News Logo
หน้าแรก
เปิดสถิติป่วย ‘ซึมเศร้า’ พุ่ง 1.4 ล้าน เข้าใจภัยเงียบ-รักษาหายได้

เปิดสถิติป่วย ‘ซึมเศร้า’ พุ่ง 1.4 ล้าน เข้าใจภัยเงียบ-รักษาหายได้

17 ก.ย. 2569 08:43
ผู้ชม 9 คน
googleตั้ง Next News เป็นข่าวโปรดบน Google

“...การฆ่าตัวตายหรือทำลายชีวิตตัวเองเพราะโรคซึมเศร้าเป็นภาพที่ปรากฏให้เห็นเป็นประจำโดยเฉพาะในกลุ่มนิสิตนักศึกษา สะท้อนให้เห็นถึงสถานการณ์โรคซึมเศร้าที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้รายงานภาวะสังคมไทย ไตรมาส 2 ประจำปี 2569 โดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) จะระบุว่าสถานการณ์สุขภาพจิตภาพรวมปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อย แต่กลุ่มเสี่ยงภาวะซึมเศร้ายังคงครองสัดส่วนสูงที่สุดในบรรดาปัญหาด้านสุขภาพจิตทั้งหมดที่ร้อยละ 6.5…”

เมื่อต้นเดือนกันยายน ที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะครุศาสตร์ เอกดนตรี และสมาชิกวง CU Band โดดอาคารจามจุรีเก้าซึ่งเป็นอาคารจอดรถและเป็นที่ทำการของวง CU Band จากการสอบสวนของตำรวจสน.ปทุมวัน เชื่อว่าสาเหตุเป็นการฆ่าตัวตาย เนื่องจากนิสิตรายดังกล่าวเป็นโรคซึมเศร้าและพยายามฆ่าตัวตายมาหลายครั้งแล้ว

การฆ่าตัวตายหรือทำลายชีวิตตัวเองเพราะโรคซึมเศร้าเป็นภาพที่ปรากฏให้เห็นเป็นประจำโดยเฉพาะในกลุ่มนิสิตนักศึกษา สะท้อนให้เห็นถึงสถานการณ์โรคซึมเศร้าที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้รายงานภาวะสังคมไทย ไตรมาส 2 ประจำปี 2569 โดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) จะระบุว่าสถานการณ์สุขภาพจิตภาพรวมปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อย แต่กลุ่มเสี่ยงภาวะซึมเศร้ายังคงครองสัดส่วนสูงที่สุดในบรรดาปัญหาด้านสุขภาพจิตทั้งหมดที่ร้อยละ 6.5 

สอดคล้องกับสถิติของกรมสุขภาพจิตที่มีจำนวนผู้ป่วยโรคซึมเศร้าเพิ่มขึ้นทุกปี ซึ่งโรคซึมเศร้าจะทำให้ผู้ป่วยโรคนี้มีความรู้สึกเบื่ออย่างรุนแรง เบื่อที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป ความเศร้าที่รุนแรงมาก ๆ อาจทำให้คิดว่าตนเองผิด ไร้ค่า และคิดอยากฆ่าตัวตาย การตายจึงเป็นเหมือนทางออกของปัญหาในระยะสั้น เพื่อไม่ต้องเผชิญปัญหาต่อไป 

Screenshot (1490)

ตาราง

นอกจากนี้ยังมีข้อมูลจากรายงานระบบสุขภาพไทยภายใต้ธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2565 ระบุถึงสถานการณ์ปัญหาสุขภาพจิตของประชาชนว่า ในกลุ่มเยาวชนอายุระหว่าง 18–24 ปี มีอัตราการเกิดภาวะป่วยทางจิตเวชและปัญหาสุขภาพจิตสูงถึง ร้อยละ 13.7 เมื่อเทียบกับกลุ่มผู้สูงอายุ (อายุ 60 ปีขึ้นไป) ซึ่งมีอัตราเพียง ร้อยละ 5.3 กลุ่มเยาวชนมีปัญหาสุขภาพจิตที่น่ากังวล โดยเฉพาะความเครียด ปัญหาสุขภาพจิตของเด็กและเยาวชนเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย ทั้งปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ปัญหาการกลั่นแกล้ง (Bully) ในโรงเรียน และปัญหายาเสพติด 

อย่างไรก็ตาม ปัญหาสำคัญที่ระยะหลังมีแนวโน้มขยายตัวขึ้น คือ ปัญหาความเครียด จากข้อมูลประเมินสุขภาพจิตคนไทย ปี 2567ของกรมสุขภาพจิต พบว่า เยาวชนอายุ 18-24 ปี ยังคงมีความเสี่ยงสูง โดยร้อยละ 24.5 เสี่ยงเครียดสูง ร้อยละ 26.9 เสี่ยงซึมเศร้า และร้อยละ 16.2 เสี่ยงฆ่าตัวตาย ขณะที่เด็กและวัยรุ่นอายุต่ำกว่า 18 ปี มีภาวะสุขภาพจิตที่ดีเพียง ร้อยละ 51.4 และ ร้อยละ 8.4 เสี่ยงซึมเศร้า ร้อยละ 14.0 เสี่ยงฆ่าตัวตาย

