กสม.ชี้เจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มีพฤติการณ์เอื้อประโยชน์กลุ่มผู้ต้องขังชาวจีน, ผู้มีอิทธิพลที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมข้ามชาติ กรณีนี้ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ขอให้กระทรวงยุติธรรม เร่งรัดการดำเนินการของคณะกรรมการสอบสวน และให้รายงานความคืบหน้าต่อสาธารณชน
นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เปิดเผยว่า กรณีชุดปฏิบัติการพิเศษของกรมราชทัณฑ์ตรวจค้นเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 และพบห้องลับที่ถูกดัดแปลงเป็นห้องรับรองพิเศษ (VIP) เพื่ออำนวยความสะดวกและให้บริการแก่กลุ่มผู้ต้องขังชาวจีนและผู้มีอิทธิพลที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมข้ามชาติ กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 เห็นว่า การกระทำของเจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ส่งผลกระทบต่อหลักความเสมอภาคอันเป็นสาระสำคัญของสิทธิมนุษยชน จึงมีมติให้หยิบยกเรื่องดังกล่าวขึ้นตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน ตามนัยมาตรา 34 แห่งพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. 2560
กสม. ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย หลักกฎหมาย และหลักสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องแล้วเห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2560 มาตรา 4 และมาตรา 27 บัญญัติรับรองและคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคล พร้อมทั้งห้ามการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม ไม่ว่าด้วยเหตุแห่งถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ สถานะของบุคคล หรือฐานะทางเศรษฐกิจและสังคม หลักการดังกล่าวย่อมใช้บังคับแก่บุคคลทุกคน รวมถึงผู้ต้องขังด้วย สอดคล้องกับข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง (Mandela Rules) ซึ่งกำหนดให้ปฏิบัติต่อผู้ต้องขังโดยไม่เลือกปฏิบัติและเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และกำหนดให้มีระบบตรวจสอบเรือนจำทั้งภายในและโดยหน่วยงานอิสระภายนอก เพื่อความโปร่งใสและเกิดความรับผิดชอบ
จากการตรวจสอบปรากฏข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 เจ้าหน้าที่จากกรมราชทัณฑ์ได้สนธิกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่จากเรือนจำอีก 11 แห่ง เข้าจู่โจมตรวจค้นเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ พบอดีตผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และคณะเลขานุการในพื้นที่บริเวณอาคารที่ทำการ นอกจากนี้ยังพบนายหน้าชาวจีนกับผู้หญิงชาวจีนอีก 1 คน อยู่ด้านนอกห้อง VIP โดยภายในห้องดังกล่าวมีผู้ต้องขังชาวจีนกับผู้หญิงชาวจีนที่นายหน้าจัดหามากำลังปฏิบัติภารกิจส่วนตัว ซึ่งช่วงเวลาก่อนหน้านั้นในวันเดียวกันมีครอบครัวผู้ต้องขังทั้งชาวไทยและชาวจีนมาพบผู้ต้องขังที่ห้อง VIP นี้ด้วย ทั้งที่เป็นวันหยุดราชการและห้ามมิให้บุคคลภายนอกพบผู้ต้องขัง
หลังเหตุการณ์จู่โจมตรวจค้นดังกล่าว กรมราชทัณฑ์ได้ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงพบว่า พฤติการณ์ของอดีตผู้บัญชาการเรือนจำ และเจ้าพนักงานราชทัณฑ์ 1 ราย เข้าข่ายปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและไม่เป็นไปตามระเบียบราชการ จึงได้รายงานผลต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเพื่อพิจารณา ซึ่งต่อมากระทรวงยุติธรรมมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรงกับผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยอยู่ระหว่างขั้นตอนการสอบสวน
สำหรับพฤติกรรมปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและไม่เป็นไปตามระเบียบราชการซึ่งเข้าข่ายการทุจริต อยู่ระหว่างการตรวจสอบของคณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงเชื่อได้ว่า เจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มีพฤติการณ์เอื้อประโยชน์โดยมิชอบต่อผู้ต้องขังชาวจีน รวมถึงผู้ต้องขังบางคนจริง
