สภาผู้บริโภคจัดนิทรรศการ “SPEAK UP : เราต้องไม่ยอมจำนน” ครั้งแรกของไทยที่นำปัญหาและประสบการณ์จริงของผู้บริโภคมาถ่ายทอดผ่านงานศิลปะ ร่วมปลุกพลัง เดินหน้า 4 ประเด็น “ราคาของการเดินทาง” -“ห้องเช่าใต้เงาสัญญา” - “ผีหน้าจอ”-“อสูรกายเหนือเมือง” เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง
สำนักข่าว Next News รายงานว่าสภาผู้บริโภค เปิดนิทรรศการศิลปะสะท้อนปัญหาผู้บริโภค “SPEAK UP : เราต้องไม่ยอมจำนน” ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2569 นับเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่นำปัญหาและประสบการณ์จริงของผู้บริโภคมาถ่ายทอดผ่านงานศิลปะ เพื่อทำให้เรื่อง “สิทธิ” ที่อาจถูกมองว่าซับซ้อนและไกลตัว กลายเป็นเรื่องที่มองเห็น เข้าใจ และเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันได้ โดยมีนางศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงาน พร้อมนาย ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพฯนางสาวบุญยืน ศิริธรรม ประธานสภาผู้บริโภค และนางสาวสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค ร่วมประกาศพลัง “ไม่ยอมจำนน” ต่อความไม่เป็นธรรม
นางศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ศิลปะเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ทรงพลัง เพราะไม่ได้เพียงทำให้คนเห็นปัญหา แต่ทำให้หยุดมอง หยุดคิด และรู้สึกกับสิ่งที่บางครั้งสังคมอาจเคยชินจนมองข้าม นิทรรศการนี้จึงเป็นรูปแบบใหม่ของการสื่อสารเรื่องสิทธิผู้บริโภค โดยเปลี่ยนปัญหาที่มักปรากฏในรูปคำร้องเรียน เอกสาร ข้อกฎหมาย หรือตัวเลข ให้กลายเป็นประสบการณ์ที่ผู้ชมสัมผัสได้ โดยเฉพาะเมื่อปัญหาผู้บริโภคเป็นเรื่องใกล้ตัว
“การคุ้มครองผู้บริโภคไม่ได้หมายถึงเพียงการแก้ไขเมื่อเกิดความเสียหาย แต่ยังหมายถึงการทำให้สังคมมองเห็นปัญหา กล้าตั้งคำถาม และร่วมกันผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง หลายครั้งการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากเสียงเล็กๆ ของคนเพียงคนเดียว และเมื่อเสียงเหล่านั้นถูกรวบรวมและขยาย ก็สามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่ขึ้นได้”นางศุภมาสกล่าว
ด้านนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพฯกล่าวว่า คำว่า “SPEAK UP” มีความหมายกับการทำงานของเมือง เพราะเมืองที่ดีไม่ใช่เมืองที่ไม่มีปัญหา แต่คือเมืองที่เมื่อประชาชนพบปัญหาแล้วสามารถส่งเสียง มีคนรับฟัง และเสียงนั้นมีโอกาสนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง ทั้ง 4 ปัญหาที่นิทรรศการหยิบยกขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นการซื้อสินค้าออนไลน์ การเดินทาง สายสื่อสาร หรือห้องเช่า ล้วนเกิดขึ้นในพื้นที่ชีวิตประจำวันของคนเมือง และหลายเรื่องเชื่อมโยงกับการทำงานของกรุงเทพมหานคร ทั้งด้านการเดินทาง ความปลอดภัย และคุณภาพชีวิต แม้บางเรื่องจะไม่ได้อยู่ในอำนาจของ กทม. โดยตรง แต่โจทย์สำคัญไม่ควรหยุดเพียงคำถามว่า “เรื่องนี้เป็นอำนาจของใคร” หากต้องถามต่อว่า “แล้วเราจะร่วมกันทำอะไรได้บ้าง”
“เสียงของประชาชนไม่ใช่การสร้างปัญหาให้เมือง แต่เป็นข้อมูลสำคัญที่ช่วยให้เรารู้ว่า เมืองยังมีตรงไหนที่ต้องทำให้ดีขึ้น ขณะเดียวกันคนที่มีหน้าที่รับผิดชอบก็ต้องพร้อมฟัง และเมื่อฟังแล้วต้องพยายามทำให้เสียงนั้นนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรม” ผู้ว่าฯ กทม. กล่าว
นางสาวบุญยืน ศิริธรรม ประธานสภาผู้บริโภค กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของสภาผู้บริโภคมาจากพลังของประชาชนตัวเล็กๆ ที่เคยถูกเอาเปรียบและตกอยู่ในภาวะ “ยอมจำนน” ก่อนรวมตัวกันเพื่อผลักดันสิทธิผู้บริโภค จนเกิดเป็นองค์กรของผู้บริโภคที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของประชาชน
“สภาผู้บริโภคเชื่อมาตลอดว่า พลังผู้บริโภค คือพลังแห่งการเปลี่ยนแปลง คนตัวเล็กๆ คนเดียวอาจไม่มีแรงพอจะต่อสู้กับความไม่เป็นธรรม แต่ถ้าเรารวมเสียงกัน จับมือกัน เราจะกลายเป็นพลังที่ใครก็มองข้ามไม่ได้” นางสาวบุญยืนกล่าว และว่า การเลือกใช้ศิลปะจึงมีความหมายมากกว่าความสวยงาม เพราะเบื้องหลังเรื่องร้องเรียนทุกเรื่องคือคนจริงที่ได้รับความเดือดร้อนจริง เมื่อความทุกข์ถูกถ่ายทอดเป็นเพียงตัวเลขหรือรายงาน ผู้คนอาจไม่รู้สึกถึงผลกระทบ แต่เมื่อกลายเป็นภาพและเรื่องเล่า ความทุกข์และเสียงที่เคยถูกมองข้ามสามารถถูกมองเห็นได้ชัดขึ้น โดยหัวใจของงานคือการบอกกับผู้บริโภคว่า เมื่อพบความไม่ถูกต้อง “ให้ลุกขึ้นมาส่งเสียงเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม”
นางสาวสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค กล่าวว่า ตลอดกว่า 30 ปีของการทำงานด้านผู้บริโภค สิ่งหนึ่งที่พบคือสังคมไทยมักถูกสอนให้หลีกเลี่ยงปัญหาและอดทนเมื่อถูกเอาเปรียบ แต่การบ่นเพียงอย่างเดียวไม่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ การพูดออกมาอย่างถูกที่ถูกทางต่างหากที่สามารถเปลี่ยนปัญหาได้จริง
“ร้องทุกข์หนึ่งครั้ง ดีกว่าบ่นพันครั้ง เพราะการบ่นไม่เคยเปลี่ยนอะไร แต่การพูดออกมาให้ถูกที่ถูกทางต่างหากที่เปลี่ยนได้จริง คนที่ลุกขึ้นมาร้องเรียนไม่ใช่คนเรื่องมาก แต่คือทัพหน้า เป็นคนที่ยอมออกแรงแทนคนอีกเป็นล้านที่อาจเจอปัญหาเดียวกันแต่เลือกที่จะเงียบ” นางสาวสารีกล่าว
นางสาวสารีกล่าวว่า ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา สภาผู้บริโภครับเรื่องร้องเรียนแล้วมากกว่า 68,000 เรื่อง และช่วยเยียวยาความเสียหายคืนให้ผู้บริโภคได้หลายร้อยล้านบาท แต่ภารกิจไม่ได้หยุดอยู่ที่การแก้ปัญหาเป็นรายกรณี โดยเฉพาะเมื่อคู่กรณีเป็นบริษัทข้ามชาติหรือสถาบันการเงินขนาดใหญ่ที่ผู้บริโภคเพียงคนเดียวอาจไม่สามารถต่อสู้ได้ สภาผู้บริโภคจึงนำปัญหาเหล่านั้นไปสู่การดำเนินคดีและผลักดันการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ
“หนึ่งในตัวอย่างคือกรณีมิจฉาชีพซื้อโฆษณาหลอกผู้บริโภคบนเฟซบุ๊ก หลังเจรจากับแพลตฟอร์มมากว่าหนึ่งปีแต่ความเสียหายยังเกิดขึ้น สภาผู้บริโภคจึงยื่นฟ้องผู้เกี่ยวข้อง โดยเป็นตัวแทนผู้เสียหายกลุ่มแรก 10 ราย มูลค่าความเสียหายกว่า 230 ล้านบาท เพื่อผลักดันหลักการว่า ความเสียหายต้องถูกเรียกร้องไปถึงผู้ที่ควบคุมระบบและผู้ให้บริการทางการเงิน ไม่ใช่ปล่อยให้ผู้บริโภคแบกรับความสูญเสียเพียงฝ่ายเดียว”นางสาวสารีกล่าว
นางสาวสารีกล่าวว่า นิทรรศการ SPEAK UP ไม่ได้หยุดอยู่ที่การสะท้อนปัญหา แต่เชื่อมโยงกับ 4 ประเด็นนโยบายที่สภาผู้บริโภคกำลังขับเคลื่อนในปี 2569 และนำมาถ่ายทอดเป็นงานภาพเล่าเรื่อง ได้แก่ “ราคาของการเดินทาง” “ห้องเช่าใต้เงาสัญญา” “ผีหน้าจอ” และ “อสูรกายเหนือเมือง”
นางสาวสารีกล่าวว่า ประเด็นแรกคือ มาตรการยืนยันตัวตนคนขายออนไลน์ (e-KYM) เพื่อแก้ปัญหาร้านค้าและผู้ขายที่ไม่สามารถตรวจสอบตัวตนได้ โดยผลักดันให้ผู้บริโภคสามารถรู้ได้ว่ากำลังซื้อสินค้ากับใคร และใครต้องรับผิดชอบเมื่อเกิดความเสียหาย ซึ่งล่าสุดสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้ริโภค(สคบ.) รับข้อเสนอไปดำเนินการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA)
นางสาวสารีกล่าวว่า ประเด็นที่สอง จัดระเบียบสายสื่อสารทั่วประเทศ จากปัญหาสายห้อยต่ำ รกรุงรัง และกลายเป็นความเสี่ยงต่อชีวิตและทรัพย์สิน โดยผลักดันให้ตัวแทนผู้บริโภคร่วมติดตามการจัดระเบียบสายสื่อสารกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัด พร้อมเสนอให้มีกลไกเยียวยาผู้ได้รับความเสียหาย
นางสาวสารีกล่าวว่า ประเด็นที่สาม พัฒนาระบบขนส่งสาธารณะท้องถิ่นที่ทั่วถึงและเป็นธรรม โดยยืนยันหลักการว่าการเดินทางไม่ควรเป็นสิทธิของคนที่มีเงิน หรือมีรถส่วนตัวเท่านั้น สภาผู้บริโภคเสนอให้ค่าเดินทางทั้งระบบไม่เกินร้อยละ 10 ของค่าแรงขั้นต่ำ และประชาชนควรเข้าถึงขนส่งสาธารณะได้ในระยะไม่เกิน 500 เมตรจากบ้าน ควบคู่กับการผลักดันขนส่งสาธารณะร่วมกับท้องถิ่นและเครือข่ายใน 12 จังหวัด
นางสาวสารีกล่าวว่า ประเด็นที่สี่ สัญญาห้องเช่า – หอพักที่เป็นธรรม หลังพบปัญหาการเรียกเก็บค่าน้ำ ค่าไฟ เงินประกัน และเงื่อนไขสัญญาที่เอาเปรียบผู้เช่า สภาผู้บริโภคได้ผลักดันจนเกิดประกาศควบคุมสัญญาธุรกิจให้เช่าที่พักอาศัย พ.ศ. 2568 อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามการบังคับใช้ เนื่องจากพบผู้ประกอบการบางส่วนหลีกเลี่ยงข้อกำหนดด้วยการปรับขึ้นค่าเช่าแทน
นางสาวสารีกล่าวว่า ภายในนิทรรศการมีผลงานกว่า 200 ภาพ ที่กลั่นจากเรื่องจริงของผู้บริโภค โดย บุญเชิด เข็มเงิน นำ 4 ประเด็นนโยบายมาตีความเป็นภาพเล่าเรื่อง (Story Illustration) ขณะที่ จาริณี เมธีกุล โปรดิวเซอร์และศิลปิน ลงพื้นที่พูดคุยกับประชาชนมากกว่า 100 คน เก็บถ้อยคำ ความรู้สึก และประสบการณ์จริงมาถ่ายทอดเป็นผลงานอีกชุดหนึ่ง เพื่อทำให้ “เสียงที่เคยถูกมองข้าม” ถูกมองเห็นผ่านพื้นที่ศิลปะ
“สภาผู้บริโภคเชิญชวนประชาชนร่วมสัมผัสเรื่องจริงของผู้บริโภคผ่านนิทรรศการ “SPEAK UP : เราต้องไม่ยอมจำนน” เข้าชมฟรี ระหว่างวันที่ 18 – 30 สิงหาคม 2569 ณ ห้องนิทรรศการ ชั้น 3 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) สิ่งที่อยู่ภายในงานไม่ใช่เพียงผลงานศิลปะ แต่คือเรื่องจริงของคนจริงที่กำลังรอการเปลี่ยนแปลง เพราะ “ทุกใบเสร็จมีเรื่องราว ทุกความเสียหายมีเจ้าของ และทุกเสียงที่ถูกมองข้าม คือหลักฐานของสังคมที่ต้องเปลี่ยนแปลง”นางสาวสารีกล่าว




