สภาผู้บริโภคเปิด 8 ปม เตรียมยื่นฟ้องเฟซบุ๊ก ให้รับผิดชอบที่ปล่อยให้มิจฉาชีพใช้เป็นแหล่งโฆษณาหลอกลวงคนไทย ไร้การกลั่นกรอง ไม่มีมาตรการเยียวยาเหยื่อ
สำนักข่าว Next News รายงานเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2569 ว่าสภาองค์กรของผู้บริโภค หรือสภาผู้บริโภค แถลงข่าวเตรียมฟ้องศาลแพ่งเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายกับ บริษัท เมตา (Meta) เจ้าของแพลตฟอร์มเฟซบุ๊ก ทั้งสำนักงานในประเทศไทยและสำนักงานใหญ่ เพื่อเรียกร้องความรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องซึ่ง รวมทั้งการเสียชีวิตของเยาวชนที่สูญเงินจากการโดนหลอกให้ซื้อสินค้าจากมิจฉาชีพ
นางสาวบุญยืน ศิริธรรม ประธานสภาผู้บริโภค กล่าวว่า เฟซบุ๊กเป็นแหล่งโฆษณาสินค้าทางอออนไลน์ที่ใหญ่มาก แต่ไม่มีใครบอกได้เลยว่า สินค้าที่เขาโฆษณานั้น คุณภาพเป็นเช่นไร ใครจะคิดว่าแพลตฟอร์มระดับโลกปล่อยให้เกิดการหลอกลวงซ้ำแล้วซ้ำอีก เป็นสิบๆ ปี โดยที่ไม่มีหน่วยงานไหนออกมาปกป้องคุ้มครองผู้บริโภคเลย
นางสาวบุญยืนกล่าวว่า ผู้เสียหายจากการถูกหลอกมีทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์ แพทย์ ข้าราชการ นักธุรกิจ ผู้สูงอายุ ไม่ใช่คนโลภ ไม่ใช่คนไม่รู้เท่าทัน ไม่ใช่คนประมาท แต่สิ่งที่ทำให้เชื่อคือความไว้ว่างใจต่อแพลตฟอร์มขนาดใหญ่ โดยเฉพาะเฟซบุ๊ก ซึ่งมีผู้ใช้ในไทยกว่า 51 ล้านบัญชี หลายคนเชื่อว่าโฆษณาที่ปรากฏบนแพลตฟอร์มผ่านการตรวจสอบและคัดกรองแล้ว จึงไม่ทันตั้งข้อสงสัยว่าอาจเป็นโฆษณาหลอกลวง ส่งผลให้มิจฉาชีพสามารถอาศัยความน่าเชื่อถือของแพลตฟอร์มสร้างความเสียหายแก่ผู้บริโภคได้อย่างต่อเนื่อง
นางสาวบุญยืนกล่าวว่า ตั้งแต่ปี 2567 - เดือนมีนาคม 2569 สภาผู้บริโภคได้รับเรื่องร้องเรียนกรณีซื้อสินค้าและบริการแต่ไม่ได้รับ หรือได้รับสินค้าแต่ไม่ตรงตามโฆษณา ทั้งหมด 6,164 เรื่อง โดย 3,793 เรื่องเป็นความเสียหายจากแพลตฟอร์มเฟซบุ๊ก ทั้งกรณีสั่งของไม่ได้ของ ถูกหลอกลงทุน ถูกแอบอ้างชื่อและรูปไปเปิดเพจปลอม และเพจหลอกขายสินค้า ซึ่งส่วนใหญ่ไม่สามารถติดตามผู้รับผิดชอบได้
นางสาวบุญยืนกล่าวว่า ผู้บริโภคไทยถกลายเป็นเพียงตัวเลขในรายงานความเสียหาย คนหนึ่งถูกหลอกเอาเงินที่เก็บทั้งชีวิต อีกคนถูกหลอกจนต้องเป็นหนี้ แต่แพลตฟอร์มยังเก็บค่าโฆษณาเข้ากระเป๋าทุกวินาที สภาผู้บริโภคพยายามติดต่อบริษัท เมตา ในต่างประเทศ และสำนักงานในไทยกว่าหนึ่งปีที่ผ่านมาเพื่อให้เฟซบุ๊กมีมาตรการสกัดกั้นมิจฉาชีพที่ซื้อพื้นที่ในเฟซบุ๊กเพื่อใช้ในการโฆษณาลวงในรูปแบบต่างๆ แต่ถึงปัจจุบันยังไม่ได้มีการดำเนินการใด ๆ เพื่อยุติการหลอกลวงดังกล่าว
