News Logo
หน้าแรก
สภาฯ ชำแหละ กสทช.ล้มเหลวใช้งบไม่คุ้มค่า ดูงานเมืองนอกฉ่ำทุนแทรกแซง?

สภาฯ ชำแหละ กสทช.ล้มเหลวใช้งบไม่คุ้มค่า ดูงานเมืองนอกฉ่ำทุนแทรกแซง?

23 พ.ค. 2569 19:30
ผู้ชม 30 คน

สำนักงาน กสทช. ถูกตั้งคำถามจากสภาฯ ถึงความโปร่งใส เปิดช่องให้มีผูกขาดตลาดโทรคมนาคม หรือถูกกลุ่มทุนแทรกแซง ค่าโทรศัพท์แพงขึ้น ตกเป็นจำเลยสังคมเพราะไม่คุ้มครองผู้บริโภค ใช้จ่ายงบประมาณล้มเหลว ไม่สามารถรับมือภัยดิจิทัล รวมไปถึงไม่มีทิศทางในการประมูลทีวีดิจิทัลที่กำลังหมดสัญญาสัมปทาน ตลอดจนการกำกับดูแลแพลตฟอร์ม

กสทช.ที่มีอำนาจและงบประมาณสูง ไม่มีผลงานที่ตอบโจทย์ประชาชน กลายเป็นยุคที่แก๊งคอลเซ็นเตอร์ มิจฉาชีพออนไลน์เฟื่องฟู ทำให้การประชุมสภาฯ เพื่อรับทราบรายงานการประเมินผลการใช้จ่ายเงินและทรัพย์สิน ปี 2566 ของ กสทช. เป็นเวทีให้ สส. หลายคนชำแหละการดำเนินงานของ กสทช.อย่างเผ้ดร้อน โดยได้เสนอให้ทบทวนโครงสร้าง กสทช.ทั้งระบบ หรือไม่ก็ยุบหน่วยงานจัดการคลื่นความถี่แห่งนี้ไปเลย และควรตั้งองค์กรใหม่ขึ้นมาทำหน้าที่แทน เพราะ 16 ปีที่ผ่านมา เรียกได้ว่าเป็นองค์กรที่ล้มเหลว แต่กลับใช้งบประมาณกว่า 4,000 ล้านบาทต่อปีเป็นค่าใช้จ่ายภายในสำนักงานที่มีบุคลากรกว่า 2,000 คน ซึ่งคำนวณแล้วค่าเงินเดือนเฉลี่ยสูงถึง 52,700 บาท

ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2569 ที่มีการรับทราบรายงานของผู้สอบบัญชีและรายงานการเงินสำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2566 และรายงานการประเมินผลการใช้จ่ายเงินและทรัพย์สินสำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2566 ของสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ( กสทช.) ประจำปี 2566 ซึ่งเสนอโดยสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ต่อสภาฯ ตามมาตรา 69 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง แห่งพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 โดยมีตัวแทน สตง. และตัวแทน กสทช. ร่วมชี้แจง

ทั้งนี้ ภายหลังเจ้าหน้าที่ สตง. ได้รายงานการเงินและรายงานการประเมินผลการใช้จ่ายเงินและทรัพย์สินของ กสทช. เสร็จสิ้น ทาง สส.ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลได้ซักถามและอภิปรายการทำงานของ กสทช.อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะประเด็นความคุ้มค่าของงบประมาณโดยเฉพาะค่าใช้จ่ายในสำนักงาน การเดินทางไปต่างประเทศที่ใช้เงินสูงมาก รวมทั้งการไม่กำหนดโรดแมปของทีวีดิจิทัลที่กำลังหมดสัมปทานในปี 2572

'อิสริยะ' ซักงบ 4,000 ล้าน คุ้มค่าหรือไม่

นายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ซักถามในประเด็นความคุ้มค่าของงบดำเนินการ โดยระบุว่า กสทช. เป็นองค์กรที่รับผิดชอบการประมูลคลื่นความถี่ซึ่งทำรายได้เข้ารัฐมหาศาล ปี 2566 กสทช.มีรายได้ 9,250 ล้านบาท ซึ่งลดลงจากปี 2565 อยู่บ้าง แต่ปี 2566 กสทช.กลับมีรายจ่ายสูงถึง 9,573 ล้านบาท ขาดทุน 322 ล้านบาท แม้จะเข้าใจได้ว่า กสทช.มีรายจ่ายผูกพันตามกฎหมายหลายเรื่อง

