'ภราดร' จะปรับการบริหารจัดการน้ำจากแนวดิ่งสู่การบริหารจัดการแบบ 'ก้างปลา' รับมือช่วงน้ำหลาก สร้างฟลัดเวย์ รวมทั้งพัฒนาระบบพยากรณ์และเตือนภัยล่วงหน้า ซักซ้อมการอพยพเพื่อรับมือสถานการณ์อุทกภัยยุคโลกเดือด
เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2569 นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ "โลกเปลี่ยน น้ำเปลี่ยน คนต้องไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง" (Water and Gender in a Changing World: The Integration towards ideal River Basin Management) เนื่องในงาน "วันน้ำโลก ประจำปี 2569" ณ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ตอนหนึ่งว่า จากสถานการณ์สภาพภูมิอากาศที่ผันผวนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ความเสี่ยงด้านอุทกภัยและภัยแล้งมีความถี่และความรุนแรงเพิ่มขึ้น

นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงาน 'วันน้ำโลก ประจำปี 2569'พร้อมชมนิทรรศการภายใต้หัวข้อ "น้ำและความเท่าเทียมทางเพศ" สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ
นายภราดร กล่าวว่า ขอให้มั่นใจว่า รัฐบาลจะให้ความสำคัญกับเรื่องการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างเต็มที่ และขอเน้นย้ำว่า ความมั่นคงด้านน้ำเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทั้งสังคม ขอเชิญชวนทุกภาคส่วนร่วมกันใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า สนับสนุนการอนุรักษ์และฟื้นฟูแหล่งน้ำของประเทศ และส่งเสริมวัฒนธรรมแห่งความเท่าเทียมและการมีส่วนร่วม เพื่อวางรากฐานสู่ประเทศไทยที่มั่นคง ยั่งยืน และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง โดยน้ำมีความสำคัญดังพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ที่ได้พระราชทานไว้ว่า 'น้ำคือชีวิต'
รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยังได้กล่าวว่าจะให้ความสำคัญของการปรับรูปแบบการบริหารจัดการน้ำจากเดิมในลักษณะแนวดิ่งไปสู่การบริหารจัดการแบบ 'ก้างปลา' เพื่อให้สามารถบริหารจัดการน้ำในช่วงน้ำหลากได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขอให้ประชาชนติดตามสถานการณ์น้ำและสภาพอากาศ รวมถึงการแจ้งเตือนจากภาครัฐอย่างใกล้ชิด เพื่อวางแผนการดำรงชีวิต เช่น การเพาะปลูก การเตรียมความพร้อมในการอพยพเมื่อเกิดภัยเพื่อรับมือสถานการณ์ 'โลกเดือด' ในปัจจุบัน
นอกจากนี้ หลายพื้นที่ของประเทศไทยต้องเผชิญผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านน้ำ โดยประชากรในกลุ่มเศรษฐกิจฐานราก หรือกลุ่มเปราะบาง ไม่ว่าจะเป็น สตรี เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วย และผู้พิการ มักได้รับผลกระทบที่รุนแรงมากกว่ากลุ่มอื่น จึงจำเป็นต้องมีมาตรการเพื่อดูแลอย่างเหมาะสม เพื่อให้แน่ใจได้ว่าเมื่อเกิดวิกฤติการณ์ด้านน้ำจะมีการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติทุกกลุ่มอย่างทันท่วงที และสามารถฟื้นฟูเยียวยาครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบได้โดยเร็วที่สุด
อย่างไรก็ดี สิ่งสำคัญและคุ้มค่ากว่า คือการป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายซ้ำ จึงต้องถอดบทเรียนจากเหตุการณ์ที่ผ่านมาอย่างจริงจัง เช่น สถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ที่เกิดขึ้นล่าสุด เพื่อยกระดับระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำให้มีความเชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น เช่น คลองระบายน้ำ หรือ flood way พัฒนาระบบพยากรณ์และเตือนภัยล่วงหน้า ซักซ้อมการอพยพ ปรับปรุงกฎระเบียบ วางแผนการบริหารสถานการณ์ เป็นต้น
นายภราดร กล่าวอีกว่า ทุกกระบวนการพัฒนาจะต้องคำนึงถึงประชาชนทุกกลุ่ม ทุกเพศ ทุกวัย และเพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนทุกภาคส่วนได้มีบทบาทในกระบวนการวางแผนและตัดสินใจด้านทรัพยากรน้ำ ทั้งในระดับชุมชน และสนับสนุนการมีส่วนร่วมในเวทีระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงจุดยืนของไทยในการร่วมขับเคลื่อนประเด็นน้ำกับนานาประเทศ เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในทุกมิติ
สำหรับการจัดงานวันน้ำโลก ปี 2569 ภายใต้แนวคิด "น้ำและความเท่าเทียมทางเพศ" (Water and Gender) เพื่อให้สอดรับประเด็น UN ภายใต้แนวคิด "Water and Gender : Where Water Flows, Equality Grows" โดยเปิดพื้นที่ให้คนทุกเพศและทุกกลุ่มได้มีบทบาทในเวทีบริหารจัดการน้ำ ภายในงานมีผู้บริหารและผู้แทนหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน เอกอัครราชทูต และผู้แทนจากองค์กรระหว่างประเทศที่มีความร่วมมือด้านน้ำ คณะกรรมการลุ่มน้ำ รวมถึงภาคประชาชน เข้าร่วมกว่า 300 คน