จากการชี้แจงข้อเท็จจริงของผู้แทนกรมราชทัณฑ์และเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ พบว่า การเอื้อประโยชน์แก่ผู้ต้องขังบางราย ทั้งในเรื่องการเยี่ยมญาติในลักษณะเป็นครอบครัวและการใช้บริการทางเพศ มีสาเหตุเกิดจากการมิได้ปฏิบัติตามขั้นตอนที่กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกำหนดไว้อย่างเคร่งครัด โดยอดีตผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มีพฤติการณ์สั่งการด้วยวาจาให้เลขานุการเบิกตัวผู้ต้องขังออกจากการควบคุมตามปกติเพื่อเลี่ยงการจัดทำเอกสารหลักฐาน
ประกอบกับเป็นคำสั่งของผู้บังคับบัญชาระดับสูง ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ใต้บังคับบัญชาผู้ควบคุมตัวผู้ต้องขังไม่กล้าคัดค้านหรือบันทึกข้อมูลการเบิกตัวดังกล่าวไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งไม่สอดคล้องกับพ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 ประกอบระเบียบกรมราชทัณฑ์ว่าด้วยการเยี่ยม การติดต่อของบุคคลภายนอกกับผู้ต้องขัง และการเข้าดูกิจการหรือติดต่อการงานกับเรือนจำ พ.ศ. 2561
จากการตรวจสอบยังปรากฏข้อเท็จจริงอีกว่า การให้ผู้ต้องขังใช้ห้อง VIP มักเกิดขึ้นในช่วงวันหยุดราชการซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานจำนวนน้อย ประกอบกับห้อง VIP เป็นพื้นที่เฉพาะสำหรับผู้บริหาร ทำให้การรับรู้ของเจ้าหน้าที่เป็นไปโดยจำกัด ส่งผลให้กลไกการตรวจสอบภายในไม่อาจทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ดังนั้น การที่เจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มีพฤติการณ์เอื้อประโยชน์โดยมิชอบต่อผู้ต้องขังชาวจีนรวมถึงผู้ต้องขังบางคน ส่งผลให้ผู้ต้องขังส่วนใหญ่ได้รับการปฏิบัติในสาระสำคัญเดียวกันที่แตกต่างออกไป ไม่สอดคล้องกับหลักความเสมอภาคและการไม่เลือกปฏิบัติซึ่งเป็นหลักการสำคัญของสิทธิมนุษยชนที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2560 กับกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) และ Mandela Rules ให้การรับรองและคุ้มครองไว้ และเมื่อการเอื้อประโยชน์ดังกล่าวมิได้กระทำโดยชอบด้วยกฎหมายหรือระเบียบที่เกี่ยวข้อง
จึงรับฟังได้ว่า การกระทำของเจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ กรณีนี้เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน และเห็นควรส่งรายงานผลการตรวจสอบฉบับนี้ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ใช้ประกอบการพิจารณาตามหน้าที่และอำนาจต่อไป
ด้วยเหตุผลข้างต้น กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 จึงมีมติให้มีข้อเสนอแนะไปยังกระทรวงยุติธรรม (ยธ.) ให้เร่งรัดการดำเนินการของคณะกรรมการสอบสวนตามคำสั่งกระทรวงยุติธรรม ที่ 240/2568 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 รวมทั้งให้รายงานความคืบหน้าผลการดำเนินการต่อสาธารณชนเป็นระยะ เพื่อสร้างการรับรู้ ความเชื่อมั่น และความไว้วางใจของประชาชนต่อระบบงานราชทัณฑ์
นอกจากนั้น ให้กรมราชทัณฑ์สั่งการกำชับให้บุคลากรของเรือนจำและทัณฑสถานทุกแห่ง ปฏิบัติตามพ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 และระเบียบกรมราชทัณฑ์ว่าด้วยการเยี่ยม การติดต่อของบุคคลภายนอกกับผู้ต้องขัง และการเข้าดูกิจการหรือติดต่อการงานกับเรือนจำ พ.ศ. 2561 รวมทั้งมาตรฐานการปฏิบัติงานด้านการควบคุมผู้ต้องขัง (Standard Operating Procedures for Custodial Measures: SOPs) อย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันมิให้เกิดการเลือกปฏิบัติในลักษณะเดียวกันหรือคล้ายคลึงกันนี้ขึ้นอีก
พร้อมกันนี้ ให้กระทรวงยุติธรรมและกรมราชทัณฑ์ขยายผลการดำเนินการในลักษณะเดียวกับเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ไปยังเรือนจำและทัณฑสถานทุกแห่ง เพื่อขจัดปัญหาการเลือกปฏิบัติต่อผู้ต้องขังและพฤติกรรมที่มิชอบของเจ้าหน้าที่ด้วย