ทว่าตัวเลขที่น่าสนใจ นายอิสระ ได้ระบุถึงการใช้เงินค่าดำเนินการของ กสทช. ที่มากถึงกว่า 4,000 ล้านบาท แบ่งเป็นทั้งค่าตอบแทนบุคลากร ค่าสำนักงาน ค่าไฟ ค่าอินเตอร์เน็ต ค่าน้ำ ค่าวัสดุสิ้นเปลือง ไม่รวมค่าเสื่อมทางบัญชี ซึ่งเมื่อเทียบกับผลงาน กสทช.ที่ผ่านมา นายอิสระตั้งคำถามว่า สังคมยอมรับได้มากน้อยแค่ไหน คุ้มค่าแค่ไหนกับการใช้เงิน 4,000 ล้านบาท เนื่องจากที่ผ่านมา กสทช.มีปัญหามากมายหลายอย่าง ไม่ว่าการก่อสร้างสำนักงานแห่งใหม่ที่ถูกทิ้งร้างมานาน ปัญหาการจัดสรรคลื่นความถี่โดยเฉพาะคลื่นโทรทัศน์ที่ไม่ชัดเจน ปัญหาสายสื่อสารที่มีปัญหาอยู่แทบทุกที่ทั่วประเทศ รวมทั้งความขัดแย้งภายในคณะกรรมการ (บอร์ด) และสำนักงาน

นอกจากนี้ เมื่อเจาะลงไปในไส้ของงบประมาณ พบว่า ค่าใช้จ่ายบุคลากรเพิ่มจากปีก่อนหน้านั้นจาก 1,900 ล้านบาท เป็น 21,00 ล้านบาท เพิ่มอีกเกือบ 200 ล้านบาท รายจ่ายนี้รวมถึงค่าบอร์ด สวัสดิการรักษาพยาบาล แต่ค่าใช้จ่ายเฉพาะเฉพาะค่าพนักงานจริงๆ อยู่ที่ 1,316 ล้านบาท ถือเป็นก้อนที่เยอะที่สุดของ กสทช. แม้รักษาการเลขาธิการ กสทช.จะเคยยืนยันว่าไม่ได้สูงและสอดคล้องกับค่าครองชีพที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

"ในรายงานของ กสทช.มีอัตรากำลังประมาณ 2,000 คนนิดๆ ดูจากปี 2567 ไม่ได้ต่างกันมาก หารออกมาพนักงานกสรวมทุกตำแหน่งไม่รวมบอร์ดมีเงินเดือนเฉลี่ยอยู่ที่ 52,700 บาท โดยประมาณ ก็ต้องถามประชาชนว่า สำนักงาน กสทช.ที่มีเงินเดือนเฉลี่ยเท่านี้ ทำผลงานได้เพียงพอกับความคาดหวังความต้องการของประชาชนหรือไม่ ขอตั้งเป็นคำถามไว้ ค่าใช้จ่ายอื่นๆ มีค่าบำเหน็จที่เพิ่มจาก 158 ล้านบาท เป็น 431 ล้านบาท ค่าอบรมสัมมนา 73 ล้านบาท ค่างบประชาสัมพันธ์ 138 ล้านบาท จัดประชุม 63 ล้านบาท ค่าที่ปรึกษา 212 ล้านบาท ค่าเดินทางต่างประเทศ 85 ล้านบาท ซึ่งความคุ้มค่าในการเดินทางต่างประเทศสมควรหรือไม่

"ผมคิดว่าตลอดตั้งแต่ตั้ง กสทช.ยุคแรก สังคมก็มีข้อกังขาเรื่องค่าค่าใช้จ่ายของ กสทช.มาโดยตลอด แต่ด้วยโครงสร้างของ กสทช.เองที่เป็นหน่วยงานอิสระตามรัฐธรรมนูญที่มีสถานะพิเศษ แถมยังมีรายได้ของตัวเอง ไม่พึ่งพาเงินงบประมาณในระบบ กสทช.อาจจะขาดกลไกในการเช็กแอนด์บาลานซ์ในเรื่องงบงบประมาณที่ต่างไปจากหน่วยงานของรัฐอื่นๆ ถึงแม้จะมีซูเปอร์บอร์ดและหน่วยงานการตรวจสอบต่างๆ แต่คิดว่ายังไม่เพียงพอ ทางแก้อย่างยั่งยืนในระยะยาวคงเป็นเรื่องการปรับโครงสร้าง กสทช.ใหม่ เพื่อให้เกิดความโปร่งใส เกิดความยึดโยงกับประชาชนมากขึ้น ซึ่งพรรคประชาชนจะเสนอในร่างพ.ร.บ.กสทช. ฉบับใหม่ซึ่งจะเข้าสู่กระบวนการของสภาฯ ต่อไป"

กสทช.จำเลยสังคมในการคุ้มครองผู้บริโภค

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า จากการรายงานของ สตง. และประเมินจากสายตาของประชาชน กสทช.ในปัจจุบันนี้เสมือนตกเป็น 'จำเลยของสังคม' ในเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภค ในฐานะเป็นประธานกรรมาธิการยกร่างพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ขณะนั้น มีคาดหวังมากว่าคลื่นความถี่ทั้งหลายตั้งแต่ปี 2553 เทคโนโลยีจะก้าวหน้ามากขึ้น จะต้องมีหน่วยงานหรือองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระแยกจากการกำกับดูแลของรัฐบาล โดยมีเป้าหมายสำคัญที่จะต้องจัดสรรคลื่นความถี่ทั้งหลายอย่างโปร่งใส ต้องไม่ทำให้เกิดการผูกขาดของกลุ่มทุน และที่สำคัญต้องคุ้มครองผู้บริโภค

