'เหตุกราดยิงในโรงเรียน' ไม่ได้เกิดจากแค่เรื่องติดเกมหรือถูกบูลลี่ ผู้เชี่ยวชาญเผยเกิดจากหลายปัจจัยทับซ้อนกัน พร้อมย้ำโรงเรียนควรมีระบบประเมินภัยคุกคามที่มีประสิทธิภาพเพื่อป้องกันเหตุร้าย
‘เหตุกราดยิง’ ได้เกิดขึ้นในประเทศไทยอีกครั้ง ภาพของนักเรียนและครูที่วิ่งหนีตาย ได้สร้างความสะเทือนใจให้กับสังคมในวงกว้าง ทั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี เบื้องต้นมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 8 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 22 ราย
แม้คำว่า ‘กราดยิง’ ที่ดูเหมือนการโจมตีโดยไม่ได้พุ่งเป้าไปที่ใครเป็นพิเศษ แต่แท้จริงแล้ว การกระทำดังกล่าวกลับสะท้อนถึงความไม่มั่นคงภายในและภาวะวิกฤตทางใจของผู้ก่อเหตุอย่างรุนแรง ทั้งนี้ ‘ปีเตอร์ แลงแมน’ ผู้อำนวยการองค์กร KidsPeace และผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาเยาวชนที่ก่อเหตุกราดยิงในโรงเรียน ได้อธิบายไว้ว่า เหตุผลที่นำไปสู่การกราดยิงนั้น มีความซับซ้อนเกินกว่าจะอธิบายได้อย่างตรงไปตรงมา หรือสรุปสาเหตุได้จากปัจจัยเพียงประการเดียว
แลงแมนอธิบายด้วยว่า เด็กที่ก่อเหตุกราดยิงไม่ใช่เด็กที่เพียงถูกบูลลี่ ติดเกม หรือเสพสื่อมากจนเกินไป แต่มักจะมีปัญหาสุขภาพใจอย่างรุนแรง ซึ่งข้อเท็จจริงเหล่านี้มักถูกลดทอนในการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับเหตุการณ์กราดยิงในโรงเรียน
จากการศึกษา เขาได้จำแนกประเภทของผู้ก่อเหตุกราดยิงในโรงเรียนออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ ผู้ก่อเหตุที่มีบาดแผลทางจิตใจ (Traumatized shooter) ผู้ก่อเหตุที่มีอาการต่อต้านสังคมหรือไร้ความเห็นอกเห็นใจ (Psychopathic shooter) และ 3.ผู้ที่มีอาการโรคจิตหรือหลงผิด (Psychotic shooter)
สำหรับผู้ก่อเหตุที่มีบาดแผลทางจิตใจ แลงแมนอธิบายว่า คนกลุ่มนี้อาจอยู่ในครอบครัวที่ยากจน หรือถูกละเลยจากคนในครอบครัว บางคนถูกทำร้ายร่างกาย หรือถูกล่วงละเมิดทางเพศ นอกจากนี้หลายคนมีความไม่มั่นคงในชีวิต บางคนต้องย้ายที่อยู่ไปมาระหว่างพ่อ แม่ หรือยาย หรือบางคนก็ต้องเข้าออกสถานสงเคราะห์เด็กเป็นประจำ ซึ่งความโกรธเคืองหรือภาวะซึมเศร้าจะค่อยๆ ก่อร่างสร้างตัวใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ
ส่วนอีก 2 ประเภทที่เหลือดูจะแตกต่างกันออกไป แลงแมนอธิบายว่า คนกลุ่มนี้มักมาจากพื้นฐานทางบ้านที่มั่นคงและสมบูรณ์ อาทิ กลุ่มต่อต้านสังคมหรือไร้ความเห็นอกเห็นใจ อาจมีภาวะหลงตัวเอง ไม่สนใจผู้อื่น ไม่เคารพกฎหมายหรือใครทั้งนั้น ซึ่งคนกลุ่มนี้อาจรู้สึกตื่นเต้นกับการได้มีอำนาจในการชี้ขาดความเป็นความตาย
ทั้งนี้ เขาได้อธิบายถึงสัญญาณเตือนภัยก่อนก่อเหตุเอาไว้ว่าผู้ก่อเหตุจะมี ‘พฤติกรรมที่การเตรียมตัว’ อาทิ การสะสมอาวุธ การค้นคว้าหาข้อมูลเกี่ยวกับการกราดยิง หรือเตือนเพื่อนไม่ให้มาโรงเรียนในวันนั้น ลำดับถัดมาคือ ‘การส่งสัญญาณเตือน’ อาทิ การพูดถึงแผนการก่อเกตุ หรือการชวนเพื่อนมาร่วมก่อเหตุ แลงแมนระบุด้วยว่า กระบวนการต่างๆ จะค่อยเป็นค่อยๆ และใช้เวลา ไม่มีทางที่เด็กคนหนึ่งจะตื่นขึ้นมาและก่อเหตุกราดยิงหรือเป็นฆาตรกรได้ในทันที
