กสม. มีมติให้ รมว.คมนาคม สั่ง รฟม.ทบทวนค่าเวนคืนที่ดินโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้ม ชี้จ่ายให้ชุมชนประชาสงเคราะห์ต่ำเกินไป ไม่เป็นธรรม ละเมิดสิทธิมนุษยชน
น.ส.หรรษา หอมหวล เลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เปิดเผยว่า กสม.ได้รับการร้องเรียนว่าโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงพื้นที่ชุมชนประชาสงเคราะห์ เขตดินแดง กทม. จ่ายค่าทดแทนเวนคืนที่ดินอย่างไม่เป็นธรรม และจำกัดสิทธิผู้ได้รับผลกระทบในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร
ทั้งนี้ กสม.ได้รับเรื่องร้องเรียนเมื่อเดือนสิงหาคม 2568 ว่า โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงตลิ่งชัน-ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) กำหนดเวนคืนที่ดินชุมชนประชาสงเคราะห์ เขตดินแดง กทม.ประกอบด้วย 7 ชุมชนย่อย รวมกว่า 200 หลังคาเรือน ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่คำนึงถึงค่าเสียโอกาสในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และไม่ประกาศหลักเกณฑ์วิธีการประเมินค่าทดแทนให้ทราบเพื่อความโปร่งใส
อีกทั้ง ไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นในระหว่างการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) เพื่อให้ความเห็นเรื่องการเวนคืนที่ดิน รวมทั้งไม่ปรากฏข้อเท็จจริงของปัญหาการเวนคืนที่ดินในรายงาน EIA จึงขอให้ตรวจสอบ และขอให้จัดทำรายงาน EIA ใหม่ โดยรับฟังความคิดเห็นและบันทึกปัญหาของประชาชน รวมทั้งทบทวนการกำหนดราคาเวนคืนที่ดินใหม่
อย่างไรก็ตาม กสม.พิจารณาข้อเท็จจริงจากทุกฝ่ายแล้วเห็นว่า รัฐธรรมนูญมาตรา 37 รับรองสิทธิในทรัพย์สินและการสืบมรดก โดยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย และต้องชดใช้ค่าทดแทนที่เป็นธรรม ภายในเวลาอันควรแก่เจ้าของ ตลอดจนบรรดาผู้ทรงสิทธิที่ได้รับความเสียหายจากการเวนคืน โดยคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะ ผลกระทบต่อผู้ถูกเวนคืน รวมทั้งประโยชน์ที่ผู้ถูกเวนคืนอาจได้รับจากการเวนคืนนั้น
จากการตรวจสอบปรากฏข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า รฟม. ได้เวนคืนที่ดินโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์-ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ในท้องที่เขตดินแดงตามพ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนและการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2562 และกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง โดยมีคณะกรรมการเป็นผู้พิจารณา ซึ่งได้กำหนดหลักเกณฑ์ราคาเบื้องต้น โดยพิจารณาจากราคาซื้อขายในตลาด และราคาประเมินตามกฎหมายแล้วนำมาคำนวณราคาเฉลี่ยเป็นฐาน หากราคาเฉลี่ยต่ำกว่าราคาตลาดจะใช้ราคาตลาดเป็นฐาน พร้อมพิจารณาปรับเพิ่มหรือลดตามสภาพและที่ตั้งของที่ดิน และเพิ่มราคาอีกร้อยละ 10 จากเหตุผลด้านผลตอบแทนทางเศรษฐกิจของโครงการ
อย่างไรก็ดี ยังปรากฏข้อเท็จจริงที่อาจทำให้ค่าทดแทนดังกล่าวไม่สอดคล้องกับการคุ้มครองให้ผู้ถูกเวนคืนได้รับค่าทดแทนที่เป็นธรรมและเพียงพอสำหรับการเข้าถึงที่อยู่อาศัยแห่งใหม่ที่เหมาะสม เช่น ซอยโรงเรียนดรุณพิทยา มีประกาศขายที่ดินพร้อมตึกแถว 3 ชั้น 14 ตารางวา ราคาเฉลี่ยตารางวาละประมาณ 438,000 บาท แต่ผู้ถูกเวนคืนบางรายได้ค่าทดแทนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกันน้อยกว่าราคาขาย โดยอยู่ที่ประมาณตารางวาละ 29,000 - 180,000 บาท