"16 ปีผ่านไปดูจากรายงานฉบับนี้ปัญหาแรกที่เกิดขึ้นเลยก็คือ การใช้จ่ายเงินในสำนักงาน กสทช รายได้ของ กสทช.ตลอดหลายปีที่ผ่านมาขึ้นหลัก 3 แสนกว่าล้านบาท ส่วนหนึ่งเป็นรายได้แผ่นดิน แต่รายได้ส่วนหนึ่งกลับไปที่การบริหารของ กสทช. ตัวเลข สตง.รายงานอยู่ที่ 6000 กว่าล้านบาท แต่จากรายงานของ กสทช. ปี 2566 ถ้าแบ่งเป็น 2 ส่วน กสทช.เอา 59.14% ของงบประมาณรายจ่าย 6,700 กว่าล้าน ไปสร้างตึก งานประจำ

"แต่ภารกิจหลักที่เป็นยุทธศาสตร์หลักของ กสทช. และสำนักงาน กสทช. ตามกฎหมาย จัดสรรงบประมาณได้เพียงร้อยละ 40 อย่างงานพัสดุก็อีลุ่ยฉุยแฉกมาก รวมถึงงบไปต่างประเทศแม้กระทั่งเงินรายได้ส่วนหนึ่งที่ถูกจัดสรรเข้ากองทุน ทาง สตง.ไปตรวจพบว่าในกองทุนที่มีเงินนับหมื่นล้าน จัดสรรปีละพันล้าน กรรมการกองทุนก็จัดสรรโดยไม่ได้ดูว่าอะไรคือภารกิจหลักที่ควรจะจัดสรรให้ มีแม้กระทั่งสนับสนุนใช้เงินองทุนไปสนับสนุนโครงการปลูกกัญชา

"เราคาดหวังตั้งแต่มี กสทช. ว่าท่านจะทำให้ตลาดโทรคมนาคมหรือตลาดมือถือมีการแข่งขันหลายเจ้า แล้วก็ทำให้เกิดตลาดที่เสรีและเป็นประโยชน์กับผู้บริโภค และผ่านมา 16 ปีจากผู้ประกอบการ 6-8 ราย เหลือ 2 ราย และเป็น 2 รายที่มีปัญหาเรื่องของดีลการควบรวมด้วย เพราะ กสทช.ไปตีความว่าตัวเองไม่มีอำนาจอนุญาต ทั้งที่มีอำนาจทำได้ แต่ทำเพียงรับทราบ ดีลนี้เป็นมหากาพย์ที่เป็นปัญหามาถึงปัจจุบันและกลายมาเป็นตราบาปของ กสทช. เพราะการจัดตั้งบอกว่าปลอดจากการเมืองแทรกแซงและปลอดจากทุนแทรกแซง ปัจจุบันนี้กลายเป็นว่าการเมืองแทรกไม่ได้ แต่ทุนล่ะครับ ทุกวันนี้ปัญหาของกลุ่มทุนขนาดใหญ่ที่เข้าไปยึดครองคนในการทำหน้าที่ของ กสทช. เป็นเรื่องที่สังคมจับตามองและนับวันยิ่งชัดเจนขึ้น"

ดึงเช็งประมูลทีวีดิจิทัลเอื้อกลุ่มทุน?-ชงยุบ กสทช.

นายสาทิตย์ อภิปรายถึงโทรทัศน์ระบบดิจิทัลซึ่งกำลังจะหมดสัญญาสัมปทานและต้องประมูลในปี 2572 จนถึงปัจจุบันนี้ กสทช.ยังตอบไม่ได้ว่าหมดปี 2572 แล้วจะทำอย่างไรต่อ ทราบว่ามีแผนแม่บทแล้ว แต่มีการดึงเช็ง (ถ่วงเวลา) เอาไว้ไม่ยอมออกรถโรดแมปให้มีการดำเนินการเรื่องของการประมูลคลื่นของโทรทัศน์ระบบดิจิทัล เสมือนว่าทำเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนใดกลุ่มทุนหนึ่งหรือไม่ นี่คือสิ่งที่ กสทช.เป็นจำเลยของสังคม

แม้กระทั่งเรื่อง OTT หรือแพลตฟอร์มที่ให้บริการสื่อผ่านอินเทอร์เน็ต กสทช.เคยมีมติแล้วว่า สามารถกำกับดูแลได้ แต่จนถึงวันนี้ก็ยังมีความพยายามบอกว่าไม่สามารถเข้าไปดูแลได้จนกระทั่งเรื่องแพลตฟอร์มทั้งหลาย กลายเป็นประเทศนี้ไม่มีใครกำกับดูแลแพลตฟอร์ม เหล่านี้เป็นที่มาของมิจฉาชีพ เรื่องสแกมเมอร์ กสทช.ไม่ทำบทบาทนี้ตามกฏหมาย ทั้งที่กฎหมายเขียนไว้ก่อนที่แพลตฟอร์มเหล่านี้จะเกิดเสียอีก