สำหรับแนวทางการป้องกัน แลงแมนแนะนำว่า โรงเรียนควรมีระบบและขั้นตอนในการประเมินภัยคุกคามเพื่อมองหาสัญญาณเตือน ก่อนที่เด็กสักคนจะถือปืนเข้ามาในโรงเรียน ซึ่งเรื่องนี้สอดคล้องกับบทความที่เผยแพร่โดย ‘กระทรวงยุติธรรมของสหรัฐอเมริกา’ ที่ระบุว่า ผู้ก่อเหตุกราดยิงมักส่งสัญญาณหรือบอกเล่าแผนการผ่านสื่อสังคมออนไลน์ หรือบอกเพื่อนตรงๆ
ทั้งนี้ การส่งสัญญาณดังกล่าวนั้นสัมพันธ์กับการส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ ซึ่งเปิดโอกาสให้สามารถเข้าระงับเหตุได้ทันท่วงที โดยจากการวิเคราะห์กรณีศึกษาการป้องกันเหตุกราดยิงในโรงเรียนพบว่า การเข้าแทรกแซงในภาวะวิกฤตถือเป็นกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันเหตุกราดยิง
ขณะเดียวกัน นักเรียนหรือกลุ่มเพื่อนควรได้รับการฝึกอบรมว่า หากพบสิ่งผิดปกติหรือเห็นสัญญาณเตือนจากเพื่อน ให้รีบแจ้งเตือนภัยคุกคามนั้นต่อบุคลากรที่เกี่ยวข้องทันที โดยจำเป็นต้องเน้นย้ำให้พวกเขามองเห็นผลกระทบอันร้ายแรงที่อาจตามมา นอกจากนี้ ครูควรคอยสอดส่องพฤติกรรมของนักเรียนอย่างใกล้ชิดและสังเกตสัญญาณเตือนต่างๆ ซึ่งเคยมีกรณียกตัวอย่างที่ว่า มีนักเรียนคนหนึ่งเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับการฆ่าเด็กคนอื่นในโรงเรียนส่งเป็นงานชั้นเรียน แล้วหลังจากนั้นไม่นาน เขาก็ลงมือก่อเหตุตรงตามสิ่งที่เขียนไว้เป๊ะๆ ซึ่งนี่ถือเป็นสัญญาณเตือนสำคัญที่ครูจำเป็นต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด
ทั้งนี้ แลงแมนได้เน้นย้ำว่า การก่อเหตุกราดยิงมีปัจจัยประกอบสร้างหลายอย่าง หลายชั้น และเกิดจากหลายแรงจูงใจ คนจำนวนมากมักพยายามชี้สาเหตุไปที่ปัจจัยเพียงอย่างเดียว เช่น เด็กติดเกม เด็กถูกบูลลี่ หรือเด็กลอกเลียนแบบจากภาพยนตร์ ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีทางเป็นเช่นนั้น เพราะยังมีเด็กอีกหลายล้านคนที่ดูภาพยนตร์เรื่องเดียวกัน เล่นเกมเดียวกัน แต่สิ่งที่ต้องมองให้ลึกลงไปกว่านั้นคือ หากเด็กคนหนึ่งหมกมุ่นกับเกมอย่างมาก เราจำเป็นต้องตั้งคำถามต่อว่า ทำไมเขาถึงถูกดึงดูดเข้าหาสิ่งนั้น สภาพครอบครัวเขาเป็นอย่างไร มีใครในครอบครัวปฏิเสธเขาหรือไม่ หรือเขาใช้ยาเสพติดหรือเปล่า ซึ่งอาจมีปัจจัยอีกนับสิบประการที่สั่งสมร่วมกันจนนำไปสู่การก่อเหตุได้ ดังนั้น การทำความเข้าใจปัญหาความรุนแรงในโรงเรียนจึงจำเป็นต้องหลีกเลี่ยงความคิดแบบลดทอน (Avoid Reductionist Thinking) เป็นอันดับแรกๆ
อย่างไรก็ดี เหตุการณ์ดังกล่าวได้สร้างความสูญเสียให้กับผู้คนจำนวนมาก ขณะเดียวกันก็สะท้อนให้เห็นปัญหาครอบคลุมหลายหลายด้าน ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าเรื่องนี้ครอบคลุมตั้งแต่ ปัญหาสุขภาพใจ โดยเฉพาะเรื่องบาดแผลทางจิตใจในวัยเด็กที่กัดกินหัวใจผู้คนจำนวนมาก รวมถึงปัญหาครอบครัว ปัญหาภายในโรงเรียน ตลอดจนปัญหาเชิงโครงสร้าง อย่างเรื่องการครอบครองอาวุธปืน หรือการขาดแคลนบุคลากรทางการศึกษาที่เพียงพอ ซึ่งเรื่องนี้ไม่สามารถชี้นิ้วไปที่ใครคนหนึ่งเพื่อแก้ปัญหาได้ แต่จำเป็นต้องแก้ปัญหาร่วมกันอย่างเป็นระบบ เพื่อป้องกันไม่ให้โศกนาฎกรรมดังกล่าวเกิดขึ้นอีกในประเทศไทย
อ้างอิง




