"...จากข้อมูลของผู้ไม่ผ่านเกณฑ์ ก็มีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมากว่าทำให้คนที่จนจริง แต่กลับไม่ได้สิทธิ โดยเฉพาะเรื่องการมีกรรมสิทธิในรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ ที่เป็นรถเก่าแล้ว หรือขายไปแล้วแต่ไม่ได้ไปจดทะเบียนเปลี่ยนแปลง ซึ่งในการยื่นอุทธรณ์ทบทวนสิทธินี้ ทางนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะให้มีการกำหนดอายุรถให้ชัดเจนและคนที่ขายรถไปแล้ว หรือรถกลายเป็นซากไปแล้วก็ต้องไปจดทะเบียนยกเลิก เพื่อที่จะได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ..."
หลังประกาศรายชื่อผู้ที่ผ่านเกณฑ์ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมาจำนวนกว่า 9.5 ล้านคน ลดลงจากเดิมที่มีประมาณ 13 ล้านคน เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมากในหลายแง่มุม ทั้งเรื่องหลักเกณฑ์ที่มีช่องโหว่ ทำให้หลายคนที่เป็นผู้มีรายได้น้อยจริง แต่ถูกตัดสิทธิ รวมถึงเรื่องการใช้งบระมาณที่เป็นภาระการคลังค่อนข้างสูง
สำนักข่าว Next News นำข้อมูลของผู้ที่ผ่านและไม่ผ่านเกณฑ์มาพิจารณาดูแล้ว มีข้อน่าห่วงใยในหลายประเด็น
ทั้งนี้ มีผู้ที่เข้าระบบคัดกรองจำนวน 18.82 ล้านคน แบ่งเป็น
กลุ่มที่ 1 ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รายเดิม 12.70 ล้านคน
กลุ่มที่ 2 ผู้ไม่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ตามฐานข้อมูลความจำเป็นพื้นฐานของกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย และระบบสมุดพกครอบครัวอิเล็กทรอนิกส์ (MSO - LOGBOOK) ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ 0.74 ล้านราย
กลุ่มที่ 3 ผู้ไม่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่กระทรวงมหาดไทย สำรวจพบเพิ่มเติม 5.38 ล้านคน
หลังการคัดกรองตามเกณฑ์จากจำนวน 18.82 ล้านคนปรากฏว่ามีผู้ผ่านเกณฑ์กว่า 9.5 ล้านคนแบ่งตามอายุดังนี้
-อายุ 18-30 ปี ลงทะเบียน 2,652,147 คน (สัดส่วนคนลงทะเบียนตามกลุ่มอายุเทียบทั้งหมด 14.09%),ได้รับสิทธิ 1,262,865 คน (สัดส่วนคนที่ได้รับสิทธิตามกลุ่มอายุเทียบทั้งหมด 13.28%) คิดเป็นสัดส่วนได้รับสิทธิเทียบกับคนละเทียน 47.62% ไม่ได้รับสิทธิ 1,389,282 คน (สัดส่วนไม่ได้รับสิทธิเทียบกับคนลงทะเบียน 52.38%)
-อายุ 31-40 ปี ลงทะเบียน 2,193,726 คน (11.66%), ได้รับสิทธิ 1,119,228 คน (11.77%) คิดเป็นสัดส่วนได้รับสิทธิ 51.02% ไม่ได้รับสิทธิ 1,074,498 คน (48.98%)
-อายุ 41-50 ปี ลงทะเบียน 2,849,335 คน (15.14%) ได้รับสิทธิ 1,269,424 คน (13.35%) คิดเป็นสัดส่วนได้รับสิทธิ 44.55% ไม่ได้รับสิทธิ 1,579,911 คน (55.45%)
-อายุ 51-60 ปี ลงทะเบียน 4,080,850 คน (21.68%) ได้รับสิทธิ 1,735,819 คน (18.26%) คิดเป็นสัดส่วนได้รับสิทธิ 42.54% ไม่ได้รับสิทธิ 2,345,031 คน (57.46%)
-อายุ 61-70 ปี ลงทะเบียน 3,926,443 คน (20.86%) ได้รับสิทธิ 1,982,732 คน (20.86%) คิดเป็นสัดส่วนได้รับสิทธิ 50.50% ไม่ได้รับสิทธิ 1,943,711 คน (49.50%)
-อายุ 71 ปีขึ้นไป ลงทะเบียน 3,118,283 คน (16.57%) ได้รับสิทธิ 2,136,463 คน (22.47%) คิดเป็นสัดส่วนได้รับสิทธิ 68.51 ไม่ได้รับสิทธิ 981,820 คน (31.49%)