"ทั้งหมดนี้เป็น 16 ปีที่กฎหมายองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่เสมือนกับล้มเหลว 16 ปีนี้ กสทช.ไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่น เรื่องใหญ่ที่สุดคือการคุ้มครองผู้บริโภค เอาแค่ตลาดโทรคมนาคมเหลือ 2 เจ้า แนวโน้มราคาโทรศัพท์มือถือ ราคาเน็ต มีราคาสูงขึ้น แต่ กสทช.พยายามจะยืนยันว่าไม่สูงขึ้น แต่ตลาดที่ไม่แข่งขันโดยเสรี ประโยชน์ไม่เกิดขึ้นกับผู้บริโภคอยู่แล้ว ทั้งหมดนี้จะนำไปสู่คำถามว่า ถ้า กสทช.ที่ถูกจัดตั้งขึ้นโดยความคาดหมายแบบนี้ บริหารงบประมาณที่สูงแบบนี้ ใช้คำว่า ไร้ประสิทธิภาพอาจพูดได้เลยด้วยซ้ำไป

"ภารกิจหลักตัวเองไม่ทำ แล้วทำให้เกิดปัญหา กระทั่งคนในองค์กรกันเองอย่างประธาน กสทช.ก็ยังมีปัญหาเรื่องคุณสมบัติอยู่ จึงมีคำถามว่าถึงเวลาทบทวน กสทช.หรือยุบ กสทช. หรือจัดตั้งองค์กรใหม่หรือไม่"

ในขณะที่ สส.ฝ่ายรัฐบาล น.ส.สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ สส.ชัยภูมิ พรรคภูมิใจไทย อภิปรายว่า ค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร กสทช. ปี 2566 จาก 1,984 ล้านบาทในปี 2565 เป็น 2,162 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 178 ล้านบาท กสทช.เป็นองค์กรอิสระที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการกำกับดูแลด้านการสื่อสารและโทรคมนาคมของประเทศเพื่อเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนคุ้มครองผู้บริโภค รักษาความเป็นธรรมในการการแข่งขัน รวมถึงพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัลของประเทศ

ดังนั้น บทบาทของ กสทช.จึงไม่ใช่เพียงการจัดสรรคลื่นความถี่ หรือการออกใบอนุญาตให้ผู้ประกอบการเท่านั้น แต่เป็นเรกกูเลเตอร์ (หน่วยงานกำกับดูแล) ของโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารทั้งหมดของประเทศ ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับเศรษฐกิจ ความมั่นคงและความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน

กสทช.ต้องเป็นเจ้าภาพสกัดแก๊งสแกมเมอร์

"วันนี้หนึ่งในบททดสอบที่สำคัญที่สุดของบทบาทเรกกูเรเตอร์อย่าง กสทช.ก็คือการรับมือกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ปัญหาสแกมเมอร์ในปัจจุบันแทบจะทั้งหมดอาศัยโครงสร้างที่ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ กสทช. ไม่ว่าจะเป็นเรื่องซิมโทรศัพท์ SMS ซิมบ็อกซ์ (อุปกรณ์แปลงสัญญาณโทรศัพท์) ระบบ KYC (กระบวนการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางอิเล็กทรอนิกส์) ที่มีการออกนโยบายให้มีการลงทะเบียนซิม หรือเครือข่ายโทรคมนาคมตามแนวชายแดน

"ที่ผ่านมารัฐบาลได้เอ็มโอยู 15 หน่วยงาน บวก 2 หน่วยงาน โดยนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และกระทรวงดีอี (กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม) ได้ผลักดันมาตรการหลายด้านอย่างต่อเนื่อง ทั้งการจัดการซิมม้าที่ได้ร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ ธนาคารแห่งประเทศไทย การยืนยันตัวตนผู้ใช้งานหรือการการใช้ดิจิทัลไอดี รวมถึงการบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานด้านความมั่นคง และผู้ให้บริการเครือข่าย

"แต่สิ่งที่อยากจะสะท้อนในเชิงนโยบายกับในทางปฏิบัติวันนี้อาจจะยังมีช่องว่าง เพราะแม้จะมีมาตรการออกมาแล้วจากทางกระทรวง แต่ในทางปฏิบัติก็ยังเห็นการจับกุมซิมบ็อกซ์ ซึ่งแม้ว่าจะดีขึ้นแล้ว แต่พบว่ามีสัญญาณโทรคมนาคมที่ออกไปตามแนวชายแดน ซึ่งอาจใช้เป็นฐานการปฏิบัติของกลุ่มสแกมเมอร์ข้ามชาติที่กลับมาหลอกคนไทย รวมถึงการลงทะเบียนซิมที่แม้จะมีแนวคิดการยืนยันตัวตนผ่านดิจิทัลชิพ แต่ในทางปฏิบัติเราก็ยังพบกันสวมสิทธิ์การใช้ข้อมูลผู้อื่นหรือการลงทะเบียนที่ไม่ได้ยืนยันตัวตนอย่างเข้มข้นจริงๆ"