"วันนี้เราจึงต้องลุกขึ้นมาพูดให้ดังว่า ‘พอกันที’ สภาผู้บริโภค ในฐานะตัวแทนของผู้บริโภค ขอประกาศว่า เราจะเป็นหน่วยงานแรกๆ ที่ท้าชน แล้วท้าฟ้องเฟซบุ๊กเป็นคดีแรกของประเทศไทย ถ้าเราฟ้องศาลแล้วทำให้เกิดมาตรการดีๆ ได้ คิดว่าเจ้าของเฟซบุ๊กเป็นคนฉลาด เป็นอัจฉริยะ เขาสามารถทำแพลตฟอร์มเฟซบุ๊กออกมาให้เราได้ใช้กัน เขาก็ต้องมีความฉลาดเป็นอัจฉริยะในการคิดระบบปกป้องคุ้มครองได้ แต่ถ้าเราเฉยเมย ไม่สนใจใดๆ เขาก็จะไม่คิดระบบป้องกันออกมา แล้วกลายเป็นแหล่งหลอกลวงทางออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก เพราะฉะนั้นการฟ้องครั้งนี้ไม่ได้ฟ้องเพื่อเอาชนะ จะฟ้องเพื่อให้การหลอกลวงลดลง"นางสาวบุญยืนกล่าว
ด้าน นางสาวสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค กล่าวว่า การฟ้องครั้งนี้ถือว่าเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่อยากเห็นความรับผิดชอบของเฟซบุ๊กต่อผู้บริโภคในประเทศไทย ที่ผ่านมาพบว่าปัญหาการหลอกลวงที่เกิดขึ้นจากเฟซบุ๊กมากที่สุด จำนวน 6,164 เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องฉ้อโกง ไม่ได้รับสินค้า และหลอกลวงลงทุน มีสแกมเมอร์ มีโรงแรมปลอม ในรอบ 4 เดือนของของศูนย์ต่อต้านภัยไซเบอร์เพบข้อมูลที่น่าสนใจ มีกว่า 121,921 คดีเฉลี่ยวันละ 1,016 คน ความเสียหายรวม 7,480 ล้านบาท
นางสาวสารีกล่าวว่า เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2567 สภาผู้บริโภค
ทำจดหมายถึง Meta ครั้งแรกถึงนายมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ด้วยตัวเอง ให้แก้ปัญหาฉ้อโกงและมิจฉาชีพบนเฟซบุ๊ก โดยให้เฟซบุ๊กมีนโยบายห้ามซื้อขายสินค้าผ่านหน้าเพจหรือโพสต์โดยตรง เสนอให้การขายไปอยู่ใน E-marketplace ของเฟซบุ๊ก คือให้แยกกันระหว่างโซเชียลมีเดีย กับอี-คอมเมิร์ซ และให้ลงทะเบียนลูกค้าคนที่ขายของ ถ้ามีคนถูกหลอกลงทุน หลอกซื้อตั๋วเครื่องบิน หลอกไปเที่ยวต่างประเทศ หลอกจองโรงแรมเนาะ หลอกขายของ คุณต้องเยียวยาเขา
นางสาวสารีกล่าวว่า นอกจากนี้ขอให้ตั้งนิติบุคคลในประเทศไทย เหมือนที่ดำเนินการในสิงคโปร์ เพื่อให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปตามกฎหมาย และมีความรับผิดต่อผู้บริโภคในประเทศ และก็จดทะเบียนเป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลด้วย
นางสาวสารีกล่าวว่า การฟ้องร้องในครั้งนี้มีเป้าหมายหลัก เพื่อยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองผู้บริโภคของแพลตฟอร์มให้เท่าเทียมสากล สำหรับเหตุผลสำคัญที่นำไปสู่การฟ้องร้องเฟซบุ๊กทั้งในแง่มุมทางกฎหมายและจริยธรรม มี 8 ข้อ ดังนี้
