ครป. เสนอแนะให้รัฐบาลเร่งจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากภาคประชาชนและกลุ่มแรงงาน หลังจากที่ได้รับฟังข้อเสนอจาก 38 เจ้าสัวไปแล้ว พร้อมชี้ว่ารัฐมนตรีบางคนยังขาดความเข้าใจในประเด็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน
นายเมธา มาสขาว เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) และผู้ประสานงานเครือข่ายประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ เปิดเผยว่า หลังจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ร่วมหารือกับ 38 บริษัทชั้นนำของประเทศ เพื่อยกระดับขีดความสามารถทางเศรษฐกิจแล้ว ลำดับถัดไปรัฐบาลควรเร่งจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากภาคประชาชน เพื่อร่วมกันหาแนวทางแก้ไขปัญหาการผูกขาดทางการค้าและนำไปสู่การปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของประเทศ
นายเมธา ระบุว่า จากกรณีที่นายกรัฐมนตรีเชิญ 38 เจ้าสัว ซึ่งรวมถึงกลุ่มทุนผูกขาดและเอกชนยักษ์ใหญ่ มาร่วมหารือแนวทางพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศนั้น ถือเป็นเรื่องที่ดีในการเปิดโอกาสให้กลุ่มทุนมาร่วมแบ่งปันและสนับสนุนการพัฒนาประเทศ ไม่ใช่เพียงการแสวงหากำไรแต่ฝ่ายเดียว แต่จำเป็นต้องคืนมูลค่ากำไรส่วนเกินกลับคืนสู่สังคมด้วย เนื่องจากประเทศไทยยังไม่มีการจัดเก็บภาษีทรัพย์สินในอัตราก้าวหน้าเช่นเดียวกับในยุโรป ส่งผลให้ประเทศมีความเหลื่อมล้ำในระดับสูง
ทั้งนี้ นายกฯ อาจได้รับแนวคิดมาจากการพบกันระหว่างรัฐบาลปักกิ่งและวอชิงตัน ดีซี ที่มีการเชิญนักธุรกิจชั้นนำระดับโลกมาร่วมหารือ ซึ่งเป็นแนวทางในการแบ่งปัน พัฒนา และสร้างสรรค์สันติภาพที่ดี โดยการพูดคุยของกลุ่มนักธุรกิจไทยในครั้งนี้ ยังแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มที่ดีในด้านการส่งเสริมและสนับสนุนพลังงานสะอาด การแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน การพัฒนาทรัพยากรเพื่อส่วนรวม รวมถึงการรักษาความเป็นกลางในเวทีภูมิรัฐศาสตร์โลกยุคใหม่
อย่างไรก็ตาม ปัญหาสำคัญของประเทศไทยที่ยังไม่มีการหยิบยกมาพูดคุยอย่างจริงใจคือ ‘การผูกขาดทางเศรษฐกิจของกลุ่มทุนผูกขาด’ อาทิ การผูกขาดด้านพลังงาน น้ำมัน และไฟฟ้า ที่มีการทำสัญญาซื้อขายที่ไม่เป็นธรรม โดยไปลดสัดส่วนการผลิตของรัฐลงเพื่อเอื้อประโยชน์ในการซื้อจากเอกชนแทน ส่งผลให้นายทุนได้รับกำไรมหาศาลจากเงินในกระเป๋าของประชาชน ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยดำเนินนโยบายมาไกลมาก ตั้งแต่ยุคผลประโยชน์ทับซ้อนมาจนถึงยุคทุนนิยมประชารัฐ โดยระบอบในลักษณะนี้ รัฐบาลจะตกเป็นผู้รับใช้กลุ่มทุนผูกขาดที่พยายามยึดรัฐ (State Capture) ผ่านนโยบายต่างๆ แทนที่รัฐบาลจะเป็นผู้กำหนดทิศทางและนโยบายของประเทศเพื่อให้กลุ่มทุนปฏิบัติตาม เพื่อมุ่งรักษาโครงสร้างของรัฐและพิทักษ์ผลประโยชน์สาธารณะของประชาชนอย่างแท้จริง
นอกจากนี้ ยังมีปัญหาการคอร์รัปชันที่ทวีความรุนแรงยิ่งกว่าเดิม โดยพบว่ามีการเรียกรับผลประโยชน์หรือเงินใต้โต๊ะสูงถึง 40-50% ของการจัดซื้อจัดจ้างทั่วไป ซึ่งถือว่าเลวร้ายกว่าในอดีตมาก สะท้อนจากผลการสำรวจความคิดเห็นของภาคเอกชนเกี่ยวกับความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการของภาครัฐล่าสุด