น.ส.สุชาดา ยังระบุด้วยว่า จากข้อมูลการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งแต่เดือนมกรามกราคมถึงมีนาคมที่ผ่านมา คนไทยโดนหลอกเฉพาะที่มาแจ้งความหลาย 10 ล้านบาทต่อวัน บางวันมากถึงเกือบ 100 ล้านบาท หรือเดือนหนึ่ง 2,000 - 3,000 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นว่าแม้มีมาตรการออกมาหลายด้าน แต่ยังพบช่องโหว่ในทางปฏิบัติอยู่จำนวนมาก สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาของประเทศไทยในวันนี้ไม่ใช่ว่าไม่มีมาตรการ แต่การทำให้มาตรการถูกบังคับใช้ ให้จริงจังและมีประสิทธิภาพนี่คือหัวใจของการเป็นหน่วยงานเรกกูเลเตอร์อย่างแท้จริง เรกกูเลเตอร์จึงไม่ได้มีหน้าที่เพียงออกออกประกาศหรือออกกฎเกณฑ์ แต่ต้องทำให้ประชาชนรู้สึกว่ามาตรการที่ออกมาสามารถปกป้องพวกเขาและทำได้จริงๆ

อีกเรื่องคือการบริหารจัดการภายในขององค์กร ทั้งในบอร์ด รวมถึงกระบวนการสรรหาเลขาธิการ กสทช. ปัจจุบันองค์กรใหญ่ระดับนี้แต่อยู่ในสถานะรักษาการเลขาธิการมาถึง 6-7 ปีนานมาก องค์กรที่มีหน้าที่กำกับดูแลโครงสร้างของประเทศต้องรับมือกับภัยคุกคามทางเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วมาก อาจจะเป็นปัญหาหรือไม่ เราควรมีเสถียรภาพในการบริหารงาน มีความชัดเจนด้านอำนาจการตัดสินใจ และมีความเชื่อมั่นจากสังคมอย่างเต็มที่หรือไม่ เพราะเมื่อใดก็ตามที่มีการถกเถียงด้านจริยธรรม ธรรมาภิบาลหรือเกิดความไม่ชัดเจนภายในองค์กรอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่ได้รับผลกระทบที่สุดคือความเชื่อมั่นของพี่น้องประชาชน ถึงประสิทธิภาพในการกำกับดูแล

"หาก กสทช.ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็มที่เพราะเป็นกลไกกำกับดูแลสำคัญของประเทศ ประเทศไทยจะสามารถลดความเสียหายจากอาชญากรรมด้านเทคโนโลยีได้อย่างมีนัยสำคัญ"

สร้างอาคารใหม่ 2,643 ล้าน คืบแค่ 75.98%

ด้าน นางปทิตา ตันติรัตนานนท์ สส.สุรินทร์ พรรคภูมิใจไทย อภิปรายการดำเนินงานของ กสทช. 2 ประเด็นหลัก นั่นคือว่า ปัญหาการก่อสร้างอาคารสำนักงาน กสทช.แห่งใหม่บริเวณถนนรัตนาธิเบศร์ อ.บางกรวย จ.นนทบุรี วงเงิน 2,643 ล้านบาท สัญญาก่อสร้างกับผู้รับเหมาเริ่มตั้งแต่ 23 มกราคม 2562 กำหนดจะเสร็จวันที่ 6 มกราคม 2565 งานก่อสร้างกลับล่าช้าอย่างมาก กระทั่งวันที่ 11 เมษายน 2567 สำนักงาน กสทช.ได้แจ้งให้ผู้รับเหมาบริษัท เพาเวอร์ไลน์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด หยุดปฏิบัติงานและต่อมาก็ได้แจ้งยกเลิกสัญญาในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2568

ปัจจุบันโครงการนี้ก่อสร้างแล้วเสร็จไป 75.98% โดยได้รับงวดงานไปทั้งสิ้น 104 งวดงานจากทั้งหมด 200 งวดงาน เป็นเงินประมาณ 1,598.8 ล้านบาท หรือประมาณ 60.49% ของมูลค่างาน เมื่องานยังคงค้างคาส่งผลให้การสร้างอาคารใหม่ กสทช. จะต้องหยุดชะงักลง สร้างความเสียหายต่อการการปฏิบัติงานของ กสทช.เป็นอย่างมาก และเท่ากับว่าใช้งบประมาณของรัฐไปแล้วโดยไม่เกิดประโยชน์อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

