จุลพันธ์เผย 'กระทรวงแรงงาน' เตรียมพลิกโฉมสู่ 'กระทรวงเศรษฐกิจ' เร่งแก้ปมเด็กจบใหม่ตกงานด้วยโครงการ ‘AI for ALL’ พร้อมเรียกคืนความศรัทธาประกันสังคมด้วยบอร์ดเลือกตั้งอิสระ ขยายตลาดแรงงานต่างประเทศรับมือวิกฤตความเสี่ยง และเตรียมยกระดับมาตรฐานแรงงานไทยดันเข้าอนุสัญญา ILO
นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยผ่านสำนักข่าว Next News ถึงแนวคิดการปรับเปลี่ยนบทบาทองค์กรสู่การเป็น ‘กระทรวงเศรษฐกิจ’ โดยระบุว่า ภารกิจของกระทรวงแรงงานนั้น ครอบคลุมทั้งมิติสังคมและเศรษฐกิจ ซึ่งการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันจำเป็นต้องมุ่งพัฒนาทุนมนุษย์เป็นหลัก จึงเตรียมปรับชื่อและภารกิจองค์กรให้ชัดเจน พร้อมขยายขอบเขตงานให้กว้างกว่าการบริหารจัดการแรงงานแบบเดิม รวมถึงวางแผนจัดตั้ง ‘สำนักงานเศรษฐกิจแรงงาน’ เพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาพรวม โดยตั้งเป้าพลิกโฉมองค์กรภายใน 2-3 ปี
นอกจากนี้ นายจุลพันธ์ได้กล่าวถึงโจทย์ท้าทายสำคัญอย่าง ‘ปัญหาเด็กจบใหม่ตกงาน’ ซึ่งมีปัจจัยมาจากความก้าวหน้าของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เข้ามาทดแทนตำแหน่งงานบางกลุ่ม เช่น งานเลขานุการ ประกอบกับพฤติกรรมการทำงานของคนรุ่นใหม่ที่แตกต่างจากเดิม กระทรวงแรงงานจึงได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดทำโครงการ ‘AI for ALL’ เพื่อยกระดับทักษะเทคโนโลยีแก่กำลังแรงงาน ควบคู่กับการเร่งพัฒนาทักษะทางสังคมและอารมณ์ (Soft Skills) ให้แก่เยาวชนและคนวัยทำงาน เพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงงานและปรับทักษะให้สอดรับกับความต้องการของตลาดแรงงานในอนาคต

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน
สำหรับมิติการบริหารจัดการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) นายจุลพันธ์ ชี้ว่า โจทย์ใหญ่สำคัญคือการเร่งเรียกคืนความเชื่อมั่นและศรัทธาจากประชาชน หลังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์เรื่องความโปร่งใสในการลงทุน โดยความคืบหน้าล่าสุดกรณีการจัดซื้ออาคาร SKYY9 ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
พร้อมกันนี้ยังระบุว่า การตัดสินใจลงทุนทุกรายการเป็นอำนาจของคณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ด สปส.) ซึ่งหากมีการเลือกตั้งและได้บอร์ดชุดใหม่เข้ามา คณะกรรมการกลุ่มนี้จะเป็นผู้ขับเคลื่อนการลงทุนทั้งหมดอย่างเป็นอิสระ โดยไม่มีการเมืองเข้าไปแทรกแซงแต่อย่างใด
ทั้งนี้ นายจุลพันธ์เปิดเผยว่า กระทรวงแรงงานกำลังผลักดันบำนาญสูตร Care เพื่อปรับฐานการคำนวณเงินบำนาญให้เกิดความเป็นธรรมและยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ประกันตนกว่า 20 ล้านคน โดยคาดว่าจะพร้อมเปิดใช้งานภายใน 1 ปีข้างหน้า สำหรับแผนระยะยาว ได้เตรียมขยายตลาดการจัดหาแรงงานในต่างประเทศเพิ่มเติม เช่น ศรีลังกา เนปาล และบังกลาเทศ เพื่อเพิ่มตัวเลือกแรงงานให้แก่ภาคอุตสาหกรรมไทย และลดผลกระทบจากความเสี่ยงกรณีเกิดภาวะวิกฤต เช่น สงครามในตะวันออกกลาง หรือความขัดแย้งในพื้นที่แถบเพื่อนบ้าน
นอกจากนี้ ในฐานะที่ไทยเป็นหนึ่งในประเทศผู้ก่อตั้งองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) และกำลังจะดำรงตำแหน่งประธานแรงงานอาเซียนในอีก 2 ปีข้างหน้า จึงเตรียมใช้โอกาสนี้ขับเคลื่อนยกระดับมาตรฐานแรงงานไทยสู่ระดับแนวหน้า ด้วยการเดินหน้าเข้าสู่อนุสัญญา ILO หลายฉบับ อาทิ สิทธิแรงงานแพลตฟอร์ม สิทธิสตรี และการคุ้มครองการคุกคามทางเพศ เพื่อสร้างความมั่นใจในสวัสดิภาพของผู้ทำงาน เพิ่มผลิตภาพแรงงาน ซึ่งจะช่วยขยายโอกาสทางการค้าและทลายกำแพงการค้าระหว่างประเทศในอนาคต




