไฟฟ้าตามนโยบายลดค่าไฟของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค PEA สอบถามเจ้าหน้าที่เพิ่มเติม https://bitly.ws/Ymgj” เพื่อให้ผู้เสียหายเชื่อว่าตนจะได้รับเงินค่าประกันมิเตอร์ไฟฟ้าคืนจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ผู้เสียหายจึงทำการสแกนรหัสคิวอาร์ (QR code) ตามภาพถ่ายที่จำเลยกับพวกส่งให้แล้วผู้เสียหายกรอกตัวเลข 24,534.99 และกดยืนยันเงินจำนวนดังกล่าวนั้นโอนเข้าไปยังชื่อบัญชีของจำเลย
ฟ้องข้อ 1.1 และ 1.2 จึงแตกต่างกันทั้งเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น โดยมีข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับการกระทำที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิดในฟ้องแต่ละข้อแยกกัน ซึ่งจำเลยอาจมีเจตนาในการนำบัญชีเงินฝากของตนไปใช้ในแต่ละวาระต่างกันโดยไม่เกี่ยวข้องกันก็ได้ ประกอบกับโจทก์บรรยายฟ้องว่าการกระทำตามฟ้องทั้งสองข้อดังกล่าวเป็นการกระทำหลายกรรมต่างกันและมีคำขอท้ายฟ้องให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพโดยมิได้โต้แย้งคัดค้านว่าไม่เข้าใจฟ้อง
จึงรับฟังได้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำต่างกรรมต่างวาระกัน ดังนั้น ฟ้องข้อ 1.2 จึงไม่ขัดกับฟ้องข้อ 1.1 ฟ้องของโจทก์ไม่เคลือบคลุมและชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้ว และเมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ประกอบกับคดีนี้มิใช่คดีที่มีอัตราโทษจำคุกขั้นต่ำตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น จึงไม่จำต้องสืบพยานโจทก์ประกอบคำรับสารภาพของจำเลย ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 ประกอบมาตรา 215 ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้องโจทก์ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลอุทธรณ์ภาค 2 อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น
@ สั่งจำคุกเจ้าของบัญชีม้า 9 เดือน จ่ายเงิน 2.4 หมื่นบาทคืนผู้เสียหาย
พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคแรก ตามพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 มาตรา 9 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง (1) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนและฐานร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน มีระวางโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคแรก เพียงบทเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90
จำคุก 1 ปี ฐานเปิดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝากโดยมิได้มีเจตนาใช้เพื่อตนหรือเพื่อกิจการที่ตนเกี่ยวข้อง จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 เดือน ให้จำเลยคืนเงิน 24,434.99 บาท แก่ผู้เสียหาย