สรุปมีผู้ลงทะเบียน 18,820,784 คน ได้รับสิทธิ 9,506,531 คน คิดเป็นสัดส่วน 50.51% ไม่ได้รับสิทธิรวม 9,314,253 คน คิดเป็นสัดส่วน 49.49%

อินโฟฯ ข้อมูลสถิติ

ข้อมูลประกอบ
ข้อมูลที่น่าสนใจคือกลุ่มอายุของวัยทำงานคือตั้งแต่อายุ 18-60 ปี มีรวมถึง 5,387,336 คน ที่ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเดือนละ 300 บาท น่าเป็นห่วงว่าในวัยทำงานที่ควรจะเป็นกำลังสำคัญในระบบเศรษฐกิจ แต่กลับไม่มีรายได้เพียงพอ ภาครัฐต้องเข้าไปช่วยเหลือตกแล้วเดือนละกว่า 1.6 พันล้านบาท เป็นภารการคลังอย่างมาก สะท้อนถึงปัญหาโครงสร้างทางสังคมและเศรษฐกิจของไทย
ทั้งนี้ งบประมาณสำหรับโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 9 ปีที่ผ่านมา (2561-2569) ใช้งบประมาณไปกว่า 5.2 แสนล้านบาท และงบประมาณปี 2569 ใช้วงเงิน 61,586 ล้านบาท จากจำนวนผู้รับสิทธิ 13.17 ล้านคน ส่วนงบประมาณบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2570 ตั้งไว้ที่ 4.2 หมื่นล้านบาท หากไม่เพียงพออาจต้องใช้งบกลางมาอุดหนุนเพิ่มเติม
ขณะที่งบประมาณรายจ่ายประจำปีก็มีข้อจำกัดมากขึ้นเรื่อยๆ ต้องตั้งงบขาดดุลมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา ต้องกู้มาเป็นค่าใช้จ่ายต่างๆ เพราะรายรับไม่เพียงพอ และในงบประมาณปี 2571 รัฐบาลอาจต้องกู้เงินเพื่อมาจ่ายเงินเดือนและสวัสดิการของข้าราชการ และพนักงานของรัฐ เมื่อมีรายจ่ายประจำเพิ่มขึ้น ส่งผลให้งบประมาณด้านการลงทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ต้องลดลงไป ทำให้ประเทศมีโรครุมเร้า ป่วยเรื้อรัง เปรียบเป็นเบาหวาน ต้องงดแป้ง น้ำตาล ของหวาน หรือของอร่อยๆ ที่เคยกิน ไม่เช่นนั้นอาจเกิดแผลติดเชื้อลุกลามต้องตัดมือ-ขา และอาจเสียชีวิตได้ ดังนั้นรัฐบาลต้องเร่งตัดภาระต่างๆ ที่ไม่จำเป็นลง เพื่อไม่ให้การคลังประเทศต้องพังเสียหายในอนาคต
ส่วนกรณีของผู้ที่ไม่ผ่านแต่ละเกณฑ์ภาพรวม มีดังนี้
-มีกรรมสิทธิในรถยนต์ กลุ่ม 1 จำนวน 3,115,516 คน, กลุ่ม 2 จำนวน 219,890 คน, กลุ่ม 3 จำนวน 1,525,849 คน รวม 4,861,255 คน
-มีวงเงินสินเชื่อเกิน 100,000 บาท กลุ่ม 1 จำนวน 1,622,355คน , กลุ่ม 2 จำนวน 180,571 คน, กลุ่ม 3 จำนวน 852,533คน รวม 2,655,459 คน
-บุคคลไม่เข้าข่าย กลุ่ม 1 จำนวน 1,036,939 คน , กลุ่ม 2 1จำนวน 20,927คน , กลุ่ม 3 จำนวน 627,547คน รวม 1,785,413 คน
-รายได้เกิน 100,000 บาทต่อปี กลุ่ม 1 จำนวน 942,091 คน, กลุ่ม 2 จำนวน 162,724 คน , กลุ่ม 3 จำนวน 507,754คน รวม 1,612,569 คน
-มีกรรมสิทธิในอสังหาริมทรัพย์ กลุ่ม 1 จำนวน 308,584 คน , กลุ่ม 2 1จำนวน 44,112 คน , กลุ่ม 3 จำนวน 1,096,305 คน รวม 1,549,001 คน
-ทรัพย์สินทางการเงิน กลุ่ม 1 จำนวน 344,627 คน , กลุ่ม 2 จำนวน 68,531 คน , กลุ่ม 3 4จำนวน 52,991 คน รวม 866,149 คน
-มีบัตรเครดิต กลุ่ม 1 จำนวน 67,632 คน , กลุ่ม 2 จำนวน 45,044 คน , กลุ่ม 3 จำนวน 141,526 คน รวม 254,202 คน
@ ข้อมูลไม่ผ่านในแต่ละเกณฑ์เฉพาะเกณฑ์เดียว
-มีกรรมสิทธิในรถยนต์ กลุ่ม 1 จำนวน 1,694,885 คน , กลุ่ม 2 จำนวน 48,894 คน , กลุ่ม 3 จำนวน 486,420 คน รวม 2,230,199 คน