น.ส.หรรษา กล่าวว่า ส่วนการกำหนดค่าทดแทนที่ดินที่ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ รฟม. ได้กำหนดค่าทดแทนให้แก่ผู้ถูกเวนคืนบางรายในราคาตารางวาละ 78,200 บาท ต่ำกว่าที่ดินข้างเคียงที่ได้ราคาตารางวาละประมาณ 170,000 บาท ซึ่งไม่สอดคล้องกับแนวคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดที่ อผ. 177/2568 ที่วางแนววินิจฉัยไว้ว่า แม้สภาพที่ดินจะไม่ติดถนนหรือซอย มีที่ดินแปลงอื่นล้อมรอบ และไม่ได้จัดทำทางเข้าออก แต่ทำเลที่ตั้งอยู่ใกล้แนวเขตทางรถไฟสายใต้ที่กำลังก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีแดง และยังแวดล้อมไปด้วยหมู่บ้านจัดสรร ย่านชุมชน สถานที่ราชการ และถนนสายหลักหลากหลาย แม้ที่ดินจะไม่ติดถนนสาธารณะเนื่องจากเป็นที่ดินที่ถูกแบ่งแยกมาจากที่ดินแปลงใหญ่ การกำหนดราคาต่ำจึงเป็นราคาที่ไม่สามารถสะท้อนราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาด จึงไม่เหมาะสมและไม่เป็นธรรม
ขณะที่การจ่ายค่าเสียหายทางจิตใจให้แก่ผู้ถูกเวนคืนที่ดินนั้น รฟม. จำกัดการจ่ายค่าเสียหายทางจิตใจเฉพาะผู้ถูกเวนคืนที่ดินทั้งหมดและต้องย้ายออกจากที่ดินเท่านั้น ไม่รวมผู้ถูกเวนคืนที่ดินบางส่วนซึ่งได้รับผลกระทบต่อสภาพการดำรงชีวิตตามปกติและผลกระทบทางจิตใจจากการที่ต้องปรับตัวกับสภาพแวดล้อมใหม่ที่กลายเป็นถนนสัญจรด้วย โดยคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ที่ อ.105/2563 ได้วางแนววินิจฉัยว่า แม้ผู้ถูกฟ้องคดี (กรุงเทพมหานคร) จะอ้างว่าค่าเยียวยาทางจิตใจถือเป็นการกำหนดค่าเสียหายเป็นกรณีพิเศษให้แก่เจ้าของที่ดินที่ต้องย้ายออกจากที่อยู่เดิมไปหาที่อยู่ใหม่
ทั้งนี้ เนื่องจากผู้ฟ้องคดีถูกเวนคืนที่ดินบางส่วนแม้จะยังคงอาศัยอยู่ต่อไปได้ แต่ต้องอยู่ติดถนนมากขึ้นและต้องดำเนินการต่าง ๆ เพื่อป้องกันขโมย ทำให้ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการต้องอยู่อาศัยยากลำบากกว่าเดิม ซึ่งไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าความยากลำบากในการที่ต้องย้ายออกจากที่อยู่เดิมไปหาที่อยู่ใหม่ "ด้วยเหตุนี้ กสม. จึงเห็นว่า การกำหนดค่าทดแทนการเวนคืนที่ดินของ รฟม. จึงไม่เป็นธรรมตามที่รัฐธรรมนูญ และมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศรับรองไว้ อันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน"น.ส.หรรษากล่าว
สำหรับประเด็นร้องเรียนว่าการก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงพื้นที่ชุมชนประชาสงเคราะห์ เขตดินแดง ขาดการมีส่วนร่วมและจำกัดสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารนั้น เห็นว่า รฟม. ได้จัดการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและเผยแพร่ข้อมูลโครงการมาอย่างต่อเนื่องในหลายช่วงเวลา รวมทั้งได้ศึกษาเปรียบเทียบแนวเส้นทางเพื่อแก้ไขปัญหาข้อร้องเรียนต่างๆ และดำเนินการด้านการมีส่วนร่วมให้เป็นไปตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด แต่เมื่อ รฟม. เริ่มดำเนินกระบวนการเวนคืนที่ดิน กลับไม่ปรากฏว่า ได้ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อมในรายงาน EIA ที่กำหนดให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อกำหนดราคาค่าทดแทนที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง และพืชผลทางการเกษตร โดยมีตัวแทนของผู้ได้รับผลกระทบและผู้นำชุมชนท้องถิ่นเข้าร่วมเป็นกรรมการ ทั้งที่เป็นมาตรการสำคัญในรายงาน EIA ที่จะช่วยเยียวยาและลดความขัดแย้ง จึงกระทบต่อสิทธิของผู้ได้รับผลกระทบที่จะได้มีส่วนร่วมอย่างมีความหมายในกระบวนการตัดสินใจดำเนินโครงการของรัฐ อันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน
น.ส.หรรษา กล่าวว่า แม้จะปรากฏว่า รฟม.ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการเวนคืนและผลกระทบของโครงการแก่ประชาชนมาอย่างต่อเนื่องในช่วงก่อนหน้า แต่เมื่อเข้าสู่ขั้นตอนการเวนคืนและส่งหนังสือแจ้งให้ผู้ถูกเวนคืนเข้าทำสัญญาซื้อขาย กลับไม่ปรากฏการส่งข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับการกำหนดราคาที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง และค่าทดแทนต่างๆ ให้แก่ผู้ถูกเวนคืนทราบอย่างเพียงพอชัดเจน และเข้าใจได้โดยง่าย ส่งผลให้ผู้ถูกเวนคืนจำนวนหนึ่งไม่เข้าใจที่มาหลักเกณฑ์ และวิธีการคำนวณค่าทดแทนที่ได้รับ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการใช้สิทธิของผู้ถูกเวนคืนในการยื่นอุทธรณ์ค่าทดแทนตามที่กฎหมายรับรองไว้
เนื่องจากไม่อาจประเมินได้อย่างรอบด้านว่าค่าทดแทนที่ได้รับนั้นเป็นธรรมและสอดคล้องกับสภาพทรัพย์สินที่ถูกเวนคืนหรือไม่ อย่างไร และจะโต้แย้งค่าทดแทนที่ได้รับว่าไม่เป็นธรรมอย่างไร ซึ่งนำไปสู่การร้องเรียนเป็นจำนวนมาก ดังนั้น การกระทำของ รฟม. จึงเป็นการจำกัดสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของราชการ และสิทธิในการเข้าถึงกระบวนการเยียวยาและการอุทธรณ์ของผู้ได้รับผลกระทบ อันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนเช่นเดียวกัน
ด้วยเหตุผลดังกล่าว กสม.ได้ประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 จึงมีมติให้มีข้อเสนอแนะไปยัง รฟม. และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ดังนี้
1.ให้ รฟม. จัดตั้งคณะกรรมการหรือคณะทำงานร่วมเพื่อกำหนดและทบทวนค่าทดแทนการเวนคืนในลักษณะคณะกรรมการเฉพาะกิจ โดยมีผู้แทนของผู้ได้รับผลกระทบ ผู้นำชุมชน และผู้ทรงคุณวุฒิเข้าร่วมให้ข้อเสนอแนะเพื่อประกอบการพิจารณาทบทวนค่าทดแทนของคณะกรรมการกำหนดค่าทดแทนตามกฎหมาย และจัดส่งข้อมูลรายงานการประเมินค่าทดแทนให้ผู้ถูกเวนคืนเป็นรายบุคคล เพื่อให้ผู้ได้รับผลกระทบได้รับทราบข้อมูลอย่างครบถ้วน
นอกจากนี้ ให้ รฟม. ทบทวนค่าทดแทนที่ดิน รวมทั้งที่ดินซึ่งไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ โดยคำนึงถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับราคาซื้อขายที่ดิน และที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างในสภาพตลาดจริง การใช้ทางเข้าออกที่มีอยู่จริง รวมทั้งศักยภาพทางเศรษฐกิจของที่ดินภายหลังการเวนคืนบางส่วนมาประกอบการประเมินค่าทดแทน นอกจากนี้ ให้ทบทวนการกำหนดค่าเสียหายทางจิตใจให้ครอบคลุมผู้ถูกเวนคืนที่ดินบางส่วน ซึ่งได้รับผลกระทบต่อการดำรงชีวิต ความปลอดภัย และคุณภาพชีวิตในการอยู่อาศัยอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมกำหนดมาตรการดูแลและเยียวยาผู้ที่ถูกเวนคืนที่ดินบางส่วน โดยอาจจัดให้มีมาตรการป้องกันผลกระทบจากการอยู่ติดถนนด้วย
2.ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมสั่งการให้ รฟม. ทบทวนการประเมินค่าทดแทนในโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงพื้นที่ชุมชนประชาสงเคราะห์ โดยเปิดโอกาสให้ผู้ได้รับผลกระทบมีส่วนร่วมในการนำเสนอข้อมูล ข้อเท็จจริง และข้อโต้แย้งอย่างเป็นธรรมและโปร่งใส เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าการเวนคืนเป็นไปโดยเคารพสิทธิมนุษยชน และไม่ทำให้สภาพความเป็นอยู่ภายหลังการเวนคืนต่ำกว่าระดับเดิม