สำนักงาน กสทช.รายงานว่าอยู่ในระหว่างการออกแบบรายละเอียดใหม่เพิ่มเติมและเตรียมเปิดประกวดราคาใหม่ปลายปี 2569 เพื่อการก่อสร้างส่วนที่เหลือต่อไปภายใต้งบประมาณเดิมที่คาดว่าจะไม่เกิน 1,400 ล้านบาท และคาดว่าจะสร้างแล้วเสร็จในปีงบประมาณ 2571 แต่สิ่งที่น่าตั้งคำถามก็คือเหตุใดโครงการสำคัญระดับนี้จึงล่าช้ามาเกือบ 4 ปี โดยยังไม่แล้วเสร็จ ทั้งที่งบประมาณก็ได้จัดสรรไว้สูงมาก

"เรื่องดังกล่าวนี้ย่อมทำให้ประชาชนตั้งคำถามต่อความรับผิดชอบของหน่วยงาน ทั้งผู้ว่าจ้าง ผู้รับจ้าง ผู้บริหาร จึงขอเรียกร้องให้ กสทช.เปิดการสอบสวนหาสาเหตุที่แท้จริงของความล่าช้านี้ พร้อมทั้งชี้ตัวผู้รับผิดชอบและแนวทางในการแก้ไขปัญหาให้มันชัดเจนมากขึ้น เพื่อป้องกันการสูญเสียงบประมาณเพิ่มเติมในอนาคต นอกจากนี้ยังมีปัญหาการก่อสร้างสำนักงาน กสทช. ภาคสามที่เชียงใหม่ และสำนักงาน กสทช. เขต 34 เชียงราย ที่ไม่เป็นไปตามสัญญาเช่นกัน ทำให้โครงการโครงการเหล่านี้ไม่แล้วเสร็จ

ประธาน กสทช.ดูงานต่างประเทศฉ่ำใช้งบฯ 45.8 ล้าน

นอกจากนี้ ยังพบว่า การไปปฏิบัติหน้าที่ต่างประเทศของสำนักงาน กสทช. มีข้อสังเกตในการเบิกจ่ายค่าบัตรโดยสารที่ไม่มีการเปรียบเทียบราคา รวมถึงค่าใช้จ่ายของประธาน กสทช.สูงถึง 10.47 ล้านบาท เพียงคนเดียวใช้เดินทาง 8 ครั้ง 59 วัน มีรายงานจาก กสทช. ว่า ประธาน กสทช.ได้เดินทางไปปฏิบัติภารกิจในต่างประเทศรวม 15 ครั้ง ใช้เวลากว่า 121 วันในช่วงปีเศษที่ผ่านมา และเบิกงบประมาณของสำนักงานรวมกว่า 45.8 ล้านบาท

นางปทิตา ระุบว่า กรรมการรายอื่นก็มีการเดินทางไปต่างประเทศบ่อยครั้งเช่นกัน กรรมการ กสทช.บางคนเดินทางไปต่างประเทศ 6 ครั้ง เป็นเวลา 59 วัน การไปประชุมหรือศึกษาดูงานต่างประเทศแม้เป็นหน้าที่ของกรรมการหรือผู้แทนองค์กร แต่มีข้อสังเกตว่าการใช้จ่ายงบประมาณระดับนี้ควรต้องโปร่งใสและคุ้มค่า ควรจะมีการเปรียบเทียบราคาตั๋วโดยสารและปรับแบบให้เหมาะสมกับความจำเป็นของภารกิจ

"มีข่าวระบุอีกว่าค่าใช้จ่ายบางอย่างสูงกว่าที่เบิกได้ตามเพดานของงบประมาณของตำแหน่งและบางกรณีประธาน กสทช.และผู้ติดตามได้สิทธิประโยชน์มากกว่าที่ระเบียบกำหนด ซึ่งเป็นเรื่องที่ขัดต่อหลักธรรมภิบาลที่ควรมีในองค์กรของภาครัฐ ที่สำคัญการเดินทางไปต่างประเทศควรจะต้องมีรายงานผลการดำเนินงานและความสำเร็จอย่างชัดเจนให้สังคมรับทราบว่าภารกิจนั้นนั้นสร้างประโยชน์อะไรบ้าง อาทิ การเจรจาความร่วมมือหรือการรับรองเทคโนโลยีใหม่ๆ

"แต่จากข้อมูลปัจจุบันนี้ยังไม่ปรากฏว่าว่ามีการแสดงผลหรือเป้าหมายที่ชัดเจน สอดคล้องกับงบประมาณที่ได้ใช้ไป แถมยังมีรายงานว่าในบางทริปที่ไปดูงานกับภาคเอกชนหรือกิจกรรมที่ไม่เกี่ยวข้องกับภารกิจหลักของ กสทช. จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลและ กสทช. ได้กำหนดแนวทางการบริหารบุคคลและงบประมาณการเดินทางไปต่างประเทศให้อยู่บนของความโปร่งใส อาจกำหนดเพดานการเดินทางของผู้แทนองค์กรต่อปีให้มีความชัดเจน ตรวจสอบการใช้สิทธิประโยชน์ของการเดินทางของประธานและกรรมการให้เป็นไปตามระเบียบและให้การจัดทำรายงานสรุปผลการประชุมอย่างเป็นรูปธรรม