ดังนั้น จึงต้องมีการแก้ปัญหาการผูกขาดเศรษฐกิจแก้ปัญหาทางโครงสร้างครั้งใหญ่ และอยากเรียกร้องให้รัฐบาลจัดเวทีรับฟังเสียงภาคประชาชน จาก 38 ผู้แทนภาคประชาชนและแรงงาน ที่ไม่ใช่เจ้าสัว เพื่อฟังเสียงคนชั้นล่างของประเทศที่เป็นกรรมกรขับเคลื่อนประเทศไทยให้ยังมีลมหายใจอยู่ในปัจจุบัน ก่อนที่แกนนำเหล่านี้จะออกมาขับไล่รัฐบาลแทน เพราะไม่สนใจฟังเสียงประชาชนและจริงใจในการแก้ปัญหาสังคมที่ลงรากลึกแห่งวิกฤต
ในวันนี้แม้แต่ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ยังไม่เข้าใจคำว่าผลประโยชน์ทับซ้อน สะท้อนผ่านการตอบคำถามว่า น้องชายไปกว้านซื้อที่ดินเกี่ยวอะไรกับตนเอง ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องความผิดจริยธรรมร้ายแรง ทำให้เกิดการคอร์รัปชันและการทุจริตเชิงนโยบายและมีผู้ติดคุกมาหลายราย
อนึ่ง คำว่า 'ผลประโยชน์ทับซ้อน' (Conflict of Interest) หมายถึง การที่นักการเมืองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือผู้มีอำนาจตัดสินใจ มีประโยชน์ส่วนตัวมาขัดแย้งกับประโยชน์ส่วนรวม จนส่งผลกระทบต่อการใช้ดุลยพินิจที่ควรจะเป็นไปอย่างเที่ยงธรรม โดยเฉพาะการจัดทำโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ของรัฐที่มีผลประโยชน์มหาศาล ส่วนการทุจริตเชิงนโยบาย (Policy Corruption) คือการอาศัยอำนาจหน้าที่ในการกำหนดนโยบาย กฎหมาย หรือระเบียบต่างๆ ของรัฐ เพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่ตนเอง พวกพ้อง หรือกลุ่มทุน โดยทำให้ดูเหมือนว่ากระบวนการเหล่านั้นถูกกฎหมาย
ปัจจุบันมีการคอร์รัปชันที่ทันสมัยมากขึ้น แนบเนียนและตรวจสอบยากขึ้น และมักจะผ่านขั้นตอนของสภาหรือคณะรัฐมนตรีอย่างถูกต้องตามระเบียบ แต่ไส้ในของนโยบายถูกออกแบบมาเพื่อผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม ตัวอย่างเช่นการออกกฎหมายลดภาษีในธุรกิจเฉพาะทางที่นักการเมืองผู้ออกกฎหมายถือหุ้นอยู่ หรือการกำหนดสเปกโครงการเมกะโปรเจกต์ให้มีเพียงไม่กี่บริษัทที่ทำได้ ซึ่งคนบางคนในรัฐบาลถนัดเรื่องนี้มาก
“ถ้ารัฐบาลจะฟังแต่เจ้าสัว ก็ไม่จำเป็นต้องมีรัฐบาลกลางแล้ว เพราะกลไกรัฐปัจจุบันอ่อนแออย่างยิ่งจนทุนเทาเข้าประเทศหมดแล้ว ที่อยู่รอดในปัจจุบันเพราะโชคช่วย คงถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะต้องใช้ระบบเศรษฐกิจผสม และควบคุมเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรสาธารณะและทรัพย์สมบัติของชาติและสังคมอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นคลื่นความถี่ โทรคมนาคม อากาศ ดิน น้ำ ป่า น้ำมัน และพลังงาน” นายเมธาระบุ
อย่างไรก็ตาม นายเมธา กล่าวอีกว่า ปัญหาความขัดแย้งในสังคมการเมืองไทยในปัจจุบันเกี่ยวข้องกับความเหลื่อมล้ำทางการเมืองและเศรษฐกิจ อันมีฐานที่มาจากความสัมพันธ์ทางอำนาจที่ไม่เท่าเทียมกัน การผูกขาดอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจของชนชั้นนำไทยที่ผ่านมา นำมาสู่ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม ความยากจน และปัญหาต่างๆ นานัปการ ท่ามกลางสถานการณ์ประจักษ์ของปัญหาที่เกิดขึ้นตลอดช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา
เครดิตภาพ: เพจ คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย l ครป.