มีวงเงินสินเชื่อเกิน 100,000 บาท กลุ่ม 1 จำนวน 659,000 คน, กลุ่ม 2 จำนวน 34,356 คน , กลุ่ม 3 จำนวน 234,780 คน รวม 928,136
-บุคคลไม่เข้าข่าย กลุ่ม 1 จำนวน 274,029 คน , กลุ่ม 2 จำนวน 37,284 คน , กลุ่ม 3 จำนวน 217,228 คน รวม 528,541 คน
-รายได้เกิน 100,000 บาทต่อปี กลุ่ม 1 จำนวน 144,542 คน , กลุ่ม 2 จำนวน 12,383 คน, กลุ่ม 3 จำนวน 81,674 คน รวม 238,599คน
-มีกรรมสิทธิในอสังหาริมทรัพย์ กลุ่ม 1 จำนวน 124,850 คน , กลุ่ม 2 จำนวน 47,605 คน , กลุ่ม 3 จำนวน 446,350 คน รวม 618,805 คน
-ทรัพย์สินทางการเงิน กลุ่ม 1 จำนวน 143,290 คน, กลุ่ม 2 จำนวน 15,108 คน , กลุ่ม 3 จำนวน 141,976 คน รวม 300,374 คน
มีบัตรเครดิต กลุ่ม 1 จำนวน 2,779 คน , กลุ่ม 2 จำนวน 2,821 คน , กลุ่ม 3 จำนวน 22,254 คน รวม 27,854 คน

อินโฟฯ เจาะลึกสาเหตุ

ข้อมูลประกอบ
จากข้อมูลของผู้ไม่ผ่านเกณฑ์ ก็มีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมากว่าทำให้คนที่จนจริง แต่กลับไม่ได้สิทธิ โดยเฉพาะเรื่องการมีกรรมสิทธิในรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ ที่เป็นรถเก่าแล้ว หรือขายไปแล้วแต่ไม่ได้ไปจดทะเบียนเปลี่ยนแปลง ซึ่งในการยื่นอุทธรณ์ทบทวนสิทธินี้ ทางนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะให้มีการกำหนดอายุรถให้ชัดเจนและคนที่ขายรถไปแล้ว หรือรถกลายเป็นซากไปแล้วก็ต้องไปจดทะเบียนยกเลิก เพื่อที่จะได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
ส่วนกรณีกลุ่มนักเรียนในสังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) หรืออดีตการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไปหรือกลุ่มคนทำงานที่เข้ามาศึกษาต่อ ถือว่ามีสถานะเป็นนักเรียนหรือนักศึกษา ทำให้ถูกตัดสิทธิ จึงมีนักเรียนในกลุ่มนี้หลายคน ยื่นใบลาออกจากการศึกษา เพื่อจะได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ก็จะมีการพิจารณาตามข้อเท็จจริงของแต่ละคน
สำหรับกรณีที่มีชื่อเป็นกรรมการหรือผู้ถือหุ้นในบริษัทต่างๆ ทำให้ถูกตัดสิทธินั้น หากอ้างว่าถูกคนอื่นนำชื่อไปใช้ ก็จะต้องแจ้งยกเลิกก่อน ขณะเดียวกันการสำรวจครั้งนี้ก็จะได้ข้อมูลเรื่องการแอบอ้างนำชื่อคนอื่นไปเป็นผู้ถือหุ้นหรือกรรมการบริษัท ซึ่งอาจเป็นนิติบุคคลบัญชีม้า หรือให้เป็นนอมินีต่างชาติของกลุ่มมิจฉาชีพ จะได้นำข้อมูลดังกล่าวมให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดการต่อไป
การคัดกรองผู้ที่ลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิบัตรสวัสดิกการแห่งรัฐครั้งใหม่นี้ ทำให้ภาครัฐได้ฐานข้อมูลจำนวนมาก เป็นบิ๊กดาต้า ที่จะนำไปวิเคราะห์ในการแก้ปัญหาทั้งเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะกลุ่มคนวัยทำงานกว่า 5.3 ล้านคน ที่มีรายได้น้อย และภาครัฐต้องเข้าไปดูแล จะมีมาตรการอะไรที่จะดึงคนกลุ่มนี้ให้มีรายได้เพียงพอ เพื่อที่จะไม่เป็นภาระงบประมาณในระยะยาว
ขณะเดียวกันเกณฑ์คัดกรองหลายเกณฑ์ยังมีช่องโหว่ที่ไปตัดสิทธิผู้มีรายได้น้อยจริงๆ ก็จะต้องไปปรับแก้ เพื่อให้ได้รับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ




