News Logo
หน้าแรก
เปิดคำพิพากษาศาลฎีกาเทียบกม.เก่า-ใหม่ เปลี่ยน 'ล่วงล้ำ' เป็น 'ข่มขืน'

เปิดคำพิพากษาศาลฎีกาเทียบกม.เก่า-ใหม่ เปลี่ยน 'ล่วงล้ำ' เป็น 'ข่มขืน'

7 ก.ย. 2569 15:51
ผู้ชม 9 คน

"...ซึ่งจากบทบัญญัติของกฎหมายที่แก้ไขเพิ่มเติมยังคงบัญญัติให้การกระทำโดยใช้อวัยวะอื่นของจำเลยหรือวัตถุ ล่วงล้ำอวัยวะเพศหรือทวารหนักของบุคคลอายุกว่าสิบห้าปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 วรรคสอง (เดิม) เป็นความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 1 (18) ที่แก้ไขใหม่ มิใช่กรณีกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังบัญญัติให้การกระทำเช่นนั้นไม่เป็นความผิดต่อไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง เช่นกัน เพียงแต่เป็นการเปลี่ยนฐานความผิดจากฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีโดยการล่วงล้ำ กลับไปเป็นฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่น ..."

สำนักข่าว Next News นำเสนอคำพิพากษาน่าสนใจ โดยคดีนี้เป็นคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 506/2569 เป็นคดีการล่วงละเมิดทางเพศในครอบครัว ที่ในช่วงเกิดเหตุ ช่วงโจทก์ฟ้องคดี และช่วงการพิจารณาของศาลฎีกา มีความเกี่ยวข้องกับการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญาว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับเพศ 2 ฉบับ ได้แก่ พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ. 2562 และพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2568

คดีนี้ศาลฎีกาเทียบกฎหมายเก่าและใหม่ ที่แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงนิยามหรือฐานความผิดการล่วงล้ำ ที่กฎหมายฉบับเก่า ( แต่การใช้สิ่งอื่นล่วงล้ำร่างกายผู้อื่นยังคงเป็นความผิดตามกฎหมายเสมอ และสุดท้ายมีคำพิพากษาให้ลงโทษจำเลยตามกฎหมายเดิมที่ใช้ในขณะกระทำความผิด เนื่องจากกฎหมายที่แก้ไขเพิ่มเติมในภายหลัง (ทั้งฉบับปี พ.ศ. 2562 และ พ.ศ. 2568) ไม่เป็นคุณแก่จำเลยตามหลักเกณฑ์ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3

มีรายละเอียด ดังนี้

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย

คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 506/2569

พนักงานอัยการจังหวัดตาก โจทก์

นาย พ. จำเลย

@ โจทก์ฟ้องจำเลย ล่วงละเมิดทางเพศผู้สืบสันดาน-เสพยาเสพติด

ในคดีนี้ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 91, 276 (ความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา), 278 (กระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่า 15 ปี), 279 (กระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี), 285 (เหตุเพิ่มโทษหนักขึ้นหนึ่งในสามหากกระทำต่อผู้สืบสันดานหรือผู้ใต้ปกครอง) ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 1, 29, 104, 162 บวกโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย 929/2566 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษคดีนี้ โดยจำเลยให้การรับสารภาพในตอนแรก แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยขอถอนคำให้การเดิม และให้การใหม่เป็นรับสารภาพในข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีน ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

@ ศาลชั้นต้น-ศาลอุทธรณ์ภาค 6 สั่งจำคุกรวม 39 ปี 6 เดือน

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 285, 278 วรรคสอง ประกอบมาตรา 285, 279 วรรคห้า โดยให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) ประกอบมาตรา 285 (เดิม) ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 104, 162 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 โดยลงโทษดังนี้

-ฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้สืบสันดาน และฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีซึ่งเป็นผู้สืบสันดาน เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้สืบสันดานซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 8 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามมาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี

-ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งเป็นผู้สืบสันดานโดยการล่วงล้ำ จำคุก 12 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามมาตรา 78 คงจำคุก 9 ปี

-ฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีซึ่งเป็นผู้สืบสันดานโดยการล่วงล้ำ รวม 4 กระทง จำคุกกระทงละ 8 ปี ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสี่ตามมาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 6 ปี รวม 4 กระทง เป็นจำคุก 24 ปี

-ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 2 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามมาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือน

รวมทุกกระทงเป็นจำคุก 39 ปี 1 เดือน และบวกโทษจำคุก 5 เดือน ของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย 929/2566 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษในคดีนี้ตามมาตรา 58 รวมเป็นจำคุก 39 ปี 6 เดือน 

ต่อมาจำเลยอุทธรณ์ และศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน 

จากนั้นจำเลยฎีกาต่อศาลฎีกา

@ ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริง-ปัดข้ออ้างผู้เสียหายกลั่นแกล้ง

ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ในชั้นนี้ว่า นางสาว ป. ผู้เสียหาย เกิดวันที่ 13 มิถุนายน 2549 เป็นบุตรของจำเลยกับนาง ณ. ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายพักอาศัยอยู่กับจำเลยและเด็กหญิง ต. น้องสาวผู้เสียหายที่บ้านที่เกิดเหตุซึ่งเป็นของนาย ม. ตาผู้เสียหาย เป็นบ้าน 2 ชั้น หลังเกิดเหตุแพทย์ตรวจร่างกายผู้เสียหาย พบบาดแผลฉีกขาดเก่าของเยื่อพรหมจารี ไม่พบอสุจิ ตามรายงานผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ สำหรับความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน คู่ความไม่อุทธรณ์ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 หรือไม่

เห็นว่า ขณะเกิดเหตุครั้งสุดท้ายผู้เสียหายอายุ 17 ปีเศษ อยู่ในวัยเริ่มเป็นสาวเต็มตัว ย่อมรู้ว่าการถูกกระทำอนาจารและถูกข่มขืนกระทำชำเราเป็นเรื่องที่น่าอับอายที่ทำให้ตนเองต้องเสื่อมเสียชื่อเสียง มีมลทินติดตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้เสียหายถูกกระทำจากจำเลยซึ่งเป็นพ่อของตัวเอง เป็นการสร้างความเสื่อมเสียให้แก่ตนเองและวงศ์ตระกูล เป็นที่ติฉินนินทาของชาวบ้านและประจานตนเองต่อสังคม หากผู้เสียหายมิได้ถูกจำเลยล่วงละเมิดทางเพศ ไม่น่าเชื่อว่าผู้เสียหายจะกล้าเบิกความเช่นนั้น และผู้เสียหายเบิกความสอดคล้องกับที่ให้การในชั้นสอบสวน

ส่วนประเด็นที่เด็กหญิง ต. น้องสาว และนาง ณ. มารดา นอนรวมอยู่ด้วยนั้น เห็นว่า เป็นเวลากลางคืนซึ่งทั้งสองหลับแล้ว เมื่อผู้เสียหายขัดขืนจำเลยก็ข่มขู่ไม่ให้ส่งเสียงดัง บางครั้งจำเลยบีบแขนผู้เสียหายไม่ให้ขัดขืน นาง ณ. ทำงานตัดอ้อยทุกวันกลับมาเหนื่อยและเพลีย จะหลับโดยไม่รู้ตัว การที่ไม่รู้เรื่องจึงเกิดจากนอนหลับไม่รู้สึกตัวและผู้เสียหายไม่กล้าร้องขอความช่วยเหลือเพราะกลัวจำเลย พฤติการณ์ที่ผู้เสียหายพยายามอดทนและไม่เปิดเผยเรื่องแก่นาง ณ. ทันทีเพราะกลัวจำเลย และเมื่อจำเลยถูกจับคุกคิดว่าจะถูกจำคุกเป็นเวลานานจึงไม่ได้บอก แต่เมื่อจำเลยพ้นโทษกลับมากระทำต่อผู้เสียหายอีกจนผู้เสียหายทนไม่ได้จึงบอกแก่นาง ณ. พฤติการณ์ดังกล่าวไม่ใช่เรื่องผิดปกติ

อีกทั้งผลการตรวจชันสูตรพบบาดแผลฉีกขาดเก่าของเยื่อพรหมจารีหนึ่งตำแหน่งบริเวณด้านซ้าย ตรวจพบหลักฐานอาจมีการล่วงล้ำของอวัยวะเพศชายหรือวัตถุอื่นทางช่องคลอด สอดรับกับคำเบิกความผู้เสียหาย และจำเลยเคยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนว่าได้กระทำอนาจารและข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายจริงเพราะสำนึกผิดและไม่อยากพูดถึงการกระทำที่ไม่สมควรพยานหลักฐานโจทก์จึงมีน้ำหนักมั่นคง

ข้อต่อสู้ของจำเลยที่อ้างว่าผู้เสียหายเบิกความปรักปรำเพราะจำเลยดุด่าเตือนเรื่องคบเพื่อนชายและขว้างทำลายโทรศัพท์ และอ้างว่านาง ณ. คบหาชายอื่นจึงขอหย่าแต่จำเลยไม่ยินยอมทำให้จูงใจผู้เสียหายนั้น เห็นว่า สาเหตุที่จำเลยดุด่าไม่ร้ายแรงถึงขนาดผู้เสียหายจะคิดกลั่นแกล้งปรักปรำบิดาให้รับโทษอาญารุนแรง และนาง ณ. คบหาคนอื่นหลังจากทราบว่าจำเลยล่วงละเมิดทางเพศผู้เสียหายแล้ว สำหรับภาพเคลื่อนไหวการสอบสวนในชั้นสอบสวนพบว่าผู้เสียหายถูกแยกสอบสวนในห้องที่มีนาง ณ. และนักสังคมสงเคราะห์อยู่ด้วย พนักงานสอบสวนดำเนินการสอบสวนผ่านวิทยุสื่อสาร ผู้เสียหายให้การด้วยตนเองไม่มีบุคคลใดเสี้ยมสอน พยานหลักฐานจำเลยไม่มีน้ำหนักหักล้าง ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยกระทำอนาจารและข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายจริง

@ ชี้ขาดข้อกฎหมาย: การแก้ประมวลกฎหมายอาญาเกี่ยวกับอนาจารล่วงล้ำไม่เป็นคุณแก่จำเลย

ขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานกระทำอนาจารเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยการล่วงล้ำ ตามมาตรา 279 วรรคห้า แห่งประมวลกฎหมายอาญาซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ. 2562 

แต่ในขณะกระทำความผิด การกระทำดังกล่าวเป็นความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี ตามมาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) (แห่งประมวลกฎหมายอาญา)

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2568 ออกใช้บังคับ โดยมาตรา 3 ให้ยกเลิกความใน (18) ของมาตรา 1 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน "(18) "กระทำชำเรา" หมายความว่า กระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำ โดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำล่วงล้ำอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่น หรือการใช้อวัยวะอื่นของผู้กระทำ หรือวัตถุ ล่วงล้ำอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่น..." และมาตรา 6 ให้ยกเลิกวรรคสี่ วรรคห้า วรรคหก และวรรคเจ็ดของมาตรา 279 แห่งประมวลกฎหมายอาญา 

ดังนั้น บทบัญญัติของกฎหมายที่แก้ไขเพิ่มเติม ยังคงบัญญัติว่า การกระทำโดยใช้วัตถุหรืออวัยวะอื่นซึ่งมิใช่อวัยวะเพศล่วงล้ำอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่นยังเป็นความผิดอยู่ มิใช่กรณีที่กฎหมายที่บัญญัติในภายหลังบัญญัติให้การกระทำเช่นนั้นไม่เป็นความผิดต่อไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง เพียงแต่เป็นการเปลี่ยนฐานความผิดจากการกระทำชำเราเป็นฐานกระทำอนาจารโดยการล่วงล้ำ แล้วเปลี่ยนกลับมาเป็นฐานกระทำชำเราอีกเท่านั้น 

ซึ่งการกระทำความผิดของจำเลยฐานกระทำอนาจารโดยการล่วงล้ำ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคห้า ที่แก้ไขใหม่ในขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ เป็นคุณแก่จำเลยมากกว่าการกระทำความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) และมาตรา 277 วรรคสอง ประกอบมาตรา 1 (18) ที่แก้ไขใหม่ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จึงต้องปรับบทความผิดของจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคห้า ที่แก้ไขใหม่ในขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 

เมื่อความผิดฐานกระทำอนาจารโดยการล่วงล้ำตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคห้า ที่แก้ไขใหม่ในขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ กับฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง ประกอบมาตรา 1 (18) ที่แก้ไขใหม่ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา มีระวางโทษเท่ากับความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) ที่ใช้ในขณะที่จำเลยกระทำความผิด ระวางโทษตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่ทั้งในขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้และในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จึงไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะที่จำเลยกระทำความผิด 

ส่วนความผิดตามฟ้องข้อ 1.3 ถึง 1.6 นั้น พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2568 มาตรา 5 ให้ยกเลิกวรรคสอง วรรคสาม และวรรคสี่ ของมาตรา 278 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งจากบทบัญญัติของกฎหมายที่แก้ไขเพิ่มเติมยังคงบัญญัติให้การกระทำโดยใช้อวัยวะอื่นของจำเลยหรือวัตถุ ล่วงล้ำอวัยวะเพศหรือทวารหนักของบุคคลอายุกว่าสิบห้าปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 วรรคสอง (เดิม) เป็นความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 1 (18) ที่แก้ไขใหม่ มิใช่กรณีกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังบัญญัติให้การกระทำเช่นนั้นไม่เป็นความผิดต่อไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง เช่นกัน เพียงแต่เป็นการเปลี่ยนฐานความผิดจากฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีโดยการล่วงล้ำ กลับไปเป็นฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่น ซึ่งมีระวางโทษเท่ากัน กฎหมายที่แก้ไขใหม่จึงไม่เป็นคุณแก่จำเลยไม่ว่าในทางใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 จำเลยยังคงมีความผิดและให้ลงโทษฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีโดยการล่วงล้ำตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 วรรคสอง (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะที่จำเลยกระทำความผิด 

ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและปรับบทลงโทษให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

@ พิพากษาแก้ จำเลยมีความผิดตามกฎหมายเดิม

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดตามฟ้อง ข้อ 1.1 จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคห้า (ที่แก้ไขใหม่ในขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้) ประกอบมาตรา 285 โดยกำหนดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) และความผิดตามฟ้อง ข้อ 1.3 ถึง ข้อ 1.6 จำเลยมีความผิดตามมาตรา 278 วรรคสอง (เดิม) ประกอบมาตรา 285 ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6

สรุปคดีศาลฎีกา506-2569(1)

สรุปคดีศาลฎีกา506-2569

แท็กที่เกี่ยวข้อง
ศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกา



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ศาลนัดพิพากษาคดี ‘ปลาหมอคางดำ’ 8 ก.ย. ชาวบ้านฟ้องรัฐละเลยหน้าที่
ศาลนัดพิพากษาคดี ‘ปลาหมอคางดำ’ 8 ก.ย. ชาวบ้านฟ้องรัฐละเลยหน้าที่