"ขอสรุปว่าปัญหาทั้งสองเรื่องเป็นเรื่องสำคัญโดยตรงต่อความความเชื่อมั่นของประชาชนต่อหน่วยงาน กสทช.และกระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานขององค์กรด้วย ขอเสนอให้รัฐสภาติดตามกรณีเหล่านี้อย่างใกล้ชิดอาจจะมีตั้งกรรมาธิการตรวจสอบเฉพาะกิจหรือสำรวจข้อเท็จจริงการใช้จ่ายงบประมาณและเสนอแนะแนวทางในการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบเพื่อให้สามารถคืนงบประมาณที่สูญเสียไป รวมทั้งการจัดการการก่อสร้างอาคารให้แล้วเสร็จโดยเร็วเพื่อให้การใช้วานเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุด"

ไม่รายงานการใช้เงิน กทปส./ถูกฟ้องสูง 6.3 หมื่นล้าน

ขณะที่ นพ.อลงกต มณีกาศ สส.นครพนม พรรคภูมิใจไทย อภิปรายว่า สำนักงาน กสทช.เผชิญความเสี่ยงทางการเงินและความเสี่ยงบริหารจัดการในระดับที่สูงมาก ประเด็นแรก กองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ (กทปส.) รายงานระบุชัดเจนว่ากองทุนดังกล่าวไม่ได้นำงบการเงินมาแสดงรวมอยู่ในงบการเงินของ กสทช. ถึงแม้ว่าจะเป็นเงินทุนหมุนเวียน ที่อยู่ในการกับดูแลของ กสทช.ก็ตาม

กองทุนนี้มีเงินจำนวนมากและมีภารกิจในด้านการใช้จ่ายงบประมาณเพื่อสาธารณะ มีโครงการจำนวนมากที่เกี่ยวข้องกับเงินภาษี ตลอดจนทรัพยากรคลื่นความถี่ของประเทศ เหตุใดจึงไม่มีการนำข้อมูลทางการเงินเพื่อสะท้อนสถานะทางการเงินที่แท้จริงขององค์กรในภาพรวม เรื่องนี้ไม่ได้เป็นแค่ประเด็นทางบัญชี แต่รวมถึงความโปร่งใสและการเปิดเผยภาระทางการเงินที่แท้จริงต่อสาธารณะด้วย

ประเด็นที่สอง ที่น่ากังวลอย่างยิ่งคือข้อพิพาทและคดีความสำคัญ โดยสำนักงาน กสทช.เป็นผู้ถูกฟ้องมูลค่าสูงถึง 63,000 กว่าล้านบาท จึงเป็นภาระที่เสี่ยงและไม่ได้แสดงอยู่ในงบการเงินแต่อย่างใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวกับคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด ซึ่งถ้าหากแพ้คดีต้องชดใช้ค่าเสียหายไม่ต่ำกว่า 36,000 กว่าล้านบาท และในส่วนของกองทุน กทปส. อีก 22,000 กว่าล้าน ดังกล่าวยังเป็นหนี้สิน ในอนาคตอาจจะเป็นภาระที่ประชาชนต้องมีส่วนร่วม ทั้งที่ประชาชนไม่ได้เกี่ยวข้อง ขอตั้งข้อสังเกตว่า กสทช.ที่มีหน้าที่ในการกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูงจึงมีข้อพิพาทและคดีความสะสมจำนวนมหาศาล

สะท้อนถึงปัญหาในการใช้อำนาจทางการปกครองหรือไม่ หรือสะท้อนถึงการออกหลักเกณฑ์ที่ไม่รอบคอบหรือไม่ หรืออาจจะสะท้อนหรือความบกพร่องการบริหารจัดการสัญญาการกำกับคลื่นความถี่หรือไม่

ประเด็นต่อมา เป็นเรื่องที่ร้ายแรงและขัดต่อหลักธรรมาภิบาล สตง.ตรวจสอบพบว่า ข้อมูลในรายงานประจำปีของ กสทช.ให้ข้อมูลทางการเงินที่ยังไม่ผ่านการตรวจสอบและมีข้อมูลที่ขัดข้อเท็จจริงเป็นสาระสำคัญ ซึ่งฟังจากผู้อื่นมาชี้แจงบอกว่า ได้แจ้งกับผู้บริหารให้แก้ไขแล้วแต่ณณออกรายงานยังไม่แล้วเสร็จ จึงขอให้ กสทช.ตอบด้วยว่าได้ดำเนินการแก้ไขแล้วหรือยัง

