News Logo
หน้าแรก
ผลวิจัย "พริก-ส้ม" ชี้ช่องโหว่ ภาคีวิชาการชง 4 ข้อเสนอคุมสารพิษตกค้าง

ผลวิจัย "พริก-ส้ม" ชี้ช่องโหว่ ภาคีวิชาการชง 4 ข้อเสนอคุมสารพิษตกค้าง

22 ก.ค. 2569 14:20
ผู้ชม 29 คน

ภาคีวิชาการชง 4 ข้อเสนอ ยกระดับระบบเฝ้าระวังสารพิษตกค้างระดับชาติ เปิดผลศึกษากรณี “พริก-ส้ม” ชี้ช่องว่างกลางน้ำ ทำให้ตรวจพบสินค้าเสี่ยงแต่ตามกลับไม่ถึงแปลงปลูก

เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) ร่วมกับสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล และ The Centre for Addiction and Mental Health (CAMH) ประเทศแคนาดา ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับภาคีด้านสุขภาพ การเกษตร โภชนาการ และความปลอดภัยอาหาร เปิดเผยข้อค้นพบและข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อยกระดับระบบเฝ้าระวังสารพิษตกค้างในผักและผลไม้สดของประเทศไทย

ข้อเสนอเน้นการเชื่อมโยงข้อมูลตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่แปลงปลูก การนำเข้า ล้ง โรงคัดบรรจุ ตลาดค้าส่ง ตลาดสด และห้างค้าปลีก ไปจนถึงจานอาหาร โดยใช้ “พริก” และ “ส้ม” เป็นกรณีนำร่องพัฒนาระบบข้อมูลและระบบตามสอบย้อนกลับระดับชาติ ก่อนขยายผลไปยังสินค้าเกษตรชนิดอื่นต่อไป

ข้อค้นพบดังกล่าวถูกนำเสนอในเวทีวิชาการและสื่อสารสาธารณะ “จากแปลงปลูกถึงจานอาหาร: ทำไมประเทศไทยต้องมีระบบเฝ้าระวังสารพิษตกค้างในผักและผลไม้สดระดับชาติ” ณ โรงแรมเบสท์ เวสเทิร์น จตุจักร กรุงเทพมหานคร

เวทีนี้มุ่งผลักดันให้การตรวจสารพิษตกค้างไม่หยุดอยู่เพียงการรายงานผลที่ตลาดหรือจุดจำหน่าย แต่ต้องสามารถระบุแหล่งที่มาของสินค้า ตามกลับไปถึงจุดเกิดปัญหา และนำข้อมูลไปใช้แก้ไขกระบวนการผลิตเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ

NCDs ต้องแก้ด้วยความร่วมมือหลายภาคส่วน

ดร.นพ.บัณฑิต ศรไพศาล Scientist, The Centre for Addiction and Mental Health และนักวิจัยประจำโครงการ กล่าวว่า โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs ไม่ได้เกิดจากพฤติกรรมของประชาชนหรือระบบบริการสุขภาพเพียงด้านเดียว แต่เกี่ยวข้องกับระบบอาหาร การผลิตสินค้าเกษตร การตลาด การศึกษา เศรษฐกิจ และนโยบายของหน่วยงานนอกภาคสุขภาพ

การป้องกัน NCDs จึงต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน โดยความปลอดภัยของอาหารควรเริ่มตั้งแต่การเลือกใช้สารเคมี วิธีเพาะปลูก การรับรองมาตรฐาน การรวบรวมผลผลิต และการกระจายสินค้า ไปจนถึงการมีระบบเฝ้าระวังสารพิษตกค้างในผัก ผลไม้ และอาหาร ไม่ใช่รอแก้ปัญหาเมื่ออาหารเดินทางมาถึงผู้บริโภคแล้ว

โครงการนี้ใช้แนวทาง User-oriented Comprehensive Integrated Knowledge Translation หรือ UCIKT ซึ่งเชื่อมโยงผู้ผลิตความรู้ ผู้ใช้ข้อมูล หน่วยงานนโยบาย และผู้ปฏิบัติงาน ให้ร่วมกำหนดโจทย์ ทำงานวิชาการ และพัฒนาทางเลือกเชิงนโยบายที่นำไปใช้ได้จริง

ดร.นพ.บัณฑิต ศรไพศาล

ดร.นพ.บัณฑิต ศรไพศาล

สารตกค้างปริมาณน้อย อาจสร้างความเสี่ยงเมื่อได้รับต่อเนื่อง

ภก.รศ.ดร.วงศ์วิวัฒน์ ทัศนียกุล ผู้ทรงคุณวุฒิคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า แม้ผักและผลไม้จะมีความสำคัญต่อการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค แต่ต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัยควบคู่กันไปด้วย โดยสารตกค้างอาจมาจากสารกำจัดแมลง สารกำจัดวัชพืช สารป้องกันเชื้อรา โลหะหนักจากดิน น้ำ หรือปุ๋ย รวมถึงสารจากบรรจุภัณฑ์และชีวพิษบางชนิด