1) ปล่อยให้มีโฆษณาหลอกลวงและโฆษณาผิดกฎหมายเกลื่อนแพลตฟอร์ม ทั้งโฆษณาหลอกลงทุน แอบอ้างบุคคลสำคัญและดารา ขายสินค้าปลอม สินค้าไม่ผ่านมาตรฐาน ไปจนถึงเว็บพนันออนไลน์ที่แฝงตัวมาในรูปแบบโฆษณาที่ได้รับการสนับสนุน ชี้ให้เห็นว่าแพลตฟอร์มขาดการคัดกรอง หรือจงใจเปิดรับรายได้ค่าโฆษณาที่หลอกลวง โฆษณาจากธุรกิจที่ผิดกฎหมายและก่อความเสียหายต่อผู้บริโภค
2) เฟซบุ๊ก มาร์เก็ตเพลส (Facebook Marketplace) และระบบเพจ กลายเป็นแหล่งกระจายสินค้าเถื่อนและอาวุธ ทั้งสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ ยาและอาหารเสริมไม่ผ่าน อย. หรือไม่ผ่านมาตรฐาน มอก. ไปจนถึงสินค้าอันตรายและอาวุธ สะท้อนความล้มเหลวของระบบคัดกรองเนื้อหา
3) อัลกอริทึมชี้เป้าเหยื่อตรงกลุ่ม จนนำไปสู่ความสูญเสียถึงขั้นเสียชีวิต แพลตฟอร์มใช้ระบบวิเคราะห์พฤติกรรมผู้ใช้งานเพื่อนำเสนอเนื้อหาและโฆษณาตามความสนใจ แต่ในทางกลับกัน มิจฉาชีพก็อาศัยระบบเดียวกันยิงโฆษณาหลอกลวงได้อย่างแม่นยำ เช่น หลอกลงทุนหรือขายผลิตภัณฑ์สุขภาพไม่ได้มาตรฐาน ส่งผลให้ผู้บริโภคจำนวนมากสูญเสียทรัพย์สิน บางรายถึงขั้นหมดตัว จนเกิดความเครียดความเครียดสะสม หรือเป็นโรคซึมเศร้าจนตัดสินใจจบชีวิตตนเอง สะท้อนว่าปัญหาโฆษณาหลอกลวงบนแพลตฟอร์มไม่ได้สร้างเพียงความเสียหายทางการเงิน แต่กระทบต่อความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตของประชาชนด้วย
4) หากำไรบนความเดือดร้อนของผู้บริโภค เฟซบุ๊กมีรายได้มหาศาลจากการอนุมัติให้โฆษณา หรือ Sponsored Post ของกลุ่มมิจฉาชีพเข้าระบบ ทั้งการหลอกลงทุน หุ้นปลอม และขายสินค้าทิพย์ การรับเงินค่าโฆษณาโดยไม่กลั่นกรอง จึงเข้าข่ายการมีส่วนได้ส่วนเสียจากเม็ดเงินที่หลอกลวงประชาชน
5) ระบบยืนยันตัวตนล้มเหลว แพลตฟอร์มเปิดช่องให้มีการเปิดเพจหรือใช้บัญชี “อวตาร” สวมรอยแบรนด์ดังเพื่อยิงโฆษณา โดยไม่มีกลไกตรวจสอบข้อมูลบุคคลอย่างเข้มงวด เมื่อเกิดการฉ้อโกง ผู้บริโภคและพนักงานสอบสวนจึงไม่สามารถสืบหาตัวตนที่แท้จริงของอาชญากรได้
6) อาศัยช่องโหว่กฎหมายไทย หรือ Regulatory Arbitrage โดยเฟซบุ๊กจดทะเบียนเป็นเพียงผู้ให้บริการโซเชียลมีเดีย แม้จะมีการซื้อขายสินค้าและโฆษณาเชิงพาณิชย์บนแพลตฟอร์มจำนวนมาก ทำให้สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นได้ ขณะที่รายได้จากธุรกิจในไทยส่วนใหญ่ถูกนำไปเสียภาษีให้กับประเทศไอร์แลนด์ ซึ่งเป็นประเทศที่มีอัตราภาษีนิติบุคคลต่ำ และไม่เสียภาษีในประเทศ ส่งผลให้รัฐสูญเสียรายได้ภาษีและผู้บริโภคยังขาดกลไกคุ้มครองที่มีประสิทธิภาพ