"ผมมีตัวอย่างหลายรายการในงบทางการเงินที่ต้องขอคำอธิบายจาก กสทช. เช่น เงินจ่ายล่วงหน้าซึ่งเพิ่มขึ้นประมาณจาก 30 ล้านบาท เป็น 51 ล้านบาท ในปี 2566 ซึ่งในหมายเหตุประกอบงบการเงินไม่ได้อธิบายว่าเป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับอะไร หรือค่าใช้จ่ายอื่นที่เพิ่มจาก 3.5 ล้านบาทเป็น 18 ล้านบาท ระบุแต่เพียงว่าเป็นการขาดทุนจากการจำหน่ายทรัพย์สิน แต่ไม่ได้เปิดเผยว่าเป็นทรัพย์สินประเภทใด

นอกจากนี้ ค่าบำเหน็จจาก ปี 2565 จำนวน 158 ล้านบาท ปี 2566 เพิ่มเป็น 431 ล้านบาท ซึ่งอาจจะเกี่ยวข้องเรื่องเกษียณก่อนอายุหรือเออรี่รีไทร์ แต่ไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจนว่าเกิดจากการบริหารกำลังคนในรูปแบบไหน และมีผลกระทบต่อประสิทธิภาพขององค์กรในระยะยาวหรือไม่

กรณีการประกันการชำระเงินจากมูลค่าการประมูลคลื่นความถี่ ซึ่ง ในปี 2565 สูงประมาณ 6,600 กว่าล้านบาท ในปี 2566 ลดลงมาเหลือแค่ 400,000 กว่าบาท ซึ่งแม้อธิบายได้ว่าเป็นการประมูลคลื่น 700 เมกะเฮิรตซ์ แต่สะท้อนถึงรายได้และฐานะทางการเงินของสำนักงาน กสทช. ซึ่งมีลักษณะพึ่งพารายการพิเศษเป็นจำนวนมาก รวมถึงรายได้ที่ต้องคืนคลังปี 2565 อยู่ที่ 1,500 กว่าล้านบาท แต่ปี 2566 ไม่มีรายการส่งคืนคลัง ซึ่งก็บ่งถึงว่าการจัดการทั้งหมดมีปัญหาเชิงโครงสร้าง สำนักงาน กสทช.ซึ่งเป็นองค์กรอิสระที่มีรายได้จำนวนมหาศาลมีทรัพยากรคลื่นความถี่ของประเทศ จำเป็นจะต้องมีมาตรฐานด้านธรรมาภิบาล ความโปร่งใส ตลอดจนความรับผิดชอบต่อสาธารณะสูงกว่าหน่วยงานอื่น

นพ.อลงกต ได้ตั้งข้อสังเกตต่อรายงานค่าใช้จ่ายด้านการเงิน ตลอดจนทรัพย์สินของ กสทช. ว่า ประการแรก การจัดงบประมาณที่ผิดฝาปิดตัว งบประมาณกว่า 59% ถูกไปใช้เกี่ยวกับงานประจำและก่อสร้างอาคาร ขณะที่ภารกิจหลักตามยุทธศาสตร์ของการกำกับดูแลของ กสทช. ปี 2566 ใช้ไป 14.19% และไม่แน่ใจว่าปี 2569 ถึง 2570 งบภารกิจหลักเพิ่มขึ้นหรือไม่

ประการที่สอง วิกฤตเงินกันเหลื่อมปีและการบริหารสัญญาที่ล้มเหลว ที่น่าตกใจก็คือว่าสำนักงาน กสทช.มีเงินกันเลื่อมปีสูงกว่า 1,000 ล้านบาท และปี 2566 มีเงินที่เบิกจ่ายไม่ทันจนตกเป็นรายได้ของแผ่นดินประมาณ 290 ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างสูงมากในรอบ 5 ปี สาเหตุหลักส่วนใหญ่ มาจากโครงการก่อสร้างอาคารแห่งใหม่ที่ล่าช้า

การอภิปรายรายงานการประเมินผลการใช้จ่ายเงินและทรัพย์สินของ กสทช. ครั้งนี้แม้จะเป็นผลการดำเนินงานในปี 2566 แต่บรรดา สส. ได้สะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวและไม่โปร่งใสในการใช้จ่ายงบประมาณของ กสทช. โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฐานะองค์กำกับคลื่นความถี่ที่ประชาชนในฐานะผู้บริโภคควรได้รับประโยชน์มากกว่านี้ เมื่อเทียบกับวัตถุประสงค์การก่อตั้งและบทบาทหน้าที่ตามยุทธศาสตร์ที่กำหนดไว้

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'ทีมคนทำงาน' ส่งว่าที่ผู้สมัคร สก. 27 เขต มุ่งแก้ไขข้อบัญญัติ กทม.
'ทีมคนทำงาน' ส่งว่าที่ผู้สมัคร สก. 27 เขต มุ่งแก้ไขข้อบัญญัติ กทม.