'ไชยชนก' สั่งให้ NT ประเมินความเสี่ยงผลกระทบหากระบบเคเบิลใต้น้ำตะวันออกกลางเกิดเหตุขัดข้อง พร้อมเตรียมแผนสำรองระบบสื่อสารไม่ให้ส่งผลกระทบต่อประชาชนและภาคธุรกิจ ด้าน NT ยันหากเกิดเหตุขัดข้องระบบสามารถถ่ายโอนการใช้งานไปยังเส้นทางสำรองได้ทันที
นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT ซึ่งเป็นผู้ให้บริการโครงข่ายสื่อสารโทรคมนาคมหลักของประเทศดำเนินการเตรียมความพร้อม ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อประเมินสถานการณ์ และเตรียมแผนรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นจากผลกระทบที่อาจส่งผลกระทบต่อโครงข่ายสื่อสารระหว่างประเทศจากสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง
ทั้งนี้ ปัจจุบัน NT ได้เตรียมความพร้อมของโครงข่ายอินเทอร์เน็ตระหว่างประเทศ และจุดเชื่อมต่อ Internet Gateway ในหลายภูมิภาค อาทิ สิงคโปร์ ฮ่องกง สหรัฐอเมริกาและยุโรป ทั้งในรูปแบบ Transit และ Peering ซึ่งเชื่อมโยงออกจากไทยผ่านภาคพื้นดิน และทางทะเลผ่านระบบเคเบิลใต้น้ำที่ NT ร่วมลงทุน 6 ระบบ โดยมีระบบสำรองที่สามารถรองรับการใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ รองรับความเสี่ยงจากสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น
"หากเคเบิลใต้น้ำในภูมิภาคตะวันออกกลางขัดข้องจะสามารถถ่ายโอน (Rerouting) ทราฟฟิกผ่านไปยังจุดเชื่อมต่ออื่นๆ ได้ เพื่อให้สามารถให้บริการได้อย่างต่อเนื่อง โดยประชาชน สามารถมั่นใจได้ว่าการใช้งานอินเทอร์เน็ตของประเทศไทยยังคงมีเสถียรภาพ และจะมีการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง" รัฐมนตรีกระทรวงดีอี ระบุ
นายไชยชนก กล่าวอีกว่า ขณะนี้ NT ได้จัดการรายงานประเมินสถานการณ์ความเสี่ยงต่อผลกระทบ หากกรณีระบบเคเบิลใต้น้ำตะวันออกกลางเกิดเหตุขัดข้อง พร้อมแผนสำรองในการบริหารจัดการความต่อเนื่องทางธุรกิจ โดยจัดแผนประเมินความรุนแรงของสถานการณ์ในระดับต่างๆ ซึ่งจะมีการทำงานเชิงบูรณาการเพื่อความมั่นคงของระบบสื่อสารโทรคมนาคมไทย เพิ่มมาตรการ เตรียมความพร้อมด้านเครือข่าย โดยไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนและภาคธุรกิจของประเทศ
อย่างไรก็ตาม ก่อนนี้ พ.อ.สรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT ให้สัมภาษณ์ว่า NT ได้เตรียมความพร้อมของโครงข่ายอินเทอร์เน็ตระหว่างประเทศอย่างรอบด้าน มีระบบสำรองที่รองรับการใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้จะมีสถานการณ์ที่กระทบต่อเคเบิลใต้น้ำในบางพื้นที่ ลูกค้ามั่นใจได้ว่าการใช้งานอินเทอร์เน็ตของไทยยังมีเสถียรภาพ NT พร้อมให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง
นอกจากนี้ NT มีโครงข่ายสำรองที่แข็งแกร่ง มีการบริหารทราฟฟิกผ่านระบบเคเบิลใต้น้ำ 6 ระบบ ครอบคลุมภาคพื้นดินและทางทะเล หากเกิดเหตุขัดข้องในเส้นทางใด ระบบสามารถถ่ายโอนการใช้งานไปยังเส้นทางสำรองได้ทันที นอกจากนั้นยังได้เตรียมแผนรองรับผลกระทบ เช่น ความล่าช้าในการรับส่งข้อมูลบางปลายทาง โดยการปรับเส้นทางการเชื่อมต่อและบริหารจัดการโครงข่าย เพื่อให้ใช้งานได้ต่อเนื่อง
พ.อ.สรรพชัยย์ กล่าวอีกว่า ปัจจุบันมีระบบเคเบิลเพียง 2 ระบบที่เชื่อมโยงผ่านพื้นที่เสี่ยงดังกล่าว คิดเป็นสัดส่วนทราฟฟิกอินเทอร์เน็ตที่ออกไปยังยุโรปน้อยกว่า 10% ของปริมาณการใช้งานทั้งหมดของไทย จึงคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อผู้ใช้งานในวงจำกัด สามารถควบคุมตามแผนสำรองได้




