News Logo
หน้าแรก
กสม.ชี้โรงเรียนไล่ออก นร.หญิง ม.1 สูบบุหรี่ไฟฟ้าละเมิดสิทธิมนุษยชน

กสม.ชี้โรงเรียนไล่ออก นร.หญิง ม.1 สูบบุหรี่ไฟฟ้าละเมิดสิทธิมนุษยชน

22 พ.ค. 2569 14:34
ผู้ชม 89 คน

กสม.ระบุโรงเรียนเอกชนไล่ออกนักเรียนหญิง ชั้น ม.1 สูบบุหรี่ไฟฟ้า เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน เพราะทำให้เด็กต้องหลุดจากระบบการศึกษา ต้องไปเรียนซ้ำชั้นในโรงเรียนอื่น ถือเป็นบทลงโทษเกินระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ แนะให้โรงเรียนแก้ไขระเบียบปฏิบัติว่าด้วยการตัดคะแนนความประพฤติ และไม่ให้ใช้วิธีการไล่ออก

นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ร้องรายหนึ่ง เมื่อเดือนธันวาคม 2568 ระบุว่า เด็กหญิง ก. (นามสมมติ) บุตรสาวของผู้ร้องซึ่งเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ของโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งใน จ.ชลบุรี (ผู้ถูกร้อง) ถูกลงโทษเนื่องจากพกพาบุหรี่ไฟฟ้าเข้าไปในโรงเรียน

ทั้งนี้ โรงเรียนมีหนังสือแจ้งพ้นสภาพการเป็นนักเรียนตั้งแต่วันที่ 30 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป ผู้ร้องเห็นว่าการลงโทษดังกล่าวไม่เป็นไปตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการลงโทษนักเรียนและนักศึกษา พ.ศ. 2548 รวมถึงนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการซึ่งเน้นย้ำถึงการฟื้นฟู ส่งเสริม และให้คำแนะนำทางการศึกษา มากกว่าการลงโทษที่นำไปสู่การกีดกันทางการศึกษาของเด็ก จึงขอให้ตรวจสอบเบื้องต้น เพื่อคุ้มครองสิทธิเด็กอันเกี่ยวเนื่องกับสิทธิทางการศึกษาในระหว่างการตรวจสอบ

กสม. จึงประสานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาแนวทางการแก้ไขปัญหาให้เด็กหญิง ก. ได้รับการศึกษาภายใน 30 วัน แต่โรงเรียนยืนยันการจำหน่ายชื่อเด็กหญิง ก. ออกจากระบบการศึกษา กสม. จึงประสานผู้ร้องให้พาเด็กหญิง ก. ไปสมัครและสอบเข้าเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ใหม่ โดยเริ่มเรียนในวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเด็กหญิง ก. ต้องได้รับการดูแลช่วยเหลือเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรม จึงให้บ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดชลบุรีเข้าพูดคุยให้คำแนะนำ ซึ่งปัจจุบันเด็กหญิง ก. ได้เลิกสูบบุหรี่ไฟฟ้าแล้ว

กสม. ได้พิจารณาข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย หลักกฎหมาย และหลักสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องแล้วเห็นว่า ระเบียบปฏิบัติของโรงเรียนเอกชนแห่งดังกล่าวว่าด้วยการตัดคะแนนความประพฤติอันเนื่องมาจากการกระทำผิดของปีการศึกษา 2568 ระบุว่ากรณีนักเรียนใช้สารเสพติดภายในโรงเรียนให้ตัดคะแนนความประพฤติ 50 คะแนน และให้พ้นสภาพการเป็นนักเรียน

ขณะที่ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการลงโทษนักเรียนและนักศึกษา พ.ศ. 2548 กำหนดให้ลงโทษนักเรียนที่กระทำผิดได้ 4 สถาน คือ 1) ว่ากล่าวตักเตือน 2) ทำทัณฑ์บน 3) ตัดคะแนนความประพฤติ และ 4) ทำกิจกรรมเพื่อให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ประกอบกับแนวปฏิบัติการจำหน่ายนักเรียนของกระทรวงศึกษาธิการกำหนดสาเหตุที่จะจำหน่ายนักเรียนออกจากทะเบียนนักเรียนได้ 5 สาเหตุ คือ 1) นักเรียนย้ายโรงเรียน 2) นักเรียนถึงแก่กรรม

3) นักเรียนหยุดเรียนติดต่อกันเป็นเวลานาน และไม่มีตัวตนอยู่ในพื้นที่ 4) นักเรียนอายุพ้นเกณฑ์การศึกษาภาคบังคับ 5) นักเรียนจบการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 สำหรับสถานศึกษาที่ไม่ได้รับอนุญาตให้เปิดสอนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น และจบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 แม้ว่าพ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 จะกำหนดให้คณะกรรมการบริหารของโรงเรียนออกระเบียบและข้อบังคับต่างๆ ของโรงเรียนได้ แต่ต้องไม่ขัดหรือแย้งกับระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ

เมื่อทางโรงเรียนพบว่า เด็กหญิง ก. กระทำความผิดโดยพกพาและสูบบุหรี่ไฟฟ้าซึ่งถือเป็นการกระทำความผิดวินัยตามข้อ 1 (4) ของกฎกระทรวงกำหนดความประพฤติของนักเรียนและนักศึกษา พ.ศ. 2548 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ผู้ถูกร้องจึงมีหน้าที่ช่วยเหลือนักเรียนเพื่อให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมกลับมาเป็นคนดีและเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าของประเทศต่อไป หากจะลงโทษก็ต้องเป็นไปตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการลงโทษที่กำหนดไว้ 4 สถาน การที่โรงเรียนออกระเบียบปฏิบัติและลงโทษเด็กหญิง ก. ด้วยการให้พ้นสภาพการเป็นนักเรียน จึงไม่เป็นไปตามข้อ 5 และข้อ 6 ของระเบียบดังกล่าวและแนวปฏิบัติการจำหน่ายนักเรียน

นอกจากนี้ การที่โรงเรียนแจ้งว่าเด็กหญิง ก. มีพฤติกรรมสูบบุหรี่ไฟฟ้าและก่อเหตุทะเลาะวิวาท ทำให้ผู้ปกครองนักเรียนรายอื่นกังวลใจถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับบุตรหลาน จึงแนะนำโรงเรียนแห่งใหม่ให้แก่เด็กหญิง ก. และผู้ปกครองนั้น เห็นว่าโรงเรียนมีหน้าที่อบรม สั่งสอนเพื่อให้เด็กหญิง ก. ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและพัฒนาตนเองไปในทางที่เหมาะสม และสามารถเรียนรู้การอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ การที่โรงเรียนใช้วิธีการแก้ปัญหาโดยให้ผู้ปกครองของเด็กหญิง ก. ย้ายโรงเรียน จึงเป็นการผลักภาระหน้าที่และความรับผิดชอบในการปรับเปลี่ยนความประพฤติของเด็กหญิง ก. ไปให้โรงเรียนแห่งอื่น

ทั้งที่คู่มือการจัดทำแนวทางการคุ้มครองและช่วยเหลือนักเรียนกำหนดให้ต้องช่วยเหลือเบื้องต้น ด้วยการหาแนวทางแก้ไขและประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ด้วยเหตุนี้การกระทำของโรงเรียนที่ลงโทษเด็กหญิง ก. ด้วยการให้พ้นสภาพการเป็นนักเรียน จึงกระทบต่อสิทธิเด็กอันเกี่ยวเนื่องกับสิทธิทางการศึกษาที่ทำให้เด็กหญิง ก. ต้องหลุดจากระบบการศึกษา และต้องกลับไปเรียนซ้ำในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ใหม่ จึงรับฟังได้ว่า การกระทำของโรงเรียนในฐานะผู้ถูกร้องเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

ด้วยเหตุผลข้างต้น กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 จึงมีข้อเสนอแนะให้โรงเรียนแก้ไขระเบียบปฏิบัติว่าด้วยการตัดคะแนนความประพฤติไม่ให้มีการลงโทษด้วยการให้พ้นสภาพการเป็นนักเรียน และถือปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการลงโทษนักเรียนและนักศึกษา พ.ศ. 2548 และคู่มือการจัดทำแนวทางการคุ้มครองและช่วยเหลือนักเรียนสำหรับโรงเรียนเอกชนอย่างเคร่งครัด เพื่อไม่ให้เกิดการละเมิดสิทธิเด็กในลักษณะนี้อีก

นอกจากนี้ให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน กำกับดูแลผู้ถูกร้อง ตรวจสอบกรณีฝ่าฝืนและไม่ปฏิบัติ โดยนำรายงานของ กสม. ฉบับนี้ เป็นข้อมูลประกอบการดำเนินการตามพ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งสื่อสารทำความเข้าใจกับผู้บริหาร ครู และบุคลากรทางการศึกษาที่อยู่ในกำกับเพื่อให้การดำเนินการต่างๆ คำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ

ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้และสร้างความตระหนักถึงผลกระทบจากการลงโทษนักเรียนที่ไม่เหมาะสม พร้อมทั้งกำหนดแนวทางควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าในสถานศึกษา การใช้บทลงโทษ รวมถึงมาตรการหรือแนวทางการส่งต่อและช่วยเหลือฟื้นฟูนักเรียนที่ได้รับผลกระทบจากบุหรี่ไฟฟ้าเพื่อให้สถานศึกษาทุกแห่งเข้าใจและถือปฏิบัติด้วย

แท็กที่เกี่ยวข้อง
การละเมิดสิทธิมนุษยชน
นักเรียนมัธยมต้น
สูบบุหรี่ไฟฟ้า
ไล่ออก
กสม.



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ทนาย 'สุชาติ' แจ้งความ 'ไอซ์ รักชนก' หลังโพสต์ข้อความดูหมิ่นทำเสียชื่อ
ทนาย 'สุชาติ' แจ้งความ 'ไอซ์ รักชนก' หลังโพสต์ข้อความดูหมิ่นทำเสียชื่อ