7) ไร้ระบบปกป้องผู้ซื้อและการเยียวยา รวมถึงไม่มีมาตรการป้องกันผู้บริโภคที่เพียงพอ ข้อมูลจาก ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ หรือ ศูนย์เอซีเอสซี (ACSC: Anti Cyber Scam Center) ระบุว่า ผู้บริโภคควรใช้แพลตฟอร์มตลาดออนไลน์ (E-Commerce) ที่มีระบบกระเป๋าเงินกลาง หรือ Escrow System กักเงินไว้จนกว่าจะได้รับสินค้า เพื่อป้องกันความเสียหายจากการซื้อของไม่ได้ของ แต่เฟซบุ๊กไม่มีระบบดังกล่าว และไม่มีมาตรการเชิงป้องกันอื่นใดที่ออกแบบมาเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคก่อนเกิดความเสียหาย ปล่อยให้เกิดการโอนเงินตรงอย่างไร้การควบคุม และเมื่อเกิดการทุจริต มิจฉาชีพปิดบัญชีหนี โดยไม่มีมาตรการชดเชยเยียวยาจากผู้ให้บริการ
8) พฤติกรรมสองมาตรฐาน (Double Standard) และไม่ให้ความร่วมมือกับหน่วยงานไทย ในสหรัฐฯ ยุโรป และออสเตรเลีย เมตา ยอมปฏิบัติตามกฎหมายและตั้งระบบคัดกรองที่เข้มงวดเพื่อเลี่ยงโทษปรับ รวมถึงให้ความร่วมมือกับหน่วยงานกำกับดูแลในการทำให้แพลตฟอร์มปลอดภัยยิ่งขึ้น แต่ในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียนกลับไม่บังคับใช้มาตรฐานความปลอดภัยเดียวกัน และไม่ให้ความร่วมมือกับหน่วยงานไทยอย่างเพียงพอในการป้องกันและแก้ไขปัญหา เข้าข่ายเลือกปฏิบัติและละเลยความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของผู้บริโภคไทย
นางสาวสารีกล่าวว่า รัฐบาลต้องไม่ปล่อยให้แพลตฟอร์มข้ามชาติเข้ามาโกยกำไรค่าโฆษณาปีละกว่าหมื่นล้านบาท โดยทิ้งความเสียหายไว้ให้ประชาชนแบกรับ ในเมื่อมาตรการขอความร่วมมือจากภาครัฐที่ผ่านมาไม่ได้ผล สภาผู้บริโภคจึงจำเป็นต้องใช้กลไกทางศาลขับเคลื่อนเชิงรุก เพื่อบีบให้เมตา หรือ เฟซบุ๊ก ปฏิรูปโครงสร้างแพลตฟอร์ม ยืนยันตัวตนผู้ขายให้ครบ 100% และร่วมชดใช้เยียวยาผู้เสียหายตามมาตรฐานสากล
นางสาวสารีกล่าวว่า นอกจากนี้ สภาผู้บริโภคได้เปิดตัวแคมเปญ #ฉันก็โดนเหมือนกัน #แอปฟ้าพาหมดตัว #เฟซบุ๊กเพื่อนลัก เชิญชวนผู้บริโภคที่เคยถูกหลอกลวงผ่านเฟซบุ๊กให้ออกมาร่วมแชร์ประสบการณ์เพื่อสะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นจริงที่แพลตฟอร์มยอดนิยมระดับโลกกลับเมินเฉยต่อความเสียหายของผู้ติดตามเฟซบุ๊ก โดยร่วมกดดันทางสังคมให้บริษัทเมตา ต้องแสดงความรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นกับผู้บริโภคไทย
"ในวันที่ 8 มิถุนายน 2569 สภาผู้บริโภค พร้อมทนายความ และตัวแทนกลุ่มผู้เสียหายจะยื่นฟ้องร้องเฟซบุ๊กที่ศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก และวันที่ 19 มิถุนายน 2569 จะจัดเวทีเสวนาสาธารณะร่วมกับคณะอนุกรรมาธิการพาณิชย์และเศรษฐกิจดิจิทัล วุฒิสภา เพื่อรับฟังเสียงของผู้เสียหายจากเฟซบุ๊กและผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบาย"นางสาวสารีกล่าว