ความเสี่ยงไม่ได้จำกัดอยู่ที่พิษเฉียบพลันเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการได้รับสารปริมาณน้อยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสารที่อาจรบกวนระบบต่อมไร้ท่อ กระตุ้นภาวะเครียดออกซิเดชันและการอักเสบเรื้อรัง ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของระบบเมแทบอลิซึม ระบบสืบพันธุ์ ระบบหัวใจและหลอดเลือด มะเร็ง และโรคของระบบประสาท

อย่างไรก็ตาม เนื่องจาก NCDs เกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน จึงไม่ควรสื่อสารในลักษณะที่ทำให้ประชาชนหวาดกลัวหรือหยุดบริโภคผักและผลไม้ แต่ควรพัฒนาระบบข้อมูล การเฝ้าระวัง และการตามสอบย้อนกลับ เพื่อให้ประชาชนบริโภคอาหารที่มีประโยชน์ได้อย่างมั่นใจ

ภก.รศ.ดร.วงศ์วิวัฒน์ ทัศนียกุล

ภก.รศ.ดร.วงศ์วิวัฒน์ ทัศนียกุล

ผลวิจัยชี้ ตรวจพบที่ตลาดแต่ตามกลับไม่ถึงแปลง

รศ.ดร.ชนิพรรณ บุตรยี่ สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล นำเสนอผลการวิจัยเรื่อง “การพัฒนาระบบข้อมูลสารพิษตกค้างในผักและผลไม้สดระดับชาติ” ซึ่งศึกษาห่วงโซ่อุปทานพริกและส้มตลอดสาย ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ

ผลการศึกษาพบว่าประเทศไทยมีหลายหน่วยงานดำเนินการตรวจสารพิษตกค้าง แต่ข้อมูลยังแยกกันตามภารกิจของแต่ละหน่วยงาน จึงไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจนว่าสินค้าที่ตรวจพบสารตกค้างมาจากแปลงใด ผ่านผู้รวบรวมหรือล้งใด และควรกลับไปแก้ไขที่จุดใด โดยพริกที่สุ่มตรวจจากปลายน้ำสามารถตามกลับถึงต้นน้ำได้เพียงร้อยละ 7 ส่วนส้มตามสอบกลับได้ร้อยละ 28

ข้อค้นพบสะท้อนว่า จุดรวบรวม คละ และกระจายผลผลิตที่ตลาดค้าส่งใหญ่ โดยเฉพาะล้งซึ่งดูแลสินค้าผักและผลไม้สูงถึงร้อยละ 60-80 ของตลาด กลับไม่ได้ถูกกำกับดูแลโดยรัฐ ทำให้ระบบข้อมูลเฝ้าระวังสารพิษตกค้างตลอดห่วงโซ่อุปทานไม่สามารถเกิดขึ้นได้ งานวิจัยจึงเสนอให้ยกระดับล้งจากจุดผ่านสินค้า ให้เป็นศูนย์กลางการจัดเก็บและเชื่อมโยงข้อมูล หรือ Traceability Hub เช่นเดียวกับโรงคัดบรรจุ เนื่องจากเป็นจุดที่ผลผลิตจากเกษตรกรจำนวนมากถูกรวบรวมก่อนกระจายไปยังตลาดทั่วไป

รศ.ดร.ชนิพรรณ บุตรยี่

รศ.ดร.ชนิพรรณ บุตรยี่

เปิด 4 ข้อเสนอเชิงนโยบาย ยกระดับความปลอดภัยทั้งห่วงโซ่

1. เพิ่มเกษตรกรเข้าสู่มาตรฐาน GAP และเกษตรอินทรีย์ เสนอให้พัฒนามาตรฐานขั้นพื้นฐานด้านการใช้สารเคมีอย่างปลอดภัย (Primary GAP) สนับสนุนค่าใช้จ่ายและสินเชื่อแก่เกษตรกรรายย่อยเพื่อเข้าสู่การรับรองมาตรฐาน GAP เพิ่มงบประมาณและบุคลากรตรวจรับรอง รวมถึงให้ภาครัฐและเอกชนเปิดพื้นที่สร้างตลาดรองรับผลผลิต GAP ทั้งนี้ เกษตรกรจำนวนหนึ่งยังขาดแรงจูงใจเข้าสู่ระบบ เนื่องจากมีต้นทุนและขั้นตอนเพิ่มขึ้น แต่ผลผลิตอาจขายได้ราคาไม่ต่างจากสินค้า non-GAP การส่งเสริมมาตรฐานจึงต้องเชื่อมโยงกับโอกาสทางตลาดและรายได้ของเกษตรกรด้วย

2. ขยายการกำกับดูแลล้ง เสนอให้รัฐกำกับดูแลล้งอย่างเป็นระบบ พร้อมสนับสนุนความรู้ เทคโนโลยี งบประมาณ และสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อปรับปรุงสถานประกอบการและระบบจัดเก็บข้อมูล ให้ล้งมีบทบาทเชื่อมโยงข้อมูลจากตลาดกลับไปยังแปลงปลูก เช่นเดียวกับโรงคัดบรรจุที่มีประกาศฯ 386 กำกับดูแลอยู่แล้ว เพื่อให้สามารถตามสอบกลับไปยังต้นทางและแก้ไขปัญหาสารพิษตกค้างในผักและผลไม้ได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น