@ แพทย์ชี้ ‘ซึมเศร้า’ เป็นโรค-รักษาได้ แนะคนใกล้ชิดทำความเข้าใจ

ศ.นพ.มาโนช หล่อตระกูล ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุในบทความ ‘โรคซึมเศร้าโดยละเอียด’ ซึ่งสรุปสาระสำคัญได้ว่า โรคซึมเศร้าส่งผลกระทบทั้งด้านอารมณ์ พฤติกรรม ความคิด และร่างกาย ผู้ป่วยจะมีอาการเศร้าเรื้อรัง นอนหลับๆ ตื่นๆ เบื่ออาหาร น้ำหนักลด หมดความสนใจต่อโลกภายนอก ตลอดจนส่งผลให้การทำงานหรือการประกอบกิจวัตรประจำวันบกพร่องลง โดยสาเหตุสำคัญมาจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ปัจจัยทางพันธุกรรม การเปลี่ยนแปลงของสารเคมีในสมอง (ซีโรโทนินและนอร์เอพิเนฟรินลดต่ำลง) ร่วมกับ ลักษณะนิสัย ที่มักมองตนเองในแง่ลบเมื่อเผชิญกับสถานการณ์กดดัน

อย่างไรก็ตาม โรคซึมเศร้าเป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ยิ่งเข้ารับการรักษาเร็วเท่าไรก็ยิ่งฟื้นตัวได้เร็ว การรักษาหลักทำได้โดย การใช้ยาแก้ซึมเศร้าเพื่อปรับสมดุลสารเคมีในสมอง ร่วมกับการให้คำแนะนำในการปรับมุมมองและการปรับตัว สำหรับผู้ป่วย ในระหว่างการรักษาควร ออกกำลังกายแบบแอโรบิก เพื่อช่วยให้จิตใจผ่อนคลายและนอนหลับได้ดีขึ้น ไม่ตั้งเป้าหมายการทำงานที่ยากเกินไป ชะลอการตัดสินใจเรื่องสำคัญในชีวิต และ ใช้วิธีย่อยปัญหาใหญ่ให้เป็นส่วนย่อยๆ เพื่อค่อยๆ แก้ไขไปทีละขั้นตอน

นอกจากตัวผู้ป่วยแล้ว ความเข้าใจจากญาติและคนใกล้ชิดถือเป็นหัวใจสำคัญอย่างยิ่ง โดยต้องตระหนักว่าผู้ป่วยไม่ได้แกล้งทำ หรือจิตใจอ่อนแอ แต่กำลังเจ็บป่วยจากความผิดปกติของสารเคมีและฮอร์โมนในสมอง การปรับมุมมองของญาติให้เข้าใจว่าผู้ป่วยกำลังไม่สบาย จะช่วยลดความคาดหวังและความหงุดหงิดลง เกิดความเห็นอกเห็นใจ และช่วยสนับสนุนให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลรักษาจนกลับมาใช้ชีวิตได้เป็นปกติในที่สุด 

@ แนะทางป้องกันโรคซึมเศร้า-สังคมลดการตัดสิน-ช่วยกันดูแลผู้ป่วย

นพ.กานต์ จำรูญโรจน์ ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ระบุข้อมูลผ่านนิตยสารวาไรตี้เพื่อสุขภาพ @Rama ฉบับที่ 60 เดือนเม.ย. 2569 สรุปสาระสำคัญได้ว่า การป้องกันโรคซึมเศร้าไม่ใช่การพยายามไม่ให้มีความเศร้า แต่คือการสร้างเสริม ความยืดหยุ่นทางอารมณ์ (resilience) เพื่อให้ใจเรารับมือกับความเครียดซึ่งเป็นปัจจัยกระตุ้นการเกิดโรคซึมเศร้าได้อย่างเหมาะสม มีวิธีดังนี้ 

-ฝึกสังเกตร่างกายและจิตใจตนเอง (check-in) รับรู้อาการทางกาย อารมณ์ และความคิด เพื่อดูแลตนเอง ในส่วนที่สามารถทำได้ และเรียนรู้ประสบการณ์ต่าง ๆ ด้วยใจที่เปิดรับ 

-สร้างสายสัมพันธ์ทางสังคม (social connection) ที่ช่วยเหลือเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน 

-หมั่นดูแลตนเอง (self-care) ทั้งทางกาย ใจ สังคม และจิตวิญญาณ เช่น ออกกำลังกาย พักผ่อนหย่อนใจ นอนหลับให้เพียงพอ สื่อสารกับคนที่รัก และเชื่อมโยงกับสิ่งที่จิตใจให้คุณค่าความสำคัญ

-หลีกเลี่ยงสิ่งเสพติด เช่น สุรา ยาเสพติด และการติดเชิงพฤติกรรม (การพนัน อินเทอร์เน็ต สื่อสังคมออนไลน์ เป็นต้น) สิ่งเหล่านี้อาจดูเหมือนช่วยให้ผ่อนคลายในระยะสั้น แต่ถ้าทำเป็นประจำจนติดในระยะยาว สุขภาพจิตจะถดถอยลง 

นพ.กานต์ ยังระบุอีกว่า สภาพสังคมและสิ่งแวดล้อมมีอิทธิพลต่อจิตใจและสุขภาพจิตอย่างมาก การป้องกันและดูแลรักษาโรคซึมเศร้าจะประสบความสำเร็จมากขึ้น หากสังคมส่งเสริมด้านต่าง ๆ ได้แก่ สร้างสังคมที่รับฟังโดยลดการตัดสิน ไม่จำเป็นต้องรีบหาทางออกแก้ไขปัญหาให้เสมอไป เพียงคอยรับฟังซึ่งกันและกันว่ารู้สึกอย่างไรบ้างก็เพียงพอแล้ว หลีกเลี่ยงการตัดสิน เปรียบเทียบ ส่งเสริมการเปิดรับความแตกต่างให้มากขึ้น สังเกตสัญญาณเตือนความเสี่ยงการฆ่าตัวตายของผู้ป่วยโรคซึมเศร้า เช่น หากผู้ป่วยพูดเรื่องความตายหรือการสั่งเสีย แนะนำให้เข้าไปถามไถ่ และพูดคุย เพื่อให้ผู้ป่วยรู้สึกปลอดภัยที่จะเล่าความทุกข์ในใจ การถามเกี่ยวกับความอยากฆ่าตัวตายหรือทำร้ายตนเองไม่ได้ทำให้ผู้ป่วยอยากทำมากขึ้น ในทางกลับกันผู้ป่วยมักรู้สึกว่ามีคนข้าง ๆ ที่พร้อมที่จะรับฟังและช่วยเหลือ และหากรู้สึกว่าผู้ป่วยมีความเสี่ยงค่อนข้างสูง ให้พาผู้ป่วยเข้ารับการรักษาในที่ที่สะดวกทันที

สังคมไทยควรลดตราบาปของโรคซึมเศร้า ไม่เรียกผู้ป่วยว่า ‘บ้า’ หรือ ‘เรียกร้องความสนใจ’ การเจ็บป่วยทางใจก็เหมือนการเป็นโรคทางกาย คือเป็นเรื่องสุขภาพที่ควรดูแลรักษาซึ่งเกิดได้กับทุกคน ในที่ทำงานขององค์กรต่าง ๆ ควรสนับสนุนเรื่องการดูแลสุขภาวะ โดยเฉพาะทางจิตใจ หรือสวัสดิการที่ครอบคลุมการรับบริการทางสุขภาพจิต เพื่อให้บุคลากรเข้าถึงการดูแลได้สะดวก และการร่วมกันดูแลสิ่งแวดล้อมทางกายภาพของชุมชนที่อยู่ก็มีความสำคัญอย่างมาก เพราะความเครียดไม่ได้มาจากเพียงปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ แต่ยังมาจากเรื่องอื่น ๆ เช่น มลภาวะ สภาพอากาศแปรปรวนอย่างสุดขั้ว การขาดแคลนทรัพยากรธรรมชาติ 

เหล่านี้เป็นข้อมูลและสถานการณ์เกี่ยวกับโรคซึมเศร้าในประเทศไทย ที่จะเห็นว่ามีจำนวนผู้ป่วยในโรคข้างต้นเพิ่มมากขึ้นและส่งผลให้ต่ออัตราความเสี่ยงในการฆ่าตัวตาย ซึ่งอาการป่วยด้วยโรคซึมเศร้านี้สามารถรักษาให้หายได้ สภาพสังคมก็มีอิทธิพลต่อสุขภาพจิต รวมถึงส่งผลต่ออาการป่วยโรคซึมเศร้าด้วย 

แท็กที่เกี่ยวข้อง
โรคซึมเศร้า



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เคาะ‘กรุงไทย’บริหารตั๋วร่วม คาดค่าโดยสารสูงสุดไม่เกิน 45 บาท
เคาะ‘กรุงไทย’บริหารตั๋วร่วม คาดค่าโดยสารสูงสุดไม่เกิน 45 บาท