3. ปรับการตรวจปลายน้ำให้ใช้ประเมินประสิทธิภาพระบบ เสนอให้นำผลการสุ่มตรวจที่ตลาดปลายน้ำไปใช้ประเมินว่ามาตรการต้นน้ำและกลางน้ำได้ผลหรือไม่ โดยข้อมูลจากการตรวจต้องถูกส่งกลับไปยังหน่วยงานและผู้เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบ เพื่อนำไปแก้ไขกระบวนการผลิตให้ปลอดภัยตั้งแต่ต้นน้ำ ไม่ใช่เพียงใช้รายงานจำนวนตัวอย่างที่ตรวจพบสารตกค้างเพื่อสำรวจสถานการณ์เท่านั้น

4. สร้างความต้องการบริโภคผักและผลไม้ปลอดภัยในกลุ่มผู้บริโภคและเพิ่มตลาดสำหรับผักและผลไม้ปลอดภัย เสนอให้หน่วยงานรัฐ โรงพยาบาล โรงเรียน สถานดูแลผู้สูงอายุ และสถานประกอบการ เพิ่มสัดส่วนการจัดซื้อผักและผลไม้ปลอดภัย เปิดพื้นที่จำหน่ายตรงแก่เกษตรกร และสื่อสารแหล่งซื้อที่น่าเชื่อถือแก่ประชาชน การสร้างตลาดจะช่วยให้เกษตรกรที่ลงทุนรักษามาตรฐานได้รับผลตอบแทน ขณะเดียวกันประชาชนก็เข้าถึงสินค้าปลอดภัยในราคาที่เหมาะสม นอกจากนี้การรณรงค์สื่อสารให้ผู้บริโภคเห็นความสำคัญของการบริโภคอาหารปลอดภัยก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน เพราะหากผู้ซื้อไม่ต้องการ ผู้ขายก็จะไม่มีแรงจูงใจผลิตอาหารปลอดภัย

ข้อเสนอทั้ง 4 ด้านนี้มุ่งเปลี่ยนระบบเฝ้าระวังจากการตรวจเพื่อรายงานสถานการณ์ ไปสู่ระบบที่สามารถตามสอบย้อนกลับ ป้องกัน และจัดการปัญหาได้ตั้งแต่ต้นทาง

ภาคีห่วงโซ่อุปทานร่วมย้ำ ทางออกต้องปฏิบัติได้จริง

ภายในเวทียังมีการแลกเปลี่ยนความเห็นระหว่างผู้แทนจากสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล สมาคมการค้าตลาดกลางค้าส่งสินค้าเกษตรไทย กลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปลงใหญ่ส้มสายน้ำผึ้ง อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ และผู้ประกอบการฟาร์มผัก

เสียงจากเวทีสะท้อนตรงกันว่า การยกระดับความปลอดภัยของผักและผลไม้ไม่ควรทำด้วยการเพิ่มข้อบังคับหรือภาระให้ผู้ผลิตฝ่ายเดียว แต่ต้องเชื่อมโยงมาตรฐาน ข้อมูล การตรวจสอบ ตลาด เงินทุน และแรงจูงใจเข้าด้วยกัน พร้อมเปิดให้เกษตรกร ผู้รวบรวม ตลาด และผู้บริโภคมีส่วนร่วมออกแบบระบบ ทั้งนี้ ข้อค้นพบจากกรณีศึกษาพริกและส้มจะถูกนำไปพัฒนาเป็นข้อเสนอเชิงระบบ ส่งต่อไปยังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงสาธารณสุข คณะกรรมการอาหารแห่งชาติ ตลอดจนกลไกด้านอาหารปลอดภัยและภาคีตลาด เพื่อผลักดันระบบเฝ้าระวังสารพิษตกค้างระดับชาติที่เชื่อมโยงข้อมูลและจัดการปัญหาได้ตั้งแต่แปลงปลูกถึงจานอาหาร

“อาหารปลอดภัยไม่ควรเริ่มต้นเมื่อสินค้ามาถึงจานของผู้บริโภค แต่ต้องได้รับการออกแบบและดูแลร่วมกันตลอดเส้นทาง ตั้งแต่แปลงปลูก การนำเข้า จุดรวบรวม โรงคัดบรรจุ ตลาด ซุปเปอร์มาร์เก็ตในห้าง ไปจนถึงระบบข้อมูลที่สามารถตามกลับไปแก้ไขปัญหาได้จริง”

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ยุโรปเจอวิกฤต ‘คลื่นความร้อน’ โอกาสไทยส่งออกแอร์พุ่งต่อเนื่อง
ยุโรปเจอวิกฤต ‘คลื่นความร้อน’ โอกาสไทยส่งออกแอร์พุ่งต่อเนื